วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

"จงหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ" Steve Jobs

"You've got to find what you love"

สุนทรพจน์ของ Steve Jobs CEO แห่งบริษัท Apple (เจ้าผลิตภัณฑ์เท่ห์ๆล้ำๆอย่าง ของ iPod, iPhone, Mac, ฯลฯ)แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2005 สุนทรพจน์เรียบง่ายพื้นๆ 3 บทในวันนั้น ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ ยังได้สร้างแรงบันดาลใจและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ ส่วนตัวมองว่า สุนทรพจน์ชุดนี้เป็นสุนทรพจน์คลาสสิคชุดหนึ่งที่ควรเผยแพร่ให้ปวงชน(ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ใช้ผลิตภัฑณ์ของ Apple นะ ฮึๆๆ)ได้ลิ้มรสและซึมซาบ โดยฉพาะ เยาวชนไทย...(แต่อย่าด่วนตัดสินใจ ลาออกเลิกเรียนกลางคันเลียนแบบ Jobs นะ โปรดใช้วิจารณญาน!)
ด้วยเนื้อหาเชิงปรุงเร้าให้มีหัวใจต่อสู้ไม่ท้อแท้ ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่น้อยใจในโชคชะตา ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์มีคุณค่า ยึดมั่นในจุดยืนของตัวตน เนื้อหาและความลุ่มลึกจัดอยู่ในระดับน้องๆ คัมภีร์ "ภควัทคีตา" ของ ฮินดู เลยทีเดียว!! (เกี่ยวกับ "ภัควัทคีตา" ดูบล็อคเรื่อง รบเถิดอรชุน)

......................................................................


I. บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การเชื่อมโยงของจุดต่างๆในชีวิต” (Connecting the dots)

เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัยเพราะได้ลาออกหลังจากเรียนใน Reed College ได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด

แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานไม่ต้องการเลี้ยงดูเขาและตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่าพ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobsเกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่าพวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรมซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของJobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobsให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobsได้เรียนมหาวิทยาลัย 17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนเลี้ยงดูเพียง 6 เดือน

ในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิตหมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออกเพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่าการตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขาไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้ แต่เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพักและต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆสัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna อย่างไรก็ตามเขาก็ชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจและวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น เขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือนโดยเลือกเรียนตามความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป วิชาเหล่านั้นได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมาและหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (Calligraphy)

Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่าจะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปี หลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนและทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่รับลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่ง(รู้สึก Jobs จะฝังใจกับเรื่องนี้พอสมควร มีโอกาสเป็นแขวะแซว Bill Gates! ตลอด) ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลายหรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถหยั่งรู้การเชื่อมโยงจุดต่างๆของชีวิตหรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (Calligraphy) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบMac เขาสามารถเห็นการเชื่อมของจุดระหว่าง Calligraphy กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น และในเมื่อไม่มีใครที่จะหยั่งรู้การเชื่อมโยงจุดต่างๆแต่ละจุดของช่วงชีวิตจะส่งผลต่อไปในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะเชื่อมโยงเข้าหาด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธายอบรับในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่.

......................................................................


II. บทเรียนชีวิตบทที่สอง "ความรักและการสูญเสีย" (love and loss.)

Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ(บุญธรรม) เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh อันเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ณ ขณะนั้น เพียงปีเดียว Jobs ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองมากับมือเมื่อมีอายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากการที่เขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพที่เขาเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหารบริษัท โดยกรรมการบริษัทเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา

Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตาและเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรต่อดีอยู่นานหลายเดือนและถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขาและเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทุ่มเทมาแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขาเพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา

ระหว่างช่วง 5 ปี หลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixarได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ต่อมา Apple ได้มาซื้อ NeXT ทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้งและเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้นคือ เขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้น คุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ(You've got to find what you love) เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือคุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบและคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว

......................................................................


III. ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของ Jobs "ความตาย" (Death)

เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมาซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขาเขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมาซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆในชีวิตได้เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสียเพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อปีที่แล้ว(2004)เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียดก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริงแต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมาและทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปากเสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น

Jobs มองว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ ดังนั้นเวลาของคุณจึงมีจำกัดและอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยการครอบงำจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆมากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนา และสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร

Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษและเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ”

"Stay Hungry Stay Foolish"
......................................................................
(Transcript ต้นฉบับภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่ )

2 ความคิดเห็น:

  1. เป็นบทความที่มีประโยชน์มากคะ ขอบคุณมากคะที่แปล และโพสต์ให้อ่าน

    ตอบลบ