วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ไว้อาลัย สตีฟ จ็อบส์


ไว้อาลัย
:'( "สตีฟ จ็อบส์" แห่ง Apple
ด้วยจิตคารวะ


...........................................

ใน Blog นี้ได้มีการกล่าวถึง สตีฟ จ็อบส์ หลายหัวข้อ ย้อนไปดูได้ ตามนี้...
"จงหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ" Steve Jobs : ผ่าความคิด Steve Jobs
และ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ปล้น!!
...........................................

ส่วนในที่นี่ขอส่งท้ายไว้อาลัย สตีฟ จ็อบส์

ว่าด้วยตำนานอันลุ่มลึกของที่มา "โลโก้ Apple"

Original Logo ของ บริษัท Apple สร้างขึ้นในปี 1976 โดย "Ron Wayne" ซึ่งเป็นวิศวกรที่ทำงานร่วมกับสตีฟ จอปส์ที่ Atari ใต้แนวคิดที่ว่า ลูกแอปเปิ้ล เป็นสิ่งที่ทำให้ นิวตั้นค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่ง ทำให้เกิด idea และสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ....Logo อันนี้ Wayne ดรออิ้งด้วยปากกาหมึกดำ เป็นรูปเซอร์ไอแซค นิวตันนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล ตรงกรอบรอบรูปมีโคลงของ William Wordsworth ว่า "Newton....A mind forever voyaging through strange seas of though....alone" และชื่อ Apple computer อยู่

- ลูกแอปเปิ้ล เป็นสิ่งที่ทำให้ นิวตั้นค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก -
ในรุ่นที่ 2 "Rainbow Logo" ในเมษายน 1977 จอปส์ได้คุยกับ Rob Janov อาร์ตไดเรคเตอร์ของบริษัท Rigis McKena ให้ช่วยออกแบบโลโกใหม่ให้ Apple จานอฟเริ่มงานจากภาพเงาขาวดำของลูกแอปเปิ้ล แล้วก็ค่อยๆเพิ่มไอเดียเข้าไป "ผมเอาลูกแอปเปิ้ลมาทำเป็นฟอร์มง่ายๆก่อน แล้วก็เพิ่มรอยกัด-bite -ซึ่งอาจจะหมายถึง Byte ก็ได้ใช่ไหม? แล้วการใส่รอยกัดไปข้างๆก็ทำให้มันดูเป็นแอปเปิ้ลมากขึ้นแทนที่จะดูคล้ายเป็นเชอรี่หรือมะเขือเทศ" จานอฟ อธิบาย...หลังจากนั้นเขาก็ใส่แถบสีหกสี ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่อง Apple II ในตอนนั้นที่เป็นเครื่องสำหรับ consumer รุ่นแรกที่แสดงผลเป็นสีได้ ตอนแรกเขาใส่เส้นดำบาง ๆ เข้าไประหว่างแถบด้วยเพื่อแก้ปัญหาเวลาสีเหลื่อมตอนพิมพ์ แต่จอปส์ไม่ชอบก็เลยตัดออกไปเป็นแถบสีเฉยๆ ช่วงนั้น Michel M. Scott ผู้อำนวยการบริษัทคนแรกเรียก logo อันนี้ว่า "โลโกที่แพงบ้าเลือดที่สุดที่เคยมีการออกแบบกันมา" แต่ก็ไม่มีรายงานเป็นทางการครับว่าตัวเงินค่าออกแบบจริงๆ เป็นเท่าไหร่ แอ๊ปเปิ้ลใช้ Rainbow Logo มาเป็นเวลา 20 ปีด้วยกัน (สงสัยให้คุ้มค่าออกแบบที่แพงมหาศาลจนไม่อาจกล่าวถึงมูลค่านั้นได้ ) ตั้งแต่ปี 1977-1997

และ logo รุ่นที่ 3 ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่ jobs ได้กลับมาบริหาร Apple อีกครั้ง ก็ได้ปรับปรุงการดำเนินงาน รูปแบบดีไซน์เครื่องและภาพพจน์ของบริษัทเสียใหม่ เลยเกิดโปรเจคใหม่ๆอย่าง iMac, แคมเปญโฆษณาและคำขวัญ Think Different แล้วก็ logo แบบสีเดียวใสๆ เครื่องแมครุ่นแรกที่ใช้ logo สีเดียวแทนที่จะเป็นสีรุ้งแบบเดิมคือเครื่อง Powerbook G3 ที่ออกในวันที่ 6 พฤษภาคม 1998
...........................................

Apple ผลไม้ต้องห้ามของพระเจ้า!
โลโก้แอปเปิ้ลถูกกัด ยังสามารถสื่อได้ถึง "แอปเปิ้ลที่ถูกกัดในสวนอีเดน"


ตำนานอดัมกับอีฟที่โด่งดังของชาวคริสต์และยิว เรื่องมีอยู่ว่า...

ใน วันที่ 6 หลังจากพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา ก็ได้สร้างมนุษย์คู่แรกของโลก นั่นคือ Adam และ Eve และได้บัญชาไว้ว่า พวกเจ้าจะมีสิทธิ์เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เหมือน กับเราทั้งพืชและสัตว์ แต่ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวคือผลไม้แอปเปิ้ลที่อยู่ตรงกลางสวนอีเดนแห่งนี้ เจ้าจะไม่มีสิทธิ์กินมันหรือแม้แต่จะแตะต้อง มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตาย

หลังจากนั้นอดัมกับอีฟก็ใช้ชีวิตกันในสวนอีเดนด้วยกัน มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย และอยู่กันอย่างเปลือยกายโดยไร้ซึ่งความอาย วันหนึ่งอีฟได้ถูกล่อลวงโดยงูว่า "เจ้ารู้ไหม เหตุใดพระเจ้าของเจ้าจึงห้ามมิให้พวกเจ้าได้กินผลไม้ ที่อยู่ตรงกลางของสวนอีเดนแห่งนี้... เพราะผลไม้นั้นเป็นผลไม้วิเศษไงล่ะ พระเจ้ารู้ว่าหากเจ้ากินมันเข้าไป เจ้าจะต้องมีพลังเหมือนกับเขา และมีความรู้เหมือนพระเจ้า ฉะนั้น เขาจึงสั่งห้ามมิให้เจ้ากิน" อีฟได้ยินดังนั้นก็เด็ดลูกแอปเปิ้ลที่อยู่บนต้นไม้นั้นลงมา และได้กัดลงไปคำหนึ่ง และส่งต่อให้กับอดัมได้กินด้วย ทันทีที่ได้กินผลไม้ลงไป ทั้งคู่ก็เปิดปัญญาขึ้นและรู้ว่าขณะนี้ทั้งคู่กำลังเ ปลือยกายอยู่ จึงเกิด"ความอาย"ขึ้น จึงพยายามหาใบไม้มาปกปิดร่างกาย เย็นวันนั้น ขณะที่พระเจ้ากำลังเดินอยู่ในสวนก็ตะโกนเรียกทั้งคู่ "พวกเจ้าอยู่ไหน" ทันใดนั้นทั้งคู่ก็ออกมาจากหลังต้นไม้และบอกกับพระเจ้าว่า ข้าเห็นท่านกำลังเดินอยู่ในสวน ข้าจึงกลัวและหลบท่านเพราะพวกข้ากำลังเปลือยอยู่ พระเจ้าจึงถามว่า "ใครเป็นคนบอกว่าพวกเจ้าเปลือย" "พวกเจ้าได้กินผลไม้ที่ข้าได้ห้ามลงไปแล้วใช่ไหม " หลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้ลงโทษทั้งงู, อดัมกับอีฟ โดยให้ทั้งคู่ออกไปจากสวนอีเดน และต้องเสียชีวิตอมตะไป สำหรับอีฟที่ล่อลวงให้อดัมกินผลไม้จะต้องเจ็บปวดเมื่อต้องคลอดลูก อดัมจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้มีอาหารกิน...

*ปล. : ว่ากันว่าในสวนอีเดนนั้นมีต้นไม้ต้องห้ามอยู่ถึงสองต้น ต้นแรกที่อดัมกับอีฟกินนั้นคือ Fruit of Knowledge "ผลไม้แห่งปัญญา" ส่วนอีกต้นที่ไม่ได้กินนั้นคือ Fruit of Life "ผลไม้แห่งชีวิต"

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แวมไพร์ - หมาป่า : ตีความใหม่


มนุษย์ดูดเลือดแวมไพร์ - มนุษย์หมาป่า : ฉบับตีความใหม่

นิยายชุด Twilight Saga ของนักเขียนหญิง "Stephenie Meyer" เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2005 โดยใช้ชื่อว่า "Twilight" (ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า “แรกรัตติกาล”) และสร้างปรากฏการณ์ความนิยมแบบถล่มทลายทำนองเดียวกับ "Harry Potter" จนสุดท้ายถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เช่นกัน

- ตัวอย่างภาพยนตร์ภาคล่าสุด (2011) "Breaking Dawn Part 1" -

จุดโดดเด่นของ นวนิยาย(รวมทั้งภาพยนตร์) ชุดนี้ ก็คือ... การตีความใหม่-ให้มุมมองใหม่ โดย แวมไพร์ - มนุษย์หมาป่ายุคใหม่ ไม่ใช่ปีศาสผีดิบอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งมีชีวิตมนุษย์อีกพวกที่ใช้ชีวิตกลืนไปกับมนุษย์ธรรมดา แวมไพร์-มนุษย์หมาป่า ต่างก็ใช้ชีวิตเรียนหนังสือ ประกอบอาชีพ แบบคนปกติทั่วไป เพียงแต่มีพลังวิเศษกว่ามนุษย์ตามแบบของเผ่าพันธุ์ของตน (แวมไพร์ยังคงกินเลือดเป็นอาหารแต่กินเลือดสัตว์แทน ไม่กินเลือดมนุษย์ แต่สันดานดิบเดิมๆยังคงมีอยู่ ยังน้ำลายไหลเมื่อเห็นเลือดมนุษย์!) ซึ่งนับว่า เป็นการต่อยอด แหวกแนว จากตำนาน แวมไพร์-มนุษย์หมาป่าดั้งเดิม ได้อย่างน่าสนใจ...

...และทั้งเนื้อหาของเรื่องแทนที่จะเป็นแวมไพร์ไล่ล่าฆ่าหาเลือดมนุษย์กิน หรือการต่อสู้ทำลายล้างคู่ปรับอย่างมนุษย์หมาป่า ก็กลับกลายเป็นเรื่องของความรักโรแมนติกต่างสายพันธุ์ ที่บานปลายไปจนถึงรัก 3 เส้า ระว่าง 2 หนุ่ม แวมไพร์ไฮโซ และ มนุษย์หมาป่าผู้จริงใจ กับหนึ่งหญิงสาวมนุษย์ธรรมดาๆ (จึงเป็นที่ถูกใจของบรรดาวัยรุ่นโดยเฉพาะสาวๆต่างอินกับเนื้อเรื่อง ด้วยนางเอกเป็นผู้หญิงธรรมดาอันเสมือนตัวแทนของผู้หญิงทั่วๆ แต่กลับมีชายแสนดีในฝัน-เท่ห์ๆ-พิเศษๆ 2 คนมารุมแย่งกันรักเธอ ข้อนี้ต่างจากละครไทยที่ส่วนใหญ่ ผู้หญิงต้องตบตีแย่งผู้ชายคนเดียวกัน :)

- มนุษย์หมาป่า ตีความมุมมองใหม่ : แปลงร่างได้ โดยไม่ต้องรอพระจันทร์เต็มดวงแบบเก่า -

ภาคหนังสือนิยาย ออกมารวมทั้งหมด 4 ภาค โดยได้ตั้งชื่อภาคตามปรากฏการณ์ของท้องฟ้าช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งเป็นลูกเล่นทางวรรณกรรมที่ฉลาดหลักแหลม ได้แก่... 1.Twilight (แรกรัตติกาล) : 2.New Moon (นวจันทรา) : 3.Eclipse (คราสสยุมพร) : และสุดท้าย 4.Breaking Dawn (รุ่งอรุโณทัย)

ทุกเล่มก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนๆ หนังสือทั่วโลก (และปัจจุบันมีแปลภาคไทยครบทุกเล่มแล้ว โดย ภาค 4 Breaking Dawn (รุ่งอรุโณทัย) แบ่งเป็น 2 Part เช่นเดียวกับภาพยนตร์ หนังสือจึงมี 5 เล่มจบ)
แต่ Twilight ก็ตกเป็นที่วิจารณ์ในทางลบอย่างมากเช่นกัน อาทิ "สตีเฟน คิง" นักเขียนนิยายชื่อดังอีกคน เป็นหนึ่งในผู้ต่อว่านิยายชุดนี้อย่างรุนแรง คิงกล่าวว่า "เมเยอร์ (ผู้แต่ง Twilight) และ เจ. เค. โรว์ลิ่ง (ผู้แต่ง Harry Potter) พยายามเขียนหนังสือให้เด็กวัยรุ่นชื่นชอบ แต่ทั้งคู่ต่างกันก็คือโรว์ลิ่งเป็นนักเขียนที่เก่งมาก เธอสามารถแทรกข้อคิดที่ดีไว้อย่างมากมายพร้อมกับความสนุกตื่นเต้น ส่วนเมเยอร์เธอเป็นนักเขียนที่ไม่ได้เรื่องเลย หนังสือของเธอมีการแฝงเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ทางอ้อมและมีข้อคิดในทางแย่ๆอีกด้วย เช่น การให้ความสำคัญกับคนรักมากกว่าพ่อมากมายหลายเท่าตัว และการเอาชนะความตาย ซึ่งต่างกับโรว์ลิ่งที่พยายามให้รู้จักยอมรับความตาย"อันเป็นความจริงของชีวิต
..................................................

เมื่อแวมไพร์ครองโลก!


และที่น่าสนใจอีกเรื่องกรณีตีความ แวมไพร์ มุมมองใหม่ ก็คือ ภาพยนตร์เรื่อง "Daybreakers วันแวมไพร์ครองโลก" (2009) เมื่อพันธุ์แวมไพร์ครองโลก มีระบบเศรษฐกิจ(ทุนนิยม)-มีสังคมแบบมนุษย์ทุกประการ เผ่าพันธุ์มนุษย์กับกลายเป็นแค่สัตว์เศรษฐกิจ!ชนิดหนึ่ง เป็นเพียงอาหารเลี้ยงแวมไพร์ แต่เมื่ออาหาร คือเลือดมนุษย์กำลังจะหมดลง เพราะแวมไพร์บริโภคนิยม ผนวกกับประชากรที่เพิ่มมากขึ้น จึงกินเลือดมนุษย์เสียจวนจะหมดโลกแล้ว ทางออกคือ การโคลนนิ่งมนุษย์เพื่อได้เลือดมาเป็นอาหารให้พอกับความตัองการ ทั้งระหว่างนั้นต้องเสริมสร้างเลือดเทียมมาผนวกด้วย...หนังสะท้อน มนุษย์ กับ แวมไพร์ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน ในเมื่อต่างก็เป็นผู้ล่า เลี้ยง-กินฆ่า เอาเลือดเนื้อสัตว์อื่นอาหาร!



สิ่งที่น่าสนใจอีกแง่มุมในหนังเรื่องนี้คือ...เผ่าแวมไพร์ มีอำนาจ-ครองโลก มนุษย์บางคนจึงฝันอยากเป็นแวมไพร์บ้าง เหตุสำคัญคือ แวมไพร์ มีชีวิตเป็นอมตะ(หมายถึงไม่แก่ตายแบบมนุษย์ แต่ก็ตายดับสูญได้หากขาดอาหารคือเลือดนานๆ หรือโดนแดดเผา หรือโดนฆ่าให้ตายด้วยพลังพิเศษ)

และอีกปมหนึ่งของหนัง หลังจากที่พระเอก(เป็นแวมไพร์) ได้มาเจอกับมนุษย์ผู้เคยมีชีวิตเป็นแวมไพร์มาก่อน แต่กลับกลายมาเป็นมนุษย์โดยบังเอิญ โดยหลังจากประสบอุบัติเหตุรถยนต์ จนต้องเจอกับแสงแดดเผาไหม้ ก่อนที่จะตกลงในน้ำ จึงเกิดปฏิกิริยาส่งผลให้กลับกลายมาเป็นมนุษย์คนธรรมดาได้ พระเอกเลยต้องทบทวนคิดหนักว่าจะเลือกเป็นอะไรดี ระหว่างการเป็นมนุษย์ กับการเป็นแวมไพร์อันมีเชื้ัอผีดิบกินเลือด มีชีวิตอมตะก็จริง แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่มืดๆ หลบแดด หลบแสงสว่าง...คำถามคือ ชีวิตควรเป็นอย่างไร? - อะไรคือ ความสุขที่แท้จริงของชีวิต?

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม


เพลงยาว พยากรณ์กรุงศรีอยุธยา


เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นบทร้อยกรองประเภทเพลงยาว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพยากรณ์สถานการณ์ในอนาคตว่าจะเกิดอาเพศ-วิปริตลางบอกเหตุต่างๆ ประสบวิบัติ ภัยนานา...ก่อนที่กรุงศรีฯจะล่มสลาย โดยความเชื่อกระแสหลักคาดว่า กลอนนี้ประพันธ์ขึ้นราวสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนผู้ประพันธ์ยังไม่อาจระบุตัวได้แน่ชัด...

กล่าวกันว่า...เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาแต่งขึ้นเลียนแบบมหาสุบินชาดก และนิทาน "พยาปัถเวน (ปเสนทิโกศล) ทำนายฝัน" ชาดกและนิทานดังกล่าวเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ พระสุบินนิมิต สิบหกประการ ของประการของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ได้ทูลถามคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า (ซึ่้งตรงกับจำนวนมหัศจรรย์ ๑๖ ประการในเพลงยาวฯ)...อาทิกรณี “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม” ของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา คล้ายกับพระสุบิน ข้อ 12 กับข้อ 13 ของพระเจ้าปะเสนทิ แตกต่างกันที่ข้อ 13 นั้น พระเจ้าปะเสนทิทรงพระสุบินเห็นเป็น หินก้อนใหญ่เท่าเสาเรือนลอยน้ำ ไม่ใช่กระเบื้อง

- ภาพวาด บรรยากาศเสียกรุง วาระสุดท้ายกรุงศรีอยุธยา โดนเผาเมืองวอดวาย -
ในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า...ผู้แต่งเพลงยาวคงจะเห็นวิปริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามคำพยากรณ์พระสุบินนิมิตสิบหกประการของประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ข้างต้น...จึงได้แรงบันดาลใจแต่งเอาไว้ด้วยความอาลัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการบันทึกเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ไว้ให้คนรุ่นหลัง...


จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา
เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนามหาดิเรกอันเลิศล้น
เป็นที่ปรากฏรจนาสรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน
ทุกบุรีสีมามณฑลจบสกลลูกค้าวาณิช
ทุกประเทศสิบสองภาษาย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอัครนิตย์
ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิษทั้งความพิกลจริตแลความทุกข์
ฝ่ายองค์พระบรมราชาครองขัณฑสีมาเป็นสุข
ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุกจึ่งอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี
เป็นที่อาศัยแก่มนุษย์ในใต้หล้าเป็นที่อาศัยแก่เทวาทุกราศี
ทุกนิกรนรชนมนตรีคหบดีชีพราหมณพฤฒา
ประดุจดั่งศาลาอาศัยดั่งหนึ่งร่มพระไทรอันสาขา
ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคาเป็นที่สิเน่หาเมื่อกันดาน
ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพอาจปราบไพรีทุกทิศาน
ทุกประเทศเขตขัณฑ์บันดาลแต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ
กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติขจรจบ
อุดมบรมสุขทั้งแผ่นพิภพจนคำรบศักราชได้สองพัน
คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลายจะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น
ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์ สิบหกประการ
คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศอุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬเกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนกอกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมืองผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร
พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนีพระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้
พระธรณีจะตีอกไห้อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม
ในลักษณ์ทำนายไว้บ่ห่อนผิดเมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงมมิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้นมิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสาระพัดเกิดวิบัตินานาทั่วสากล
เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนาจะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชนมิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก
ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัวคนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูพักจะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจนักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอยน้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่าเพราะจันฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา
พระมหากระษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาทประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา
อาสัตย์จะเลื่องลือชาพระธรรมาจะตกลึกลับ
ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญจะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ
ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์สัปบุรุษจะอับซึ่งน้ำใจ
ทั้งอายุศม์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปีประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย
ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไปผลหมากรากไม้จะถอยรส
ทั้งแพทยพรรณว่านยาก็อาเพศเคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด
จวงจันทน์พรรณไม้อันหอมรสจะถอยถดไปตามประเพณี
ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพงสาระพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกีดทรพิษมิคสัญญีฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน
กรุงประเทศราชธานีจะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พลจะสาละวนทั่วโลกทั้งหญิงชาย
จะร้อนอกสมณาประชาราชจะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวายฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบกเวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ
แต่สิงห์สารสัตว์เนื้อเบื้อนั้นจะหลงหลอเหลือในแผ่นดิน
ทั้งผู้คนสาระพัดสัตว์ทั้งหลายจะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น
ด้วยพระกาฬจะมาผลาญแผ่นดินจะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม
กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้วจะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยามจนสิ้นนามศักราชห้าพัน
กรุงศรีอยุธยาเขษมสุขแสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์นับวันจะเสื่อมสูญเอยฯ


.........................................................

ข้อเท็จจริง ? - ข้อสันนิษฐาน ?

เพลงยาวฯ นี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือ "อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา" ซึ่งมหาอำมาตย์โทพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา และอดีตอุปนายกราชบัณฑิตยสภา แผนกโบราณคดี พิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการพระราชพิธีทรงบวงสรวงอดีตมหาราชเจ้าที่พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2459

สันนิษฐานว่าเพลงยาวนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่นักวิชาการยังไม่อาจสรุปแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แม้ว่าในตอนท้ายของบทกลอนได้บันทึกกำกับไว้ว่า "พระนารายณ์เป็นเจ้านพบุรีทำนาย..." หากว่าเป็นจริงตามนั้น "พระนารายณ์" ก็หมายถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วน"นพบุรี"คือเมืองลพบุรี

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในคำนำหนังสือดังกล่าว มีความตอนหนึ่งว่า "...เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา อ้างไว้ข้างท้ายว่าเปนพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพลงยาวนี้มีหลักฐานควรเชื่อแต่ว่าแต่งเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ด้วยในคำให้การของพวกชาวกรุงเก่าที่พม่าจับไปถามคำให้การเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวอ้างถึง แต่ข้อที่ว่าเปนพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นไม่มีหลักฐานอย่างอื่นนอกจากที่มีเขียนอ้างไว้กับเพลงยาว ปลาดอยู่ที่เพลงยาวบทนี้ยังมีผู้ท่องจำกันมาได้แพร่หลายจนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่เรียกกันว่าเพลงยาวพุทธทำนาย...”

ในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” ก็มีเรื่องคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยานี้เช่นกัน กล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระพุทธเจ้าเสือ แต่มีเนื้อความสั้นกว่าและปรากฏความเป็นร้อยแก้ว ซึ่งสันนิษฐานเพิ่มเติมได้อีกว่า เพลงยาวฯ นี้อาจแต่งขึ้นเพื่อใช้ทำลายขวัญกำลังใจสาธารณะอันเป็นจิตวิทยาทางการเมือง เพราะบทกลอนดังกล่าวมีเนื้อความคล้ายกับร่ายของพระเจ้าสุริเยนทราธิบดีหรือพระเจ้าเสือที่ทรงประพันธ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในปฏิบัติการจิตวิทยาทางการเมืองในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมาผู้นำในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ใช้ประโยชน์จากบทกลอนดังกล่าวมาอธิบายเหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยาโดยมีเป้าหมายในทางการเมืองที่ต่างไปจากพระเจ้าเสือ

สรุปสังเขปก็คือ ถ้าหากว่าเพลงยาวนี้ได้ถูกแต่งในสมัยอยุธยาจริง อาจกล่าวได้ว่า

1. ผู้แต่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความสามารถในทางโหราศาสตร์หรือทางจิตวิทยาและเป็นนักประพันธ์นำมาผนวกกับเรื่องราวของพุทธทำนายดังกล่าวข้างต้น

2. เพลงยาวฯ นี้อาจใช้เป็นจุดประสงค์ในทางการเมือง

ข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การทำนายชะตาบ้านเมืองไปในทางเลวร้ายเช่นนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและเป็นการอัปมงคล หากเป็นการแต่งโดยบุคคลธรรมดาก็อาจจะถูกลงโทษสถานหนัก ดังนั้นผู้ที่สามารถทำนายกล่าวอ้างออกมาได้และทำให้ผู้คนยอมรับและจดจำกันได้นั้น ก็ย่อมต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญระดับพระมหากษัตริย์ หรือบุคคลที่พระมหากษัตริย์ให้การยอมรับนับถือ

แต่ก็มีบางสำนัก-บางกลุ่มให้ความเห็นว่า บทกลอนข้างต้น เพิ่งแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง สมัยอยุธยาหาได้มีบทกลอนนี้ไม่ ซึ่งผู้แต่งอาจใช้เพื่อจุดประสงค์ นัยยะในทางการเมือง บางประการ ?

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคตทำนองนี้ เป็นที่รู้กันว่ามีอยู่มากมายในศาสนา-ลัทธิต่างๆ อย่างคติฮินดูมี "นารายณ์อวตารครั้งสุดท้าย" ซึ่งเป็นการทำนายภาวะโลกก่อนวินาศ พระนารายณ์จึงได้อวตารมาแก้ไขวิกฤติปราบยุคเข็ญสร้างยุคใหม่ (ได้เคยเสนอใน Blog นี้แล้ว สนใจรายละเอียด คลิกที่นี่ )

* เครดิตข้อมูล : วิกิพีเดีย