วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Viva La Vida - สดุดีชีวิต

"Viva La Vida"

อัลบั้มที่ออกวางแผงจำหน่ายครั้งแรกปี 2008 ชื่อเต็ม “Viva la Vida - Death and all his friends” โดย Alternative rock พันธุ์อังกฤษ นาม "Coldplay"

"Viva La Vida" (Prospekts March Edition) ชุดพิเศษล่าสุด Deluxe Edition : Special limited quantity : Two-disc set : ซีดีแผ่น1 เป็นเพลงเดิม 10 เพลง, แผ่นที่2 มี 8 เพลงเป็นการนำเพลงเดิม 2เพลงนำมาเพิ่มลูกเล่นคือนั้นเพลง "Lost" และ "Lovers In Japan" ส่วนเพลงที่แต่งขึ้นใหม่มี 6 เพลง เยี่ยมทุกเพลงโดยเฉพาะ "Life In Technicolor ii " (เพลงนี้ในCDแผ่นแรก เป็นทำนองดนตรีอย่างเดียวไม่มีเนื้อร้อง)

"Viva La Vida" จัดว่าเป็นอัลบั้มเพลงชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ : การสร้างสรรค์ลูกเล่น-จังหวะดนตรีอันมีเอกลักษณ์ + ความงามแห่งท่วงทำนองที่ทันสมัยหมดจดลงตัว

............................

“Viva La Vida” เป็นภาษาสเปนมีความหมายว่า Long Live Life, หรือ Live the life เป็นคำไทยประมาณ"สดุดีชีวิต" -"ชีวิตจงเจริญ"อะไรเทือกนั้น งานออกแบบปกซีดี(ตอนออกมาครั้งแรกสุด) เป็นภาพ "Liberty Leading the People" โดยจิตรกร "เออแชน เดอลากรัว(Eugène Delacroix)" ชาวฝรั่งเศส

Liberty Leading the People : โดย จิตรกร Eugène Delacroix,
1830 สีน้ำมันบนผ้าใบ

ภาพ Liberty Leading the People แสดงเหตุการณ์ "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" หรือ "July Revolution"... "เดอลาครัวซ์" เลือกที่จะใช้หญิงสาว(ตัวแทนเทพีสันติภาพ)เป็นสัญลักษณ์นำมวลชลลุกขึ้นต่อสู้ โดยท่อนบนผ้าขาดและหลุดเห็นหน้าอกของเธอเปลือยเปล่าเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงมอมแมม...แทบเท้าของเธอเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ผู้เสียสละ

ฝรั่งเศส กรกฎาคม 1830 ประชาชนพร้อมใจกันออกมาเดินขบวนมายังกรุงปารีสเพื่อประท้วงกษัตริย์พระเจ้าชาร์ลส์ ที่10 การประท้วงนำไปสู่เหตุการณ์จลาจล เกิดการปะทะกัน ประชาชนล้มตายจำนวนมาก กองกำลังปฏิวัติเข้าบุกยึดศาลาว่าการกรุงปารีสได้สำเร็จนำโดยนักการเมืองสายเสรีนิยมและได้จัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้น แม้ต่อมาจะยังมีการต่อสู้หลงเหลืออยู่ในบางจุดและยังมีการตั้งกษัตริย์ขั้นใหม่ การต่อสู้ดำเนินต่อไปจนในที่สุดขบวนการปฏิวัติก็ได้รับชัยชนะ ประเทศฝรั่งเศสจึงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น "ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์" ในเวลาต่อมา

การที่ "Coldplay" นำภาพ "Liberty Leading the People" เป็นภาพปก และเพลง Viva la Vida - สดุดีชีวิต ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้ม...จะพบว่าเนื้อหาเพลงนี้วนเวียนอยู่เรื่องการกษัตริย์, อำนาจ และคณะสงฆ์คริสตศาสนาจักร...ท่วงทำนองดนตรีที่มีจังหวะ ตื่นเต้น, ปลุกระดม, การผจญภัย, ความหวัง, การปลดปล่อย, อิสรภาพ, ฯลฯ เป็นเครื่องแสดงว่า Theme หลักๆของอัลบัมนี้(ไม่เฉพาะเพลง "Viva la vila" รวมทั้งเพลงอื่นๆในอัลบั้มด้วย)ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน มาจากชีวิตพระเจ้าชาร์ลส์ ที่10 - ศริสตจักร และ บรรยากาศมวลชนใน July Revolution ?



ตัวอย่างเนื้อเพลง Viva La Vida ท่อนแรกของเพลง
(แปลไทยเป็นกลอนมีสัมผัส โดย bosie.exteen.com สนใจเนื้อเพลงเต็มๆก็ลองคลิกเข้าไปอ่านดู)

I used to rule the world
Seas would rise when I gave the word
Now in the morning I sleep alone
Sweep the streets I used to own
ข้าเคยเป็นราชาครองแผ่นฟ้า
คลื่นทะเลซัดซาเมื่อข้าสั่ง
ครั้นตื่นมาตัวข้าอยู่ลำพัง
มือสองปัดกวาดถนนตามข้างทาง

I used to roll the dice
Feel the fear in my enemies’ eyes
Listen as the crowd would sing:
"Now the old king is dead! Long live the king!"
เคยเดิมพันเล่นตลกเห็นเป็นโชค
ศัตรูโศกหมดกล้าน่าสิ้นหวัง
ข้าเคยฟังไพร่ฟ้าเปร่งเสียงดัง
"โอ ราชันย์สิ้นลง ทรงพระเจริญ "
ฯลฯ

ส่วนเนื้อเพลงต้องการจะบอก-สื่ออะไรกับผู้ฟัง จะสดุดีชีวิตอย่างไร? ก็สุดแท้แต่วิจารณญานแต่ละคนจะตีความกันไป อันการตีความงานดนตรีนั้น ลำพังเนื้อเพลงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องพิจารณาถึงจังหวะ-ท่วงทำนองเพลงให้ลึกซึ้งถ่องแท้ด้วยว่า มีจังหวะจะโคนสัมพันธ์กับเนื้อร้องอย่างไร บางทีจังหวะเสียงดนตรีก็สำคัญกว่าเนื้อร้อง ภาพศิลป์หนึ่งภาพบอกเรื่องราวมากว่าพันล้านตัวอักษรฉันใด เสียงดนตรีก็ฉันนั้น เพลงบางเพลงไม่จำต้องมีเนื้อร้องก็สามารถสื่อความหมายได้ อันงานศิลป์ชั้นยอดย่อมทิ้งช่องว่างให้ผู้เสพได้มีอิสระในการจินตนาการเสมอ

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ความรัก...จากพระโอษฐ์

เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความรัก...ก็ต้องมีการแสดงความรักความปรารถนาดีต่อกันด้วยการมอบดอกไม้-ช็อคโกแลต, คู่รักหลายคู่ลั่นระฆังวิวาห์ในเดือนนี้, คู่กิ๊ก-คู่รักบางคู่เป็นวัยรุ่นบ้างไม่รุ่นบ้างถือว่า วันวาเลนไทน์ เป็นวันเผด็จศึก! ตาม Trend ของคนรุ่นใหม่...

และเพื่อความเป็นสิริมงคลจึงขอเขียนเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับความรักนิดหน่อยหน่อย เป็นการ รวบรวมพุทธดำรัส ที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก-ชีวิตคู่ในแง่มุมต่างๆมาเป็นเครื่องบรรณาการให้แด่ท่านผู้อ่านพอได้หอมปากหอมคอ.



ความรัก(ในรูปแบบของความกำหนัด)ทำให้คนตาบอด
“บุคคลผู้กำหนัด อันความกำหนัดครอบงำรึงรัดจิตใจไว้ ย่อมไม่รู้แม้ซึ่งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ทั้ง ๒ ฝ่ายตามความเป็นจริง.... ความกำหนัดแล ทำให้เป็นคนมืด ทำให้เป็นคนไร้จักษุ ทำให้ไม่รู้อะไร ทำให้ปัญญาดับ เป็นไปในฝ่ายความคับแค้นไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน”

ยอดของความรัก
“ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม”

รักมากทุกข์มาก
"ผู้ใดมีความรักมาก ก็ทุกข์มาก ผู้ใดมีความรักน้อยก็ทุกข์น้อย ผู้ใดไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเศร้าโศก"

ทำอย่างไรจะได้พบกันอีกในชาติหน้า
“ดูก่อนคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ(ชาติหน้า)ไซร้ทั้งสองคนนั้นแลพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะ(การบริจาค-การให้)เสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ...”

ยอดปรารถนาของสตรี
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคามผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว อาจจะได้โดยง่าย ฐานะ ๕ ประการคืออะไร ? คือ ความปรารถนาที่ว่า
ขอเราพึงเกิดในสกุล(วงศ์ตระกูล)อันเหมาะสม ๑
ขอเราพึงไปสู่สกุลที่เหมาะสม ๑
ขอเราพึงอยู่ครองเรือนโดยไม่มีหญิงร่วมสามี ๑
ขอเราพึงมีบุตร ๑
ขอเราพึงประพฤติครอบงำสามีได้ ๑...”

อย่าดูหมิ่นสตรี
“ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีลปฏิบัติพ่อผัว แม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี บุรุษ(ลูกชาย)ที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้บุตรของภริยาที่ดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้”

สตรีที่มีคุณสมบัติอย่างไร บุรุษจึงชอบ และไม่ชอบ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม (ผู้หญิง) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว องค์ ๕ คืออะไร คือ
รูปไม่สวย ๑
ไม่มีโภคสมบัติ ๑
ไม่มีศีล ๑ (ความประพฤติ กิริยามารยาทที่ดีงาม)
เกียจคร้าน ๑
ไม่ได้บุตรจากเขา(เป็นหมันหรือมีลูกไม่ได้)
“มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว คือ
รูปสวย ๑
มีโภคสมบัติ ๑
มีศีล ๑
ขยันไม่เกียจคร้าน ๑
ได้บุตรจากเขา ๑”

สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้
๑.ยกย่องสมฐานะภรรยา
๒.ไม่ดูหมิ่น
๓.ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
๕. หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญ ตามโอกาส

ภรรยาอนุเคราะห์สามี ดังนี้
๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
๓.ไม่นอกใจ
๔. รักษาสมบัติที่หามาได้
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง


.........................................................

ส่งท้ายด้วย ภรรยา ๗ จำพวก(หรือสามีก็ได้ ทำนองเดียวกัน) อยากได้แนวไหน เชิญเลือกได้เลยตามสบาย ฮึๆๆ...

“......ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้... คือ
ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ ภรรยาเสมอด้วยโจร ๑ ภรรยาเสมอด้วยนาย ๑ ภรรยาเสมอด้วยแม่ ๑ ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน ๑ ภรรยาเสมอด้วยทาสี ๑

ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาตนั้น เป็นอย่างไร ?
“.....ภรรยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าวธกาภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยเพชฌฆาต”

ภรรยาเสมอด้วยโจร นั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภรรยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าโจรภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยโจร”

ภรรยาเสมอด้วยนายนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบข่มขี่สามีผู้ขยันขันแข็ง ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าอัยยภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยนาย”

ภรรยาเสมอด้วยแม่นั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่ามาตาภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยแม่”

ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาวนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายาบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าภคินีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว”

ภรรยาเสมอด้วยเพื่อนนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาใดในโลกนี้ เห็นสามีและชื่นชมยินดีเหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตร ปฏิบัติสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าสขีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยเพื่อน”

ภรรยาเสมอด้วยทาสีนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าทาสีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยทาสี”

Happy Valentine's Month

- สาธุ -

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

รหัสลับ "รามเกียรติ์"

ถ้าดูอย่างผิวเผินแล้วเนื้อหาของรามายณะหรือรามเกียรติ์นั้น คงไม่มีอะไรมาก ก็แค่นิยายแฟนตาซีสนุกสนานทั่วไป...ว่าด้วยการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายธรรมะคือ มนุษย์, ลิงและเทวดา กับฝ่ายอธรรมคือ ยักษ์ แต่จะมีใครรู้บ้างว่าหากได้ตั้งข้อสังเกต ตีความ พิจารณาให้ลึกๆแล้ว จะพบ รหัสลับ ที่น่าสนใจหลายอย่างซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น


รหัสลับ ที่ ๑ : ต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย...ใครธรรมะใครอธรรมกันแน่???

นนทุก และ เทวดา

เริ่มเรื่องรามเกียรติ์นั้น เดิมทีมียักษ์ตัวหนึ่งชื่อ "นนทก" ซึ่งทำหน้าที่คอยล้างเท้าให้แก่เหล่าเทพเทวดาที่จะเข้าเฝ้าพระอิศวรจ้าวโลก(จ้าวโลกจริงๆครับ เพราะตัวแทนของพระอิศวรหรือพระศิวะก็คือ ศิวลึงค์) นนทกทำหน้าที่ด้วยดีเสมอมา แต่ว่าเหล่าเทพนั้นมักจะกลั่นแกล้งนนทกด้วยการตบหัวและถอนผมของนนทกเล่นเป็นนิจ แกล้งเรื่อยไปกระทั้งนนทกหัวล้าน นนทกเจ็บใจทนไม่ไหวจึงได้อ้อนวอนต่อพระอิศวรขออิทธิฤทธิ์เพื่อไม่ให้ใครรังแกได้อีก พระอิศวรเห็นใจจึงประทานฤทธิ์นิ้วเพชรที่ทรงพลังให้ ซึ่งหากชี้ไปที่ใครคนนั้นก็ตายก็คางเหลืองในบัดดล (ที่มาของสำนวนไทย "ชี้เป็นชี้ตาย") นนทกเมื่อได้นิ้วเพชรมาก็ยังมาปฏิบัติหน้าที่ของตนไปด้วยดี จนกระทั่งเมื่อมีเทพมากลั่นแกล้งตนอีก เขาจึงหมดความอดทนสบโอกาสใช้นิ้วเพชรสังหารเทพองค์นั้นทันที...

และด้วยความแค้นที่อัดอั้นมายาวนานจึงออกอาละวาดแก้แค้นเหล่าเทพ สร้างความเดือนร้อนไปทั่วสวรรค์ เทพสู้นนทกไม่ได้ต้องไปขอพระนารายณ์ใช้ช่วย พระนารายณ์ผู้ทรงธรรมเข้าข้างเทพ โดยได้ไม่ไต่สวนหรือตำหนิเทพ กรณีไปแกล้งตบหัว-ถอนผมนนทก ใดๆทั้งสิ้น รับเรื่องแล้วไม่รีรอ แปลงร่างเป็นนางอัปสรล่อให้นนทกหลงใหล และออกอุบายหลอกนนทกให้ใช้นิ้วเพชรชี้ไปที่ตัวเอง นนทกผู้กำลังเคลิบเคลิ้มในรูปลักษณ์เอวองค์ของนางอัปสรก็เสียท่าโดนฤทธิ์ของตัวเองเข้าที่ขาบาดเจ็บล้มฟุบลงไป พระนารายณ์กลับคืนร่างเดิม เข้าไปเหยียบนนทกไว้แทบเท้า นนทกเห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นพระนารายณ์แปลงตัวมาก็แค้นใจ ก่อนตายจึงตำหนิว่า...

บัดนั้น - นนทกผู้ใจแกล้วหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน - ซึ่งพระองค์จะผลาญชีวี
เหตุใดมิทำซึ่งหน้า - มารยาเป็นหญิงไม่บัดสี
หรือว่ากลัวนิ้วเพชรนี้ - จะชี้พระองค์ให้บรรลัย
ตัวข้ามีมือแต่สองมือ - หรือจะสู้ทั้งสี่กรได้
แม้นสี่มือเหมือนพระองค์ทรงชัย - ที่ไหนจะทำได้ดั่งนี้ ฯ

พระนารายณ์ท่านจึงยั๊วะเลย ตั้งปณิธานจองเวร ไปว่า...

ชาตินี้มึงมีแต่สองหัตถ์ - จงไปอุบัติเอาชาติใหม่
ให้สิบเศียรสิบพักตร์เกรียงไกร - เหาะเหินเดินได้ในอัมพร
มีมือยี่สิบซ้ายขวา - ถือคธาอาวุธธนูศร
กูจะเป็นมนุษย์แต่สองกร - ตามไปราญรอนชีวี
ให้สิ้นวงศ์พงศ์มึงอันศักดา - ประจักษ์แก่เทวาทุกราศี
ว่าแล้วกวัดแกว่งพระแสงศรี - ภูมีตัดเศียรกระเด็นไป”
(พระพุทธเจ้าสอนว่า "เวรย่อยระงับด้วยการไม่จองเวร" แต่พระนารายณ์นิยมการจองเวร...นี่คือจุดยืนที่แตกต่าง!)

ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายยุ่งเหยิงทั้งหลายใครเริ่มก่อนใคร???...ในเรื่องหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า นนทกทำหน้าที่ของตนในการล้างเท้าเหล่าเทพอย่างไม่มีข้อบกพร่องมาเป็นร้อยปีทั้งๆที่เป็นงานต่ำต้อยและแม้หลังจากได้นิ้วเพชรมาแล้วในครั้งแรกเขาก็ไม่ได้หาเรื่องกับเหล่าเทพหรือกับใครๆ แต่ยังคงทำงานเป็นปกติต่อไป...ฤาษี"วาลมิกิ" ผู้รจนารามายณะหรือรามเกียรติ์ ตั้งใจจะแสดงนัยยะเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับเราหรือเปล่า...???

***และที่โคตรซี๊ด!!...ขอเดาว่าท่านคงไม่เคยได้ยินมาก่อนเป็นแน่ มีบางตำนานกล่าวว่า หลังพระนารายณ์สังหารนนทกเรียบร้อยแล้ว ก็ไปเข้าเฝ้ารายงานต่อพระอิศวร(หรือพระศิวะ คนเดียวกัน) พระอิศวรท่านเลยอยากดูว่า รูปนางอัปสรที่พระนารายณ์จำแลงแปลงร่างหลอกนนทกนั้นจะงามสักขนาดไหนกันเชียว พระนารายณ์ก็แปลงให้ดู ผลก็คือ พระอิศวรหลงใหลในความงามน่ามืดตามัวเข้าเกี้ยวพาราสีจะร่วมรักด้วย พระนารายณ์ในร่างอัปสรจำแลงเห็นท่าไม่ดีก็อธิบายว่านี้ไม่ใช้ร่างจริงแค่ร่างมายานะท่าน...ท่านอิศวรไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นเข้ากอด จูบ ร่วมสังวาสด้วยจนลุถึงจุดสุดยอด เสร็จกิจแล้วก็เก็บน้ำอสุจิใส่ขวดไว้...ส่วนพระนารายณ์ก็กลับเป็นร่างเดิมแล้วทูลลากลับเกษียรสมุทร...


รหัสลับ ที่ ๒ : พระรามกับปฏิบัติการโหด!! Holocaust !!ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์วงศ์ทศกัณฐ์

พระรามและสีดาในเวอร์ชั่นหนังอินเดีย

ในประวัติศาสตร์ บ่อยครั้งที่กษัตริย์ผู้เข้มแข็งเมื่อคิดจะทำสงครามบุกรุกปล้นบ้านชิงเมืองผู้อื่นแต่ยังไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล จึงมักใช้เล่ห์เพทุบายหาเรื่องอย่างแยบยล สร้างเงื่อนไขเพื่อให้มีประเด็นอันชอบธรรมพอที่จะอ้างทำศึกสงคราม อาทิตัวอย่าง กษัตริย์พม่าขอช้างเผือกจาดกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา โดยอ้างเหตุเพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน แต่เมื่อกษัตริย์ไทยไม่มีให้ก็อ้างว่าเป็นการลบหลู่หยามเกียรติ จึงประกาศสงครามยกทัพใหญ่โจมตี

หรือที่มาบุกรุกแบบดื้อๆโฉดๆก็มีเหมือนกัน อย่างกรณี ฝรั่งล่าอาณานิคม ไม่รู้จะอ้างเหตุผลความชอบธรรมอะไรก็อ้างดื้อๆไปว่า "เพื่อพระเจ้า" บางทีก็อ้างว่า ประเทศอาณานิคมมีความเป็นอยู่ที่ล้าหลังป่าเถื่อนไร้อารยะขัดขวางต่อการพัฒนาของโลก จำต้องบุกยึดและฆ่าทิ้ง! เรียกว่าดำเนินไปตามทฏษฎี Natural Selection ของ ดาร์วิน นั้นคือ "ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า-มีประสิทธิภาพมากกว่าเท่านั้นที่อยู่รอด และผู้ที่ด้อยกว่าย่อมถูกกำจัดเสมอ!!"การรังแก-กำจัดผู้ด้อยกว่าย่อมชอบธรรมโดยประการทั้งปวงเพราะตรงตามหลักธรรมชาติ??? (อ่านเพิ่มเติม บล็อคเรื่อง ชาร์ล ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย") ซึ่งจริงๆแล้วข้ออ้างเหตุผล-ทฏษฎีต่างๆก็แค่การเล่นลิ้นลวงโลกหาความชอบธรรมจอมปลอมให้ตัวเองด้วยการแก้ตัวน้ำขุ่นๆขอไปทีทั้งสิ้น สาระสำคัญและเหตุผลจริงๆในการรุกรานทำร้ายนั้นคือ ความกระหายอำนาจ ไร้มนุษยธรรม ความโลภขยายดินแดนสูบปล้นทรัพยากรผู้อื่น สร้างความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่เกรียงไกรเยี่ยงผู้พิชิตให้ตนเองและพวกพ้อง...ก็แค่นั้น!

มหาตมะคานธีจึงได้ให้คติข้อคิดเตือนใจไว้ว่า...

"Earth provides enough to satisfy every man’s need, but not any man’s greed." “โลกมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเเบ่งปันให้เเก่มนุษย์ทุกคนตามที่จำเป็น เเต่มีไม่เพียงพอ ที่จะสนองความโลภของคนแม้เพียงคนเดียว”

กลศึกม้าไม้กรุงทรอย

ในมหากาพย์อีเลียด-ทรอย "เมเนเลอุส" ขอความช่วยเหลือจาก "อะกาเมมนอน" นำกองทัพกรีกเข้าบุกตีกรุงทรอย เพื่อนำเจ้าหญิงเฮเลนที่ถูกเจ้าชายกรุงทรอยนามว่าปารีสชิงตัวไปกลับมา ในฐานะของอะกาเมมนอนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของกรีกแล้ว นี่คือโอกาสทองในการที่จะหาข้ออ้างระดมกองทัพทั่วกรีกเพื่อตีและยึดกรุงทรอยมาเป็นของตนเสีย

และในทำนองใกล้เคียงกัน พระรามในฐานะกษัตริย์และนักการเมืองผู้ต้องการขยายอำนาจ-ดินแดน เมื่อ "สีดา" มเหสีของตนถูกทศกัณฐ์กษัตริย์ลงกาชิงตัวไป ก็นับว่าส้มหล่น...เข้าทางพระราม!! ในการที่จะระดมกองทัพพันธมิตรทั้งหมด อาทิพันธมิตรลิงเมืองขีดขินและเมืองชมพู กรีฑาทัพเข้าบุกโจมตียึดลงกาอย่างชอบธรรม อีกทั้งกลุ่มก๊วนการเมือง-กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในเครือข่ายของตนก็พร้อมในกันสนับสนุนเต็มที่ เนื่องด้วยเห็นว่ากระทำของทศกัณฐ์นั้นชั่วช้าไม่ชอบธรรม นี่จึงเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ! ลองพิจารณาดีๆ...หากพระรามเป็นผู้ทรงธรรมรักสงบ รักสันติภาพและบูชาความรัก ต้องการเพียงแค่การได้นางสีดากลับคืนมาแค่นั้นจริงๆ คงไม่ต้องถึงขนาดระดมทั้งบ้านทั้งเมืองไปสู้รบกันให้ตายเป็นเบือ มันสมองระดับมหาเทพอวตารอย่างพระราม+กับมีทีมงานและลูกน้องวิเศษๆอย่าง หนุมาน น่าจะมีอุบายวิธีแย่งตัวผู้หญิงคนเดียวอย่างนางสีดากลับคืนมาได้โดยไม่ยากนัก (ถ้าไม่ทำสงครามก็ไม่บันเทิงและไม่มีเรื่องรามเกียรติ์ให้เล่าสู่กันฟังกันนะซิ...ฮึๆๆๆ)

ปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(Holocaust)ของกองทัพนาซี

แต่พระรามกลับตัดบททำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ สร้าง MegaProject ระดมทุนทำอภิมหาสงคราม ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนมากว่า พระรามไม่ได้ต้องการแค่สีดากลับมาเท่านั้น นางสีดาเป็นแค่ความมุ่งหมายชั้นรองที่เผอิญติดร่างแหประจวบเหมาะไหลตามน้ำไปกับเหตุการณ์เท่านั้น ความมุ่งหมายอันแท้จริงได้กำหนดไว้แต่ชาติที่แล้วแล้วคือ ล้างโคตรทศกัณฐ์(Holocaust)ดังปณิธาณ..."กูจะเป็นมนุษย์แต่สองกร-ตามไปราญรอนชีวี, ให้สิ้นวงศ์พงศ์มึงอันศักดา-ประจักษ์แก่เทวาทุกราศี"

มาถึงตรงนี้ลองนึกย้อนไปตอนต้นเรื่องจากชาติก่อน นนทกตอนใกล้ตายได้สบประมาทพระนารายณ์ทำนองว่า...ทำไมต้องแปลงเป็นผู้หญิงมาหลอก ไม่สู้ตัวต่อกันตัวแบบลูกผู้ชายล่ะ...และเมื่อถึงชาติใหม่แทนที่พระนารายณ์ในภาคพระรามจะมาต่อสู้กับทศกัณฐ์แบบตัวต่อตัวสำแดงฝีมือกันให้เห็นดำเห็นแดงเป็นที่ประจักษ์กันไปทั้ง 3 โลก(โลกมนุษย์, สวรรค์และเมืองบาดาล ตามคติฮินดู) กลับสร้างเงื่อนไขให้กลายเป็นการทำสงครามล้างโคตรยึดแผ่นดิน และในตอนท้ายที่ทศกัณฐ์ตาย จริงๆแล้วก็ไม่ได้ตายด้วยฝีมือของพระราม เพราะก่อนหน้าหนุมานได้กระทืบกล่องดวงใจทศกัณฐ์ แล้วจึงค่อยบอกให้พระรามแผลกศรไปที่ทศกัณฐ์ทำนองว่าให้พอเป็นพิธีในนามหลอกๆว่าพระรามคือผู้ลงมือสังหารทศกัณฐ์


รหัสลับ ที่ ๓ : พระรามอารยัน VS ทศกัณฐ์ดารวิเดียน ที่ศรีลังกา

ในมิติทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างมนุษย์,เทพและลิงกับยักษ์ในรามเกียรติ์จริงๆแล้ว คือ บันทึกการสงครามระหว่าง เผ่าอารยัน(Aryan) และ เผ่าดราวิเดียน(Dravidian) นครลงกาอันเป็นชื่อนครหลวงของวงศ์ยักษ์ที่ทศกัณฐ์เป็นผู้ปกครองในเรื่องรามเกียรติ์นั้น แท้จริงแล้วก็คือประเทศศรีลังกานั่นเอง มีหลังฐานทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งที่มักเรียก "เกาะศรีลังกา" ว่า "ลงกา" และดินแดนแถบอินเดียทั้งหมดแต่เดิมนั้นเป็นดินแดนของพวกดราวิเดียน พวกพระรามเผ่าอารยันได้อพยพเข้ามารุกรานและยึดไปในภายหลัง ชนเผ่าดราวิเดียนผู้แพ้นั้นเป็นพวกที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำคล้ำ ผมหยิก จึงได้ถูกวาดภาพให้เป็น "พวกยักษ์" อันมีหน้าตาหน้าเกลียดดุร้ายหน้ากลัวไร้มนุษยธรรม ในขณะที่ชนเผ่าอารยัน ผิวกายขาว รูปร่างหน้าตาคมสันกว่า ก็เรียกตัวเองว่า "เทพอวตารเป็นมนุษย์ผู้ทรงธรรม"

เผ่าดราวิเดียน

"ผู้ชนะย่อมเขียนประวัติศาสตร์ยกตัวเองเป็นเทพฝ่ายธรรมะผู้ดีเลิศประเสริฐศรีไปเสียทุกอย่าง ส่วนผู้แพ้ก็ย่อมถูกกดให้เป็นยักษ์มารฝ่ายอธรรมผู้ชั่วช้าลามกไปเสียทุกเรื่องโดยปริยาย"

- นี้เป็นความจริงอันแสนกระอักกระอ่วน -