แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องลี้ลับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องลี้ลับ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การมีอยู่ ? ของ พระเจ้า!



" พระเจ้า ผู้ทรงอำนาจอันลี้ลับ ทรงสร้างจักรวาล แต่ไม่ยอมเผยตัวตน งั้นหรือ ? หรือว่า จริงๆแล้ว ท่านไม่เคยมีตัวตนต่างหาก เป็นเราที่สร้างท่านขึ้นมา เพื่อจะได้ไม่รู้สึกอ้างว้างเกินไป "

-- Elie Arroway กล่าวใน ภาพยนตร์ Contact  (1997) --

การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของไอเดียอะไรทำนอง พระเจ้า-ผู้สร้าง ผู้ออกแบบกฏ-ควบคุม-จัดระเบียบ ฯลฯ ของจักรวาล/สรรพสิ่งทั้งปวง ก็นับเป็นอีกข้อกังขาสำคัญของมนุษยชาติอันมีมาช้านานจวบจนปัจจุบัน จนเกิดมีแนวคิด-ปรัชญา-ลัทธิ-ศาสนา แง่มุมต่างๆมากมาย ซึ่งคาดว่าจะยังคงเป็นประเด็นให้ถกเถียงต่อไปอีกนาน และผู้คนทั้งฝ่ายที่ เชื่อ และ ไม่เชื่อ (หรือกลางๆ) ก็จะยังคงมีดำรงอยู่คู่โลกต่อไปอีกนานเช่นกัน ... ( * กระนั้น กรณีแม้ฝ่ายที่เชื่อใน พระเจ้า ก็ยังมีปลีกย่อยหลากหลายรูปแบบอีกต่างหาก ไม่ได้หมายความว่าคือ พระเจ้า แบบเดียวกันเสมอไป แม้ใช้คำกลางๆ ว่า พระเจ้า/ผู้สร้าง เหมือนกัน )

* สำหรับหนัง Contact แฝงนัยยะน่าสนใจ ต่อกรณี เมื่อคนประเภทที่ไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ ก็เรียกว่าเชื่อมั่นในเหตุผล/การพิสูจน์/หลักฐานที่ชัดเจนเท่านั้น จึงจะยอมรับ อย่าง Ellie กลับได้ประสบกับสิ่งที่มิอาจพิสูจน์หรือแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆต่อสาธารณชน ลงเอยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมซะเอง!

วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Area 51 / มนุษย์ต่างดาว!

-- บางข้อมูล สารคดี เกี่ยวกับ Area 51 / มนุษย์ต่างดาว!  --
(มีเค้าความจริง หรือแค่จัดฉาก-ทฤษฎีสมคบคิด? ลวงโลก)
* โปรดใช้วิจารณญาณ



วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

ด.ญ. "ศานติเทวี" กรณีศึกษาผู้ระลึกชาติ ในตำนาน

รายละเอียดสังเขป ล่างนี้ #โปรดใช้วิจารณญาณ : เรื่องระลึกชาติ! ทำนองนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินหลายๆเคสอดีตยันปัจจุบัน ... บ้างก็พบว่าต้มตุ๋มชัดๆ บ้างก็ยังคลุมเครือเล่าอ้างกันไป ... แต่กรณี #ศานติเทวี ดูจะเป็นกรณีที่ว่ากันว่า พอจะน่าเชื่อได้ที่สุด ? และยังคงนิยมอ้างอิง กล่าวขวัญถึง ... 

ด.ญ. "ศานติเทวี" (Shanti Devi) (เกิดปี 1926) ... อยู่ที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เมื่ออายุได้ 4 ขวบ (ปี 1930) ก็เริ่มเล่าพ่อแม่แปลกๆว่า ชื่อของเธอคือ "ลุคทิเทวี"(Lugdi Devi) ต่างหาก เมื่อก่อน(ชาติก่อน!)นั้น บ้านเดิมเธออยู่เมืองมธุรา(ห่างจากเดลีประมาณแค่ 145 กม.) มีสามีเป็นพ่อค้าชื่อ "เกทาร์นาถ" (KedarNath) แต่เธอได้ตายหลังจากคลอดลูกชายได้ 10 วัน แล้วจึงเกิดใหม่เป็นเธอนี่เอง ... แน่ละ มาแบบนี้ พ่อแม่ย่อมไม่เชื่อ ทั้งต่อมาก็กังวลว่าลูกคงไม่ปกติเสียแล้ว เพราะเธอพร่ำบอกเรื่องนี้ยิ่งขึ้นเป็นระยะๆ

จนตอนอายุ 6 ขวบกว่าๆ ศานติเทวี พยายามหนีโดยเดินเท้าหมายจะไปมธุรา แต่พ่อแม่รู้ก็ตามตัวกลับได้ก่อน... พ่อแม่ยิ่งกังวลคิดว่า ศานติเทวี ไม่ปกติแน่ๆ ครูที่โรงเรียนของเธอก็รู้เรื่องนี้ ครูจึงคิดลองไปสืบที่เมืองมธุรา ตามหาพื้นที่ ที่ศานติเทวีเคยอ้าง (ศานติเทวี ไม่ได้ไปด้วย)

ปรากฏว่า ครูก็ได้พบชายผู้ที่ชื่อว่า เกทาร์นาถ ... พูดคุยกัน ก็ได้เล่าว่าเขามีอาชีพเป็นพ่อค้า เคยมีภรรยาชื่อ ลุคทิเทวี แต่เธอตายเมื่อ 9 ปีที่แล้ว หลังเธอคลอดลูกชายได้เพียง 10 วัน ตรงตามที่ ศานติเทวี เล่า ... เกทาร์นาถ เองเมื่อได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ ด.ญ.ศานติเทวี ก็ไม่อยากจะเชื่อนัก

อีกไม่นานหลักจากได้พบครู เกทาร์นาถ พร้อมลูกชาย ได้นัดแนะกับครู ไปที่เดลี ยังบ้านของ ศานติเทวี แบบไม่บอกกล่าว ...ศานติเทวี ได้เห็นก็จำได้ทันทีว่าคือ สามีและลูกของเธอในชาติก่อน เธอเข้ากอดจูบลูก และร้องไห้อาลัยมาก (แน่ละ ลูกของเธออายุมากกว่าเธอ) ... ศานติเทวี ยังได้เล่ารายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆเพิ่มเติมไปอีก เกทาร์นาถและทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจว่ารู้ได้ยังไง

ที่สำคัญต่อมาอีกไม่นานเรื่องนี้ร่ำลือมาก จนไปถึง มหาตมะคานธี! ... คานธีและคณะ ถึงกับไปพบ ศานติเทวี ด้วยตัวเอง และยังได้ส่งเธอไปบ้านเก่าที่ มธุรา เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 1935 (คานธีอายุ 66) อันมีคณะที่ค่อนข้างทรงวุฒิ ตามไปมากมาย ทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักกฏหมาย ฯลฯ ซึ่งศานติเทวี ก็สามารถจดจำสมาชิกในครอบครัวดังกล่าวได้ทุกคน ไล่ตั้งแต่ปู่ และญาติและเหตุการณ์สถานที่เกี่ยวเนืองอืนๆ ก็สามารถตรวจเทียบพิสูจน์ตรงได้หมดอย่างเหลือเชื่อ 


หลักจากครานั้น ก็แยกย้ายกันไปต่างคนต่างอยู่(สามีเก่าเธอก็มีภรรยาใหม่แล้ว) ศานติเทวี ก็กลับเดลี ใช้ชีวิตตามปกติต่อไป แม้จะออกอาการรู้สึกพูกพันบ้านเดิมชาติที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ย้ายหรือทิ้งพ่อแม่ครอบครัวชาติใหม่ใดๆ และเมื่อ ศานติเทวี เติบโตขึ้น ก็ครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตเงียบๆง่ายๆสมถะ ศึกษาปฏิบัติธรรมจริงจัง... ทั้งพูดเรื่องนี้น้อยลง จนไม่ปริปากอะไรมากนัก และก็ไม่ได้ออกงานเชิงหาประโยชน์จากเรื่องระลึกชาติของเธอใดๆ...จนปี 1986 เธอจึงได้ให้สัมภาษณ์กับบุคคลที่มาขอสัมภาษณ์-อยากสืบสวนเรื่องราวชีวิตของเธออีกครั้ง อาทิ ให้สัมภาษณ์ต่อ Ian Stevenson (จิตแพทย์ชาวแคนาดา) และต่อมาอีกปีถัดไป(1987) ก็มี DR. Rawat ได้ทำการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของศานติเทวี ที่เกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่ เธอ จะเสียชีวิตในวันที่ 27 ธ.ค. 1987 (อายุได้ 61 ปี)

* เครดิตหลักจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Shanti_Devi (+กูเกิล ข้อมูลเสริมปลีกย่อยสบทบจากเว็บต่างๆ )

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พระเจ้า คือ มนุษย์ต่างดาว!?


Prometheus (2012)


ภาพยนตร์ Prometheus  ทิ้งประเด็นปริศนากระตุ้นจินตนาการต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ กรณี พระเจ้า!-ต้นกำเนิดมนุษยชาติ ส่งผลให้กลายเป็นหนังที่มีการถก-วิเคราะห์กันมากที่สุดแห่งปี 2012 ไปแล้ว!...และเป็นที่ยอมรับว่า Prometheus เป็นอีกหนึ่งหนังไซ-ไฟระดับ Masterpiece อีกเรื่องเป็นที่เรียบร้อย ด้วยมีลูกเล่น-จินตนาการแพรวพราว ฉากVFX อันพิถีพิถันประณีต สร้างความบันเทิงตื่นตาตื่นใจได้มากทีเดียว(ถึงบางคนดูแล้วงงๆก็ตาม :)
ตัวละครที่เรียกว่า Engineer ผู้พลีชีพตนเองด้วยสารเหลวสีดำลึกลับ ในตอนต้นเรื่องPrometheus ซึ่งไม่ทราบได้ว่าปรากฏอยู่บนดาวอะไรกันแน่(เพราะหนังไม่ได้บอก) แต่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็น โลก? และเชื่อว่าดีเอ็นเอของผู้นี้แหละคือต้นกำเนิดสายพันธุ์มนุษยชาติ !?


*สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเชิงลึก เกี่ยวปริศนาน่าสนใจต่างๆ จากภาพยนตร์ Promtheus แนะนำที่เว็บไซต์ http://www.avp.siligon.com/
............................................................

ดร.เทพพนม เมืองแมน ยืนยัน UFO มนุษย์ต่างดาวมีจริง!?


.............................................................

ภาพยนตร์ Mission to Mars (2000) (*มีแนวคิดโครงเรื่องคล้ายๆ Prometheus พอสมควรทีเดียว) : เป็นหนังไซ-ไฟ อีกเรื่องที่น่าสนใจมาก...เนื้อเรื่องสรุปไว้ชัดเจนว่า สิ่งมีชีวิตบนโลก-มนุษยชาติ มีต้นกำเนิดมาจากดีเอ็นเอของมนุษย์ต่างดาว ดาวอังคาร นี่เอง---ชมวิดิโอคลิป บรรยากาศการเผยความลับของดาวอังคาร


MV ของ Fatboy Sim : แสดงทฤษฎีวิวัฒนาการอันยาวนานของมนุษย์...ไม่ใช่จากพระเจ้าสร้างโลก-เสกมนุษย์ภายใน 6 วันตามคติความเชื่อเชิงศาสนา


ทฤษฎีหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของหนังทั้งเรื่อง Prometheus และ Mission to mars นี้อันดูจะลงตัวกับธีมที่ว่าด้วยการท้าทายพระเจ้าในคติศาสนา(โดยเฉพาะศาสนาคริสต์) นั่นคือ "Ancient Astronauts" หรือทฤษฎีที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาว(Extraterrestrial Beings) ได้เคยมาเยือนโลกในช่วงประวัติศาสตร์ยุคโบราณ หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์(Prehistory) และติดต่อกับมนุษย์มาแล้ว(หนังไซ-ไฟหลายๆเรื่องก็เอาประเด็นนี้มาเล่น อาทิ 2001 A Space Odyssey, Star trek หรือ Transformers ฯลฯ) และสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวนั่นเองอาจเป็น พระเจ้าผู้มนุษย์ต่างดาว!ผู้สร้าง หรือ เป็นต้นกำเนิดมนุษย์...ผู้เสนอทฤษฎีนี้เชื่อว่าการติดต่อดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาของมนุษยชาติทั้งใน มิติทางวัฒนธรรม, เทคโนโลยี-นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแม้แต่ในด้านศาสนา ทฤษฎีนี้ถูกเสนอมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19-ต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกพูดถึงอย่างจริงจังและแพร่หลายในครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 โดยนักเขียนหลายคน ตัวอย่างหนึ่งในนั้นคือ "อีริช ฟอน ดานิเกน" (Erich von Däniken) นักเขียนชาวสวิส ในหนังสือชื่อ Chariots of the Gods (1968)

หนังสารคดี Chariots of the Gods (1970) สร้างตามแนวทางจาก ข้อมูลในหนังสือของ Erich von Däniken นั่นเอง---ชมวิดิโอฉบับเต็ม 1 ชั่วโมง!กว่าๆ ล่างนี้เลย



วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภัยพิบัติ!...เด็กชายปลาบู่


- เด็กชายปลาบู่ : โปรดใช้วิจารญาณ -
(*ข้อมูลจาก MThai News และ Kappok.com)

...ปลาบู่ถามผมว่าอีก 27 ปี พ.ศ.อะไร ? (2544) จะมีเครื่องบินชนตึก อีก 30 ปี พ.ศ.อะไร ? (2547) จะเกิดคลื่นยักษ์คนจะตายกันมาก อีก 35 ปี พ.ศ.อะไร? (2552) จะเกิดแผ่นดินไหวในต่างประเทศ แต่อีก 38 ปี (2555) จะเกิดอาเพศรุนแรง แผ่นดินไหวรุนแรงเกือบทั่วโลก จะโดนทั้งไทย พม่า ฯลฯ กรุงเทพฯจมดินจมน้ำ เขื่อนที่จังหวัดตากก็พัง “ในเวลายามสองในคืนปีใหม่ คนไทยฉลองกันสนุกสนาน เกิดแผ่นดินไหวมีคนตายมากมาย” (ยามสอง คือประมาณเวลา 22.00 –24.00 น.)..."ทองใบ คำสี" พ่อของเด็กชายปลาบู่

- พ่อของเด็กชายปลาบู่ -
............................................................

- 1 -
เด็กชายปลาบู่ คือ "อชิตะภิกษุ ? กลับชาติมาเกิด!

(*จาก MThai News) : เป็นเรื่องที่ถูกส่งต่อและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายในสังคมออนไลน์ หลังมีข้อความและคลิปคำทำนายเด็กชายปลาบู่ หรือ สุทัศน์ คำสี ถึงภัยพิบัติใหญ่ในไทย ในเว็บไซต์ยูทูป ซึ่งโพสโดย MahasuraSinghanat เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2554

โดยข้อความในคลิประบุว่า เป็นสารคดีตามรอยพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ผ่านเด็กชายระลึกชาติได้ชื่อปลาบู่ (สุทัศน์ คำสี) โดย เด็กชายปลาบู่ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด รูปร่างหน้าตาดี ใครเห็นใครก็รัก ตอนอายุได้ประมาณ 3-4 ขวบ เริ่มระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ หูทิพย์ สามารถพูดได้หลายภาษาโดยไม่ได้ร่ำเรียนจากตำราหรือครูอาจารย์ที่ไหนเลย

เด็กชายปลาบู่ได้บอกไว้ว่า สมัยพุทธกาลตอนเองชื่อ "อชิตะภิกษุ" ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทำนายไว้ว่าจะได้เป็น “พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย” ในอนาคต สาเหตุที่มาเกิดเพราะต้องการให้พ่อ(ทองใบ คำสี) เป็น “สื่อ” ให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องเขื่อนพังจากแรงแผ่นดินไหวและอื่น ๆ ในปีที่ 38 หลังจากตนเองเสียชีวิต (ตรงกับ พ.ศ.2555)....ทั้งนี้ยังมีบทความที่ถูกส่งต่อ ถึงคำทำนายเด็กชายปลาบู่ ซึ่งเขียนโดยผู้ที่อ้างว่าเป็น นายทองใบ คำสี (พ่อของเด็กชายปลาบู่) โดยมีข้อความดังนี้...

............................................................

- 2 -
คำทำนายเด็กชายปลาบู่


บ้านเลขที่ 234/2 หมู่ 1 บ้านตามูล
ตำบลทรายขาว อำเภอสอยดาว
จังหวัดจันทบุรี 2 2 1 8 0

วันที่ 28 กันยายน 2554
สวัสดีครับ ผู้ที่รักผืนแผ่นดินไทย ทุกท่าน

กระผม ชื่อนายทอง ใบคำสี เกิดวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2481 อายุ 73 ปี เป็นชาวอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี กระผมมีลูกทั้งหมด 5 คน เป็นผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 1 คน บุตรชายของผมคนเดียวชื่อ “ปลาบู่” ซึ่งได้เสียชีวิตมาแล้ว 37 ปี ตอนเขามีอายุได้ 5 ปี 8 เดือน กับอีก 15 วัน

ก่อนตายบุตร ชาย บอกกับผมว่า อีก 15 วันหนูจะตายแล้ว หนูอยากคุยกับพ่อ และให้ผมไปซื้อเทปมาบันทึกเสียงเขา แต่ผมไม่ได้ทำตาม เพราะไม่เชื่อว่าเขาจะตายจริง ๆ

กระผมได้ฟังหลาย ๆ เรื่อง แต่เขียนเพียงบางตอนที่บุตรชายได้เล่าเมื่อ วันที่ 23-25 มิถุนายน พ.ศ.2517 เป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว เรื่องสำคัญ ๆ ที่เขาเล่าคือ เรื่องอดีตชาติของเขา และบุคคลสำคัญ ๆ เรื่องภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและโลกในอนาคต เรื่องราวในอนาคตของประเทศไทย เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 3 เรื่องดวงอาทิตย์ โลก จักรวาล ธาตุ เหล็กไหล มีความเป็นมาอย่างไร เรื่องขุมทรัพย์ในแผ่นดินที่พระแม่ธรณีเก็บเอาไว้หลาย ๆ แห่ง ฯลฯ

รวม ถึงต้องการให้พ่อเป็น”ทูต” หรือ “สื่อ”ให้มีการเตรียมการป้องกันเขื่อนที่จะพังจากแรงแผ่นดินไหว การวางท่อใหญ่ ๆ เพื่อระบายน้ำจากตัวเขื่อนลงทะเลเพราะน้ำเมื่ออยู่ในท่อจะสามารถควบคุมได้ และเรื่องการขุดคลองลัดคอคอดลูกน้ำเต้าเพื่อระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ ไหลเร็วขึ้น (ปัจจุบันเป็นโครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว)

ในเรื่องอดีตชาติของเขา เขาบอกว่า หนูระลึกชาติได้จริง ๆ เป็นปู่ของปู่ทวด เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้มั้ย ตาเป็นทิพย์ หูเป็นทิพย์ หมดทั้งตัวเป็นไพฑูรณ์ เมื่อชาติก่อนโน้นหนูเคยเกิดเป็นพระชื่อ “อชิตะ” ตอนพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตได้บอกว่าหนูจะได้เป็น “พระศรีอาริยเมตไตรย” ไง ไม่ต้องมีตำรา ไม่ต้องมีคัมภีร์ก็เทศน์ได้

อยากให้พ่อช่วยเป็นทูตทางวิญญาณบอกให้ท่านทราบ จะได้ป้องกันไว้ก่อนที่เขื่อนจะพังเพราะแรงแผ่นดินไหว “แผ่นดินแยก เขื่อนแตกขาด” เขื่อนกักเก็บน้ำที่จังหวัดตาก จะพังเสียก่อนจะแก้ไขไม่ได้ โดยการเอาเหล็กรางรถไฟไปหุ้มให้แข็งแรงเป็นเขื่อนเหล็ก จะได้พังไม่มาก จากหนักจะได้เป็นเบา

“หนูมองเห็นความเสียหาย มีคนตายมากมาย อำเภอสามเงา ตากนครสวรรค์ อโยธยา ปทุมธานี นนทบุรี โรงพยาบาลศิริราช ท่าเรือคลองเตย เครื่องบินโดยสารไอพ่นจมน้ำด้วย”

เขาถามผมว่า ” รถไฟลอยฟ้ามันเหาะได้มั้ยพ่อ?” ” รถไฟใต้ดินมันมุดน้ำได้มั้ยพ่อ?” (ปี พ.ศ.2517 ยังไม่มีรถไฟลอยฟ้าและรถไฟใต้ดิน) ใต้กรุงเทพฯ- ธนบุรีไม่มีลูกรัง-หิน มีแต่ทรายทับถมโคลนตมอยู่ลึกๆ คนโบราณก่อสร้างเมืองไม่ต้องตอกเสาเข็ม เอาซุงมาทำแพบก จึงทำได้มั่นคงแข็งแรง

แม่น้ำเจ้าพระยาถูกขุดลอกให้ลึก ๆ เป็นอันตรายมาก ๆ เพราะทรายทับถมตมเลนเหลือบางมาก ๆ ทำให้ตมเลนปูดทะลักขึ้นมาในแม่น้ำเจ้าพระยา ตึกรามบ้านช่องสิ่งก่อสร้างที่มีน้ำหนักมาก ๆ จมดินยังไม่พอ เพราะเสาเข็มยังจมยังไม่ถึงดินดาน รถไฟยังวิ่งสะเทือนเขย่าเม็ดทรายที่หุ้มเสาเข็ม ทำให้เสาเข็มทรุดตัว

หนู อยากให้รัฐบาลทำเขื่อนใต้น้ำ ดักทรายเป็นระยะเพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาตื้นขึ้นเหมือนเดิม เพราะเมื่อขุดแม่น้ำเจ้าพระยาลึก ๆ ก้นแม่น้ำก็จะมีแต่ตมเลนน้ำหนักของสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำจะกดตมเลนในแม่น้ำ ให้ปูดขึ้นมา ทำให้เกิดการทรุดตัวของสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำ

ตึกราม บ้านช่อง สิ่งก่อสร้างต่างๆ จะพังเพราะแรงแผ่นดินไหว น้ำในตัวเขื่อนที่พังยังไหลมาท่วมซ้ำเติม ทุกข์ยาก ลำบากมาก ๆ การสร้างเขื่อนใหญ่อยู่เหนือพระนคร เป็นอันตราย เพราะแรงแผ่นดินไหวแรงมาก เหมือนเมื่อก่อน ครั้งนาน ๆ โน้น ที่ไดโนเสาร์ตายหมด !!

เขียน ถึงตรงนี้เด็กอายุเพียง 5 ขวบ 8 เดือน 15วัน บ่นว่า เขื่อนที่สร้างเสร็จแล้วยังไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้วางท่อใหญ่ ๆ เพื่อเอาน้ำออกสู่ทะเล ไม่มีท่อปล่อยน้ำออกจากเขื่อน เพราะถ้าระดับน้ำในเขื่อนเต็มขึ้นมา ก็จะมีการปล่อยน้ำออกจากตัวเขื่อน น้ำก็จะท่วมบ้านเรือนที่อยู่ใต้ตัวเขื่อน แต่ถ้ามีการวางท่อใหญ่ ๆ จากตัวเขื่อนลงสู่ทะเลเลย น้ำก็จะระบายลงท่อไปสู่ทะเล ไม่ท่วมบ้านเรือนและแผ่นดินที่อยู่ข้างบน น้ำเมื่ออยู่ในท่อจะสามารถควบคุมได้ และจะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ในระยะยาว

ปลาบู่ถามผมว่าอีก 27 ปี พ.ศ.อะไร ? (2544) จะมีเครื่องบินชนตึก อีก 30 ปี พ.ศ.อะไร ? (2547) จะเกิดคลื่นยักษ์คนจะตายกันมาก อีก 35 ปี พ.ศ.อะไร? (2552) จะเกิดแผ่นดินไหวในต่างประเทศ แต่อีก 38 ปี (2555) จะเกิดอาเพศรุนแรง แผ่นดินไหวรุนแรงเกือบทั่วโลก จะโดนทั้งไทย พม่า ฯลฯ กรุงเทพฯจมดินจมน้ำ เขื่อนที่จังหวัดตากก็พัง “ในเวลายามสองในคืนปีใหม่ คนไทยฉลองกันสนุกสนาน เกิดแผ่นดินไหวมีคนตายมากมาย” (ยามสอง คือประมาณเวลา 22.00 –24.00 น.)

กระผม ได้ฟังหลาย ๆ เรื่อง แต่เขียนเพียงบางตอน ตามเรื่องที่ปลาบู่เล่าเป็นเวลา 37 ปีมาแล้ว ปัจจุบันนี้กระผมอายุ 73 ปีแล้ว เป็นห่วงประเทศชาติ เชื่อว่าต้องเป็นความจริงตามที่ปลาบู่เล่า เพราะที่ผ่านมาเกิดขึ้นมาหมดแล้ว เหลือแต่ที่ยังไม่ถึง

ปลาบู่บอกว่า พ่อครับที่ดินแปลงนี้ยกให้หนูนะ (ที่สวนศรีมหาโพธิ์ อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ได้ปลูกต้นโพธิ์ตามที่ลูกชายขอไว้กว่า 200 ต้น เป็นเวลา 36 ปีแล้ว) และให้ทำถนนให้รอบเหมือนกับสนามหลวง ให้ปลูกต้นโพธิ์ให้ด้วย หากหนูตายไปแล้วพ่อจะรู้เอง.. ให้จำปานของหนูไว้ให้ดี.. หนูจะกลับมาเกิดอีกครั้งเป็นลูกของ…… ตัวโตเท่านี้จะบวชเณร ออกธุดงค์มาช่วยพ่อสร้างวัด “สุทัศน์เทพไพฑูรย์” (สวนศรีมหาโพธิ์) พร้อมกับแม่ใหม่ จะมาทำปาฏิหารย์เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา (ลูกชายบอกว่าต่อไปประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ ต่างประเทศจะมาพึ่งพาประเทศไทย และพระพุทธศาสนาจะเป็นอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ จะเสียหายเพราะภัยพิบัติและการสู้รบจากสงคราม) จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในปีที่ 40 หลังจากเสียชีวิต (ตรงกับ พ.ศ. 2557)

ที่ สวนศรีมหาโพธิ์จะเป็นสถานปฏิบัติธรรมของผู้หญิง และสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและคนชรา (ในยุคที่เกิดความทุกข์ยากเพราะภัยพิบัติ) บนเขาลับแล(โครงการจัดตั้งฯ วัดป่าร่มโพธิ์ศรีฯ) จะเป็นวัดที่อยู่ของพระภิกษุและสามเณร จะมีพระองค์หนึ่งมีบุญบารมีมาก จะมาช่วยพ่อสร้างวัด จะมีคนมาถวายให้สร้างโน่นสร้างนี่จนสร้างไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งในปัจจุบันผมได้สร้างรอลูกชายตามที่สัญญาไว้ว่าจะมาหาทั้งสองที่ และได้เฝ้ารอคอยการกลับมาของบุตรชายในชาติใหม่มาเป็นเวลา 37 ปีแล้ว

กระผม ขอวิงวอนรัฐบาลและผู้ที่รับผิดชอบช่วยพิจารณาเรื่องการนำรางรถไฟที่ไม่ ใช้แล้วเพราะสับเปลี่ยนเป็นรางใหม่ (ซึ่งปัจจุบันวางกอง ๆ ไว้มากมายตามสถานีรถไฟ) นำไปเสริมตัวเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก และเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เพื่อให้มีความแข็งแรง เพียงพอที่จะรับแรงแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักในการเขียนจดหมายของกระผมในครั้งนี้ และท่านคงทราบดีว่าในปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงในด้านธรณีวิทยาทำให้เกิด แผ่นดินไหวบ่อยครั้ง และสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงทั่วทั้งโลก การป้องกันเตรียมการไว้ก่อน เมื่อเกิดปัญหาจะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบา

ขอแสดงความนับถือ
ทองใบ คำสี

ป.ล. มีพยานหลักฐานทั้ง พยานบุคคล และสถานที่ (อ.สอยดาว จ.จันทบุรี)




............................................................

- 3 -
ผู้ว่าฯ ตาก ยัน เขื่อนไม่แตก ตามคำ เด็กชายปลาบู่
(ข้อมูลจาก Kappook.com)

ผู้ว่าฯ ตาก ยืนยัน เขื่อนภูมิพลไม่แตกในคืนปีใหม่ หลังมีคำทำนาย เด็กชายปลาบู่ ระบุไว้ ทำคนตื่นตระหนก

สร้างความฮือฮาในโลกไซเบอร์ไปก่อนหน้านี้ สำหรับคำทำนายของ "เด็กชายปลาบู่" ที่ได้ทำนายถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ และหนึ่งในคำทำนายของ "เด็กชายปลาบู่" ที่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้คนจำนวนมากในขณะนี้ ก็คือ คำทำนายที่ว่า ในช่วงเวลายามสองของคืนปีใหม่ พ.ศ.2555 นี้ จะเกิดเหตุการณ์เขื่อนที่จังหวัดตากพัง รวมทั้งยังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวจนผู้คนล้มตายมากมาย

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ซึ่งนายสามารถระบุว่า หลังจากมีกระแสข่าวลือคำทำนายของเด็กชายปลาบู่ในโลกไซเบอร์ ก็ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากที่อยู่ใต้เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก และจังหวัดใกล้เคียงซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำตื่นตกใจกลัว โทรศัพท์เข้ามาสอบถามกันเป็นจำนวนมาก บางคนถึงกับจะขายที่ ขายบ้าน เพื่อไปหาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่

ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ตาก กล่าวว่า อยากให้ประชาชนรับฟังข่าวลือต่าง ๆ ด้วยวิจารณญาณด้วย เพราะมั่นใจว่า เขื่อนภูมิพลสามารถรับแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์ และที่ผ่านมา เคยเกิดแผ่นดินไหวเพียงแค่ 3 ริกเตอร์เท่านั้น อีกทั้งเขื่อนภูมิพลไม่ได้อยู่ในแนวเปลือกโลก ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเขื่อนมั่นคงแข็งแรงดี

ขณะที่นายณรงค์ ไทยประยูร ผู้อำนวยการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประทศไทย (กฟผ.) เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก ก็ได้ยืนยันเช่นกันว่า เขื่อนภูมิพลมีการออกแบบเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้ง ซึ่งเอาแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดวางไว้กับภูเขา ดังนั้นเขาทั้งสองด้านจะรับแรงได้ทั้งหมด หากเกิดการสั่น แสดงว่าต้องสั่นสะเทือนทั้งภูเขา เพราะฉะนั้น หากภูเขาไม่พัง เขื่อนก็ไม่พัง และขอให้มั่นใจได้ว่า เขื่อนภูมิพลทนต่อแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7 ริกเตอร์ และมีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตรวจสอบ บำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

ระลึกชาติ เวรกรรม วิญญาณ?_2


... เรื่องทำนอง ชาติหน้า, ชาติก่อน, เวียนว่ายตายเกิด กลับชาติมากเกิด ฯลฯ ...

... มีจริง ? ? ? หรือไม่ ... ? ? ?

(เคยเสนอกรณี ด.ญ.พิมพวดี โหสกุล สื่อวิญญาณ! มาก่อนหน้าแล้ว)

ลองมาดู อีกกรณี ปู วิชชุดา กลับชาติมาเกิด
ในรายการตีสิบ (23 เมษา 53 )

- โปรดใช้วิจารณญาณในการชม -











วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

ระลึกชาติ เวรกรรม วิญญาณ?_1



... เรื่องทำนอง บุญกรรม, เวรกรรม, กฏแห่งกรรม, ระลึกชาติ, ชาติหน้า, ชาติก่อน, วิญญาณ, บาปบุญคุณโทษ, นรก, สวรรค์, เวียนว่ายตายเกิด ฯลฯ ...

... มีจริง ? ? ? หรือไม่ ... ? ? ?


ลองมาย้อนดู กรณี ด.ญ.พิมพวดี โหสกุล สื่อวิญญาณ!
ในรายการตีสิบ (10 พ.ย.52 )

- โปรดใช้วิจารณญาณในการชม -








วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สัตยา ไสบาบา


" สัตยา ไสบาบา (Satya sai baba) "


สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานพร้อมๆกัน...เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2011 ว่า... สัตยา ไสบาบา ศาสดาทางจิตวิญญาณชื่อก้องโลก ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคทางระบบหัวใจเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับสูง ในเมืองพุทธปาติ ในแคว้นอันตรประเทศ ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยอายุ 85 ปี


ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงนำเสนอข้อมูลที่ได้คัดมาจากหลายแหล่งในอินเทอร์เน็ต...โดยไม่ได้ปรับแต่งตัดต่อเนื้อหาใดๆ


"โปรดใช้วิจารณญาณ" ของท่านเอง!

......................................................................

Satya Sai BaBa นักมายากล หรือ บุคคลผู้บรรลุ
(ข้อมูลจาก...http://www.hindumeeting.com/forum/index.php?topic=2047.0)

สัตยา ไส บาบา เป็นคุรุหรือ ' กูรู ' อีกคนหนึ่งที่คนไทยหลายกลุ่มรู้จักกันดี ภาพประทับใจที่คนนึกถึงไส บาบามักเกี่ยวข้องกับอิทธิฤทธิ์อภินิหาร หรือปาฏิหาริย์ประเภทคว้าให้กลายเป็นทองคำ หรือไม่ก็เสกให้มีขี้ธูปออกมาจากแจกันเปล่าได้ แต่ละครั้งที่ไสบาบาปรากฏตัวจะมีคนมากมายรายล้อมรอชมปาฏิหาริย์ จนทางการอินเดียต้องสั่งให้ไส บาบาหยุด

ไสบาบา กล่าวว่าตนเป็นองค์อวตารของไส บาบา แห่งเมืองชรีดี ( Shridi )ซึ่งถือเป็นคุรุที่ชาวอินเดียให้ความนับถืออย่างมากรถยนต์แทบทุกคันจะติดภาพของไสบาบาไว้ที่หน้ากระจกรถเพื่อเป็นสิริมงคลต่อรถและชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไส บาบาสอนก็เน้นย้ำ การไม่แบ่งแยกศาสนา พูดถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน และความรักที่ไม่มีขีดจำกัด

"การมาของท่านนั้นไม่ได้มาเพื่อจะรบกวน หรือทำลายความศรัทธาใด ๆแต่มาเพื่อยืนยันความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละท่านซึ่งคริสเตียนก็จะเป็นคริสเตียนที่ดี และมุสลิมก็จะเป็นมุสลิมที่ดีและฮินดูก็จะเป็นฮินดูที่ดี " สานุศิษย์ของไส บาบา ยืนยัน

ที่ Prasanthi Nilayam แห่งเมืองพุทธปาตี แห่งรัฐอันธรประเทศทางใต้ของประเทศอินเดีย ยังเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจากทั่วสารทิศ และทั่วโลกโดยเฉพาะช่วงวันเกิดของไส บาบาในเดือนพฤศจิกายนเราจะเห็นผู้คนแห่แหนเข้าไปที่อาศรม คนเหล่านั้นต่างขับร้องเพลงเพื่อบูชาและสรรเสริญไส บาบา

แต่พ้นไปจากอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แล้ว ว่ากันว่าคำสอน แนวปฏิบัติ รวมถึงสิ่งที่ไส บาบาทำให้กับสังคมล้วนเกาะเกี่ยวกับเรื่องราวแห่ง สติปัญญา ไม่ว่าจะเป็นธรรมะที่เผยแผ่ โรงเรียนที่สร้างรูปแบบการศึกษาผสานกับสมาธิ คุณธรรมที่เน้นย้ำ โรงพยาบาลบ้านพักของคนไร้ที่อยู่

ไม่เพียงที่อินเดียเท่านั้น องค์กรสัตยาไส และโรงเรียนสัตยาไส ยังเผยแผ่ไปทั่วโลก แม้กระทั่งในเมืองไทยโรงเรียนสัตยาไสของ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ก็เป็นส่วนหนึ่งดำเนินตามแนวคิดนี้

มีคนเคยถามต่อหน้าว่า แท้จริงแล้วสัตยา ไส บาบาเป็นใคร ท่านตอบว่า "ฉันคือพระเจ้า และคุณคือพระเจ้า แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่ต่างกันระหว่างคุณกับฉัน นั่นคือ ขณะที่ฉันตระหนักรู้กับมันแต่คุณกลับไม่ตระหนักรู้อะไรเลย "
คำสอนของสัตยา ไส บาบา เน้นถึงหนทางที่นำไปสู่ความหมายของชีวิต 5 ข้อ อันได้แก่ สัจจะ การมีธรรมะ มีสันติ มีความรัก และยึดหลักอหิงสา ขณะเดียวกันก็ให้รักพระเจ้า เกรงกลัวต่อบาป และรับผิดชอบต่อสังคม

......................................................................

ประวัติ สัตยะ ไส บาบา
(จากลิงค์ที่เป็นไฟลฺ์.doc โดยตรงจากลิงค์ กูเกิล (แต่ไม่พบหน้าเว็บ)

สัตยะ ไส บาบา เกิดเมื่อ พ.ศ.2469 ที่หมู่บ้านปุตตปารถิ หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งในรัฐอันธรประเทศ ประเทศอินเดีย ในตระกูลราชู ในตอนเด็ก พ่อตั้งชื่อให้ว่า สัตยะ นารายณ์ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2483 สัตยะนารายณ์ได้พบกับความเจ็บป่วยไข้ รักษาหลายหมอแล้วก็ยังไม่หาย ในช่วงเวลานั้น เด็กชายสัตยะนารายณ์ได้ลุกขึ้นประกาศว่า “ฉันคือ ไส บาบา ภารกิจของฉันที่มายังโลกนี้ ก็เพื่อจะนำปวงมนุษย์ให้ดำเนินไปตามครรลองธรรม กลับมาสู่เบื้องบาทของฉัน ฉันมาเพื่อสถาปนาธรรมและวิถีชีวิตตามแบบพระเวท เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณให้อยู่เหนือวัตถุ เพื่อนำมวลมนุษย์ให้กลับไปสู่โลกแห่งจิตวิญญาณ”

การประกาศตัวเองในทำนองเป็นศาสดาของเด็กชายสัตยะนารายณ์ในครั้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเป็นศาสดา และคำว่า ไส บาบา ที่เด็กชายสัตยะนารายณ์อ้างถึงนั้น หมายถึงนักบุญในอดีตท่านหนึ่งที่เป็นที่ชาวอินเดีย ทั้งฮินดูและมุสลิมต่างพากันเคารพนับถือ ที่เมืองเชอร์ดี้ อยู่ในรัฐมหาราฏร์ ซึ่งท่านได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ดังนั้นการอ้างถึงเรื่องนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงกันว่า เด็กชายสัตยะนารายณ์คือ ท่านเชอร์ดี้ ไส บาบา ได้กลับชาติมาเกิด ในเวลาต่อมา ท่านสัตยะไสบาบา ก็ยืนยันอย่างนั้น หลังจากการประกาศตัวเป็นศาสดาของท่านในครั้งนั้นแล้ว สัตยะ ไส บาบา ก้อได้ออกจากบ้าน และใช้ชีวิตประกาศสั่งสอนธรรม และเริ่มมีผู้เลื่อมใสเพิ่มขยายตัวมากขึ้นโดยลำดับ จนสามารถสร้างสำนักขึ้นได้ เรียกว่า ประสันตินิลยัม หรือที่อยู่ของผู้สงบ

......................................................................

ล่างนี้เป็นคลิปวีดีโอ Youtube ที่แสดงให้เห็นว่า สัตยา ไสบาบา เป็นคนลวงโลก แต่เขาเป็นนักมายากลที่เก่งมากคนหนึ่ง...(ข้อมูลได้มาจาก http://board.palungjit.com...)

"โปรดใช้วิจารณญาณ" ของท่านเอง!





ข้างล่างนี้เป็นคลิปที่เขาทำขึ้นมาเพื่อสอนให้ชาวบ้านในอินเดียรู้ว่าปฏิหาริย์ต่างๆ สามารถใช้มายากลและวิทยาศาสตร์ทำได้


......................................................................

:: และส่งท้ายความคิดเห็นของบางท่านในเว็บบอร์ด (http://board.palungjit.com...)

สวัสดีค่ะ มีปาฏิหาร์ยของท่านมาเล่าให้ฟังค่ะ นี้ถือเป็นความเชื่อส่วนตัวน่ะค่ะ ไม่ว่ากันค่ะ เพื่อน ๆ รู้จักด้อกเตอร์อาจองค์ ชุมศรี ณ อยุธยา ไหมค่ะ ? (ถ้าพิมพ์ชื่อผิดขออภัยมาน่ะที่นี้ด้วยค่ะ) เดิมทีด้อกเตอร์ก็ไม่เชื่อเรื่องของไสบาบาหรอกค่ะ แต่ด้วยความที่อยากรู้ จึงไปหาท่านบาบา เมื่อไปถึง บาบาได้หยิบหินก้อนหนึ่งออกมาจากกระถางดอกไม้ พอวางบนมือของด้อกเตอร์ ปรากฏว่า หินนั้นกลายเป็น ลูกอม ด้อกเตอร์ถึงกับอึ้ง และไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้น ด้อกเตอร์อาจองค์ จึงนับถือท่านไสบาบาเป็นต้นมา และได้ก่อตั้งโรงเรียนสัตยาไสบาบาไว้ที่จังหวัดลพบุรี ชื่อว่าโรงเรียน ลำนารายณ์ ว่าง ๆ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ค่ะ

นี้คือโครงการของท่านไสบาบาในชาตินี้น่ะค่ะ ท่านไสบาบาได้สร้างมหาวิทยาลัยฟรี คนที่ศึกษานั้นไม่จำเป็นต้องเสียค่าเล่าเรียน และคุณครูก็ได้รับเงินเดือนเพียงน้อยนิดเท่านั้น น้อยกว่าคนเก็บขยะในเมืองเสียอีก แต่จิตใจของพวกเขาช่างสูงส่ง เพราะพวกเขาไม่ต้องการเงินเลย ดังนั้น ท่านไสบาบาจึงได้รับครอบครัวของพวกเขาเข้ามาอยู่ในอาศรม และให้อาหารกิน พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงยิ่ง ท่านไสบาบากล่าวว่า นักเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้น ชีวิตประจำวันของเขาไม่ต่างจากพระเลย อนาคตของพวกเขาคือจะเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก

และโครงการของท่านไสบาบานั้นมีอีกอย่างคือ โรงพยาบาลฟรี พูดง่าย ๆ คือ จากการรักษาที่มีค่ารักษาถึงหลักล้าน แต่ ที่นี้ รักษาฟรี ส่วนใหญ่ท่านจะเน้นคนจนน่ะค่ะ แล้วคนที่มีฐานะในเมืองจีน ก็ยินดีที่จะบริจาคเพื่อช่วยเหลือโครงการนี้ ที่สำคัญ หมอ ผู้มีจิตใจสูงส่ง พวกเขาไม่รับเงินเลยแม้แต่หนึ่งรูปี ในขณะที่พวกเขากิน และอยู่อย่างเรียบง่าย และอนาคตของอาชีพหลาย ๆ อาชีพ ก็มาจากเด็ก ๆ ที่บาบาได้รับ และเลี้ยงดูนั่นเอง หมอในอนาคตคือนักเรียนมหาวิทยาลัย คิดดูซิ เมื่อนั้นโลกจะงดงามแค่ไหนค่ะ ว่าไหม ? และแน่นอนว่าโครงการของท่านมีเยอะกว่านี้ แต่ขอยกตัวอย่างแค่นี้ละกันค่ะ

ส่วนคลิปน่ะค่ะ กรุณาใช้สายตามองดีดี ตอนที่ดูน่ะค่ะ ไม่งั้น เขาก็คงเปิดเผยกันทางทีวี หรืออะไรที่มากกว่าจะเปิดที่เว็ปที่เข้ายาก ๆ ลองเปิดให้คนทั้งโลกได้ดูซิค่ะ แล้วนักมายากลที่เก่ง ๆ ทั้งหลายก็จะดูออกเองแหละค่ะ อีกอย่าง เป็นท่านจริงหรือเปล่า ? กรุณาลองดูแล้ววิเคราะห์ให้ดี ๆ น่ะค่ะ

......................................................................

:: ความคิดเห็นอีกท่าน (จากบอร์ด Pantip.com...)

ความคิดเห็นที่ 6

เสริมให้นิดนึง ตอนหลังมีผู้พบไสบาบาในอเมริกา อยู่คฤหาสน์หลังเบ้อเริ่ม นั่งรถโรสรอยซ์ เรื่องที่ว่าอาจเป็นศาสดาองค์ใหม่เลยจบไป

ส่วนเรื่องเสกของนั่น มีคนทำได้จริงครับแต่เป็นในลักษณะการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ไม่ใช่เสกขึ้นมาจากความว่างเปล่าบาดหลวงองค์หนึ่งแถวบ้านผมก็ทำได้ คือในงานประจำปีของโบสถ์ ก็มีบาดหลวงมาร่วมพิธีกันหลายองค์มีเลี้ยงมื้อกลางวัน บาดหลวงก็กินข้าวด้วยกัน องค์หนึ่งนึกสนุกก็เสกนาฬิกาจากข้อมือของเพื่อนบาดหลวงมาอยู่ในข้อมือของตัวเอง จบลงด้วยสังฆราชเรียกไปดุ ว่าทีหลังอย่าเล่นอย่างนี้อีก อิอิ

อีกแบบหนึ่งคือการเปลี่ยนสภาพ เรื่องนี้เกิดขึ้นนานแล้ว สัก 30 ปีแล้วเห็นจะได้บาดหลวงองค์หนึ่งเดินไปเจอเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นกันอยู่ท่านหยิบใบไม้ที่ตกอยู่แถวนั้น ใบไม้นั้นกลายเป็นธนบัตร ท่านส่งให้เด็กเอาไปซื้อขนมกิน ตกเย็นท่านตามไปที่ร้านขายขนมนั้น บอกให้เจ้าของร้านเปิดลิ้นชักเงินดู เจอใบไม้ใบหนึ่ง ท่านบอกว่าตอนที่เจอเด็กๆ นั้นไม่มีเงินติดตัว แล้วท่านก็ส่งเงินค่าขนมให้เจ้าของร้านไป คราวนี้เป็นเงินจริงๆ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องของพลังจิตครับ

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ษ.บอฤาษีหนวดยาว

รายการ "ตีสิบ" สัมภาษณ์ ฤๅษีคณะหนึ่ง
หลายคนอาจยังไม่ได้ดู...


ข้อคิดจาก...พระวจนะของพระพุทธเจ้า

"มนุษย์เป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมถือเอา ภูเขาบ้าง ป่าไม้ศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง...ว่าเป็นที่พึ่งของตน นั่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ทำความเกษมให้ได้เลย นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุดเลย ผู้ใดถือเอาสิ่งเหล่านั้นเป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่อาจหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้"

"ดูก่อนท่านทั้งหลาย
ไม่ควรด่วนปลงใจเชื่อในเรื่องใดๆก็ตาม 10 ประการดังนี้

๑. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยฟังตามกันมา
๒. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยถือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดกันมา
๓. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ เพราะเป็นที่เล่าลือโด่งดังกันอยู่ทั่วไป
๔. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยอ้างคัมภีร์หรือตำราตัวหนังสือ
๕. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยการคิดตามแนวตรรกะเหตุผล
๖. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยการอนุมานเอาตามแบบปรัชญา
๗. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยนึกตามสามัญสำนึก
๘. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับความเห็นของตนเอง
๙. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ เพราะเห็นว่าผู้พูดดูดีน่าเลื่อมใสน่าเชื่อถือ
๑๐. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ แม้แต่ผู้พูดนั้นเป็นครูของตน

ถาม : ถ้าอย่างนั้นจะใช้หลักอะไรในการเชื่อถือสิ่งต่างๆอย่างไร?

พระพุทธเจ้าตอบ : "เมื่อใด ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้วิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้ว จะเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงละเสีย
เมื่อใดท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้ว จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงถือปฏิบัติบำเพ็ญ ธรรมเหล่านั้น"