แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอดอล-บุคคลพิเศษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอดอล-บุคคลพิเศษ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ไอน์สไตน์ อธิบาย ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ



--- Albert Einstein explains his formula E=mc² --- Cr: https://www.facebook.com/TalkSciFi/

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2563

เป็นไปได้! 2020


สวัสดีปีใหม่ โพสแรก รับวันแรกของปี 2020 🚀


⭐ ขอเริ่มที่การรำลึกถึงยอดคนผู้เป็นแบบอย่างอันดีท่านหนึ่ง .. "โรเบิร์ต ฮัทชิงส์ ก็อดเดิร์ด" / Robert Hutchings Goddard (อเมริกัน, 1882-1945) #เขาคืออีกตำนานที่ควรต้องจดจำและบูชา 🙏 .. ย่อๆ .. ในวัย16 เมื่อได้อ่านนิยายไซไฟเรื่อง The War Of The Worlds ซึ่งแต่งโดย H.G. Wells .. แต่นั้นมา ก็อดดาร์ด จึงเริ่มทุ่มเทความสนใจของตนในการสร้างจรวด เพื่อหาทางออกสู่อวกาศ .. เขาเป็นที่ยอมรับในฐานะ ผู้บุกเบิกค้นคว้า-ออกแบบประดิษฐ์จรวด ที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวในการควบคุม คนแรกของโลก .. แต่ในตอนแรกๆยุคนั้น ทฤษฎีการทดลอง-ค้นคว้าประดิษฐ์ต่างๆของเขา มักจะถูกถากถางเย้ยหยันต่อความฝันเฟื่อง ด้วยทุ่มเทในสิ่งที่ผู้คนมองว่าคงเป็นไปไม่ได้ ซ้ำยังได้รับการสนับสนุนไม่มากเท่าที่ควร ( คนที่มีวิสัยทัศน์ฉลาดล้ำก่อนกาลมากๆ ก็มักต้องเจอเช่นนี้แล ธรรมดา🙃) ..



.. กระนั้นต่อมา องค์ความรู้ภูมิปัญญาจากการค้นคว้าทดลองของเขานี้เอง กลับเป็นหนึ่งรากฐานสำคัญมาก ที่ส่งต่อให้คนรุ่นหลังพัฒนาต่อยอด จนเกิดเป็นความก้าวหน้าทางด้านจรวดและสำรวจอวกาศในทุกวันนี้ .. ภายหลังเขาได้รับยกย่องให้เป็น 1ใน4 #บิดาแห่งวิทยาการจรวดและการสำรวจอวกาศ .. [ ท่านอื่นได้แก่ "Konstantin Tsiolkovsky" (รัสเซีย), "Hermann Oberth" (เยอรมัน) และ "Robert Esnault-Pelterie" (ฝรั่งเศส) ]

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาของ เวลา กับ ชีวิต



"เหตุผลเดียวสำหรับ เวลา คือ เพื่อสรรพสิ่งไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน"

The only reason for time is so that everything doesn't happen at once.

---  Albert Einstein ---

ไอน์สไตน์ เค้าล่ะ ที่เป็นคนที่เผยความลี้ลับซ
่อนเร้นของ เวลา ให้โลกได้ตะลึงว่า เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์(ทฤษฎีสัมพัทธภาพ) เวลายืดหดได้ อัตราเวลาไม่เท่ากันได้ เงือนไขหลักเชิงฟิสิกส์ ก็ขึ้นอยู่กับตัวแปร ภาวะความเร็ว(แสง) และ แรงโน้มถ่วง ที่ต่างกันไป ... ถ้าต่างกันรุนแรง ก็อาจอยู่ในระดับ เวลานับแรมปีของที่หนึ่ง อาจแค่ไม่กี่ชั่วโมงในอีกที่ ... ( * ก็ใครจะไปรู้ เวลาที่กำลังจะผ่านเราไปที่ถือว่าจะครบรอบหนึ่งปีเต็มในไม่ช้านี้อาจเป็นแค่ ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงในพื้นที่อวกาศอืนๆหรือมิติอื่นๆหรือภูมิภพอื่นๆ! )



ปล. และเบื้องต้น หากพิจารณาสาระของสรรพสิ่งและชีวิตทั้งปวง หลักๆ ก็คือ สิ่งนั้นหรือคนๆนั้นได้ หมดเปลืองเวลาแต่ละช่วงขณะไปกับอะไรบ้าง-ผ่านเหตุการณ์อะไรไปบ้าง จวบจน หมดเวลา! ... *สังเกต เวลา คือสิ่งทีเดียวที่อะไรก็ชดเชยไม่ได้(เงินแค่ไหนก็ตาม) หมดแล้วหมดเลย จึงไม่น่าจะมีใครเสียเปรียบได้เปรียบกว่ากัน ในกรณีของการผ่านเวลาแต่ละขณะที่ผ่านไปได้ขณะเดียวเท่านั้น! กระมัง ?

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

คำคม ฮิตเลอร์!



คลิป บรรยากาศสมรภูมิสงคราม ฮิตเลอร์ และกองทัพนาซี


เครดิตจาก https://th.wikiquote.org


By the skillfull and sustained use of propaganda, one can make a people see even heaven as hell or an extremely wretched life as paradise.
โดยการใช้โฆษณาชวนเชื่ออย่างมีทักษะและอย่างไม่ลดละแล้ว ก็สามารถทำให้คนมองเห็นสวรรค์เป็นนรก หรือกระทั่งชีวิตอันเลวร้ายสุดประมาณเป็นทิพย์วิมาน

It is always more difficult to fight against faith than against knowledge.
การสู้กับศรัทธานั้นยากเย็นกว่าสู้กับความรู้เสมอ

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ไว้อาลัย สตีฟ จ็อบส์


ไว้อาลัย
:'( "สตีฟ จ็อบส์" แห่ง Apple
ด้วยจิตคารวะ


...........................................

ใน Blog นี้ได้มีการกล่าวถึง สตีฟ จ็อบส์ หลายหัวข้อ ย้อนไปดูได้ ตามนี้...
"จงหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ" Steve Jobs : ผ่าความคิด Steve Jobs
และ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ปล้น!!
...........................................

ส่วนในที่นี่ขอส่งท้ายไว้อาลัย สตีฟ จ็อบส์

ว่าด้วยตำนานอันลุ่มลึกของที่มา "โลโก้ Apple"

Original Logo ของ บริษัท Apple สร้างขึ้นในปี 1976 โดย "Ron Wayne" ซึ่งเป็นวิศวกรที่ทำงานร่วมกับสตีฟ จอปส์ที่ Atari ใต้แนวคิดที่ว่า ลูกแอปเปิ้ล เป็นสิ่งที่ทำให้ นิวตั้นค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่ง ทำให้เกิด idea และสมมุติฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ....Logo อันนี้ Wayne ดรออิ้งด้วยปากกาหมึกดำ เป็นรูปเซอร์ไอแซค นิวตันนั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล ตรงกรอบรอบรูปมีโคลงของ William Wordsworth ว่า "Newton....A mind forever voyaging through strange seas of though....alone" และชื่อ Apple computer อยู่

- ลูกแอปเปิ้ล เป็นสิ่งที่ทำให้ นิวตั้นค้นพบแรงโน้มถ่วงของโลก -
ในรุ่นที่ 2 "Rainbow Logo" ในเมษายน 1977 จอปส์ได้คุยกับ Rob Janov อาร์ตไดเรคเตอร์ของบริษัท Rigis McKena ให้ช่วยออกแบบโลโกใหม่ให้ Apple จานอฟเริ่มงานจากภาพเงาขาวดำของลูกแอปเปิ้ล แล้วก็ค่อยๆเพิ่มไอเดียเข้าไป "ผมเอาลูกแอปเปิ้ลมาทำเป็นฟอร์มง่ายๆก่อน แล้วก็เพิ่มรอยกัด-bite -ซึ่งอาจจะหมายถึง Byte ก็ได้ใช่ไหม? แล้วการใส่รอยกัดไปข้างๆก็ทำให้มันดูเป็นแอปเปิ้ลมากขึ้นแทนที่จะดูคล้ายเป็นเชอรี่หรือมะเขือเทศ" จานอฟ อธิบาย...หลังจากนั้นเขาก็ใส่แถบสีหกสี ที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่อง Apple II ในตอนนั้นที่เป็นเครื่องสำหรับ consumer รุ่นแรกที่แสดงผลเป็นสีได้ ตอนแรกเขาใส่เส้นดำบาง ๆ เข้าไประหว่างแถบด้วยเพื่อแก้ปัญหาเวลาสีเหลื่อมตอนพิมพ์ แต่จอปส์ไม่ชอบก็เลยตัดออกไปเป็นแถบสีเฉยๆ ช่วงนั้น Michel M. Scott ผู้อำนวยการบริษัทคนแรกเรียก logo อันนี้ว่า "โลโกที่แพงบ้าเลือดที่สุดที่เคยมีการออกแบบกันมา" แต่ก็ไม่มีรายงานเป็นทางการครับว่าตัวเงินค่าออกแบบจริงๆ เป็นเท่าไหร่ แอ๊ปเปิ้ลใช้ Rainbow Logo มาเป็นเวลา 20 ปีด้วยกัน (สงสัยให้คุ้มค่าออกแบบที่แพงมหาศาลจนไม่อาจกล่าวถึงมูลค่านั้นได้ ) ตั้งแต่ปี 1977-1997

และ logo รุ่นที่ 3 ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน หลังจากที่ jobs ได้กลับมาบริหาร Apple อีกครั้ง ก็ได้ปรับปรุงการดำเนินงาน รูปแบบดีไซน์เครื่องและภาพพจน์ของบริษัทเสียใหม่ เลยเกิดโปรเจคใหม่ๆอย่าง iMac, แคมเปญโฆษณาและคำขวัญ Think Different แล้วก็ logo แบบสีเดียวใสๆ เครื่องแมครุ่นแรกที่ใช้ logo สีเดียวแทนที่จะเป็นสีรุ้งแบบเดิมคือเครื่อง Powerbook G3 ที่ออกในวันที่ 6 พฤษภาคม 1998
...........................................

Apple ผลไม้ต้องห้ามของพระเจ้า!
โลโก้แอปเปิ้ลถูกกัด ยังสามารถสื่อได้ถึง "แอปเปิ้ลที่ถูกกัดในสวนอีเดน"


ตำนานอดัมกับอีฟที่โด่งดังของชาวคริสต์และยิว เรื่องมีอยู่ว่า...

ใน วันที่ 6 หลังจากพระเจ้าสร้างโลกขึ้นมา ก็ได้สร้างมนุษย์คู่แรกของโลก นั่นคือ Adam และ Eve และได้บัญชาไว้ว่า พวกเจ้าจะมีสิทธิ์เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้เหมือน กับเราทั้งพืชและสัตว์ แต่ยกเว้นเพียงสิ่งเดียวคือผลไม้แอปเปิ้ลที่อยู่ตรงกลางสวนอีเดนแห่งนี้ เจ้าจะไม่มีสิทธิ์กินมันหรือแม้แต่จะแตะต้อง มิฉะนั้นเจ้าจะต้องตาย

หลังจากนั้นอดัมกับอีฟก็ใช้ชีวิตกันในสวนอีเดนด้วยกัน มีชีวิตเป็นอมตะ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ป่วย และอยู่กันอย่างเปลือยกายโดยไร้ซึ่งความอาย วันหนึ่งอีฟได้ถูกล่อลวงโดยงูว่า "เจ้ารู้ไหม เหตุใดพระเจ้าของเจ้าจึงห้ามมิให้พวกเจ้าได้กินผลไม้ ที่อยู่ตรงกลางของสวนอีเดนแห่งนี้... เพราะผลไม้นั้นเป็นผลไม้วิเศษไงล่ะ พระเจ้ารู้ว่าหากเจ้ากินมันเข้าไป เจ้าจะต้องมีพลังเหมือนกับเขา และมีความรู้เหมือนพระเจ้า ฉะนั้น เขาจึงสั่งห้ามมิให้เจ้ากิน" อีฟได้ยินดังนั้นก็เด็ดลูกแอปเปิ้ลที่อยู่บนต้นไม้นั้นลงมา และได้กัดลงไปคำหนึ่ง และส่งต่อให้กับอดัมได้กินด้วย ทันทีที่ได้กินผลไม้ลงไป ทั้งคู่ก็เปิดปัญญาขึ้นและรู้ว่าขณะนี้ทั้งคู่กำลังเ ปลือยกายอยู่ จึงเกิด"ความอาย"ขึ้น จึงพยายามหาใบไม้มาปกปิดร่างกาย เย็นวันนั้น ขณะที่พระเจ้ากำลังเดินอยู่ในสวนก็ตะโกนเรียกทั้งคู่ "พวกเจ้าอยู่ไหน" ทันใดนั้นทั้งคู่ก็ออกมาจากหลังต้นไม้และบอกกับพระเจ้าว่า ข้าเห็นท่านกำลังเดินอยู่ในสวน ข้าจึงกลัวและหลบท่านเพราะพวกข้ากำลังเปลือยอยู่ พระเจ้าจึงถามว่า "ใครเป็นคนบอกว่าพวกเจ้าเปลือย" "พวกเจ้าได้กินผลไม้ที่ข้าได้ห้ามลงไปแล้วใช่ไหม " หลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้ลงโทษทั้งงู, อดัมกับอีฟ โดยให้ทั้งคู่ออกไปจากสวนอีเดน และต้องเสียชีวิตอมตะไป สำหรับอีฟที่ล่อลวงให้อดัมกินผลไม้จะต้องเจ็บปวดเมื่อต้องคลอดลูก อดัมจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะได้มีอาหารกิน...

*ปล. : ว่ากันว่าในสวนอีเดนนั้นมีต้นไม้ต้องห้ามอยู่ถึงสองต้น ต้นแรกที่อดัมกับอีฟกินนั้นคือ Fruit of Knowledge "ผลไม้แห่งปัญญา" ส่วนอีกต้นที่ไม่ได้กินนั้นคือ Fruit of Life "ผลไม้แห่งชีวิต"

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โมเดล ศาสดาติ๊ฟจ็อบ :O


บริษัท M.I.C Gadget ได้ผลิตตุ๊กตา สตีฟ จ็อบส์ ใส่เสื้อคอเต่าสีดำ ยืนเปิดตัว iPhone ในราคาตัวละ 79.90 ดอลลาร์ (สองพันกว่าบาท!)

แต่ล่าสุดตุ๊กตาตัวนี้โดนสั่งเก็บแล้ว เพราะทาง M.I.C ได้รับการติดต่อจากฝ่ายกฎหมายของแอปเปิล บอกว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของชื่อบุคคล และอาจผิดกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ห้ามนำชื่อ, รูปภาพ, หรือผลิตภัณฑ์ของคนอื่นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต...กลายเป็นของสะสมหายากไปเรียบร้อยแล้ว ...

วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รำลึก "ราชินีลุงหนวด!"


24 พฤศจิกา วัน "Freddie Mercury" แห่งวง "Queen" ลาโลก ด้วยโรค เอดส์ !
(รูป-video วัย 40 แต่การแสดงคอนเสิร์ต ยังคงจัดจ้าน พลังเสียงเหนือชั้น)


Queen Greatest Hits 3 แผ่น : อัดแน่นด้วยคุณภาพเข้มข้นทั้ง 3 แผ่น (ควรซื้อ 2 ก็อบปี้ ชุดหนึ่งไว้เปิดฟัง อีกชุดเก็บไว้บนหิ้งบูชา :)


เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นกฎของชีวิต...ทุกคนต้องเจอ!...คงเหลือแต่แรงบัลดาลใจให้คนรุ่นหลัง "Freddie Mercury" (เรียกลุงหนวด เพราะแก่กว่าพ่อ! ) ในนามแห่งวงดนตรี "Queen" ...ถึงแม้บ้างด้านของชีวิตส่วนตัวจะดูสับสน โดยเฉพาะกรณีรักร่วมเพศ !(เฉพาะ Freddie แต่สมาชิกในวงรู้สึกจะไม่) ...แต่เขาและ วง Queen คือหนึ่งในสุดยอดแรงบันดาลใจอันโดดเด่นในด้านงานเพลงดนตรีอันประณีต - ความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ - การทุ่มเทกับงานที่ทำอย่างสุดชีวิต - พลังเสียงร้องหาตัวจับยาก

วง Queen ประกอบด้วยสมาชิก 4 คน คือ "Freddie Mercury" ร้องนำและเปียโน, "Brian May" กีตาร์, "Roger Taylor" กลอง และ "John Deacon" เบส

ก่อตั้งเมื่อปี 1969 โดย Brian May และ Roger Taylor ในชื่อว่า "Smile" ก่อนมีการปรับเปลี่ยนสมาชิกโดยได้ Freddie Mercury เข้ามาในปี 1970 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น Queen และได้ John Deacon เข้ามาร่วมวงในปี 1971 เป็นหนึ่งในวงอังกฤษที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก กับ สตูดิโออัลบั้ม 15 อัลบั้ม (ไม่รวมที่แต่ละคนไปทำอัลบั้มเดี่ยวส่วนตัว)

Mercury เกิดเมื่อ 5 กันยายน 1946 (ถ้ายังไม่ตายตอนนี้ก็อายุ 60 กว่า!ไปแล้ว)มีเชื้อสายปาร์ซี(แขกขาวเปอร์เซียพวกหนึ่ง) เติบโตในอินเดีย และย้ายมาอยู่อังกฤษในภายหลัง ถือเป็นร็อกสตาร์ชาวอังกฤษเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ประสบความสำเร็จเป็นที่นิยมสูงสุด เขาเสียชีวิตจากภาวะหลอดลมใหญ่และปอดอักเสบ อันเกิดจากการติดเชื้อเอชไอวี หรือ เอดส์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 ด้วยวัยเพียง 45 ปี ... หลายเพลงของวง Queen โด่งดังกลายเป็นตำนานกล่าวขวัญกันจนถึงทุกวันนี้ ที่คุ้นเคยสำหรับคนไทยในศตวรรษที่20 ถึงแม้ไม่ใช่แฟนเพลงและไม่เคยรู้จักวง Queen เลยก็ตาม ก็ต้องได้ยินได้ฟังผ่านหูบ้างแน่นอนคือ เพลง"We will rock you" และ "We are the champian"(เพลงบอลโลก 1994) ส่วนเพลงที่โดดเด่นเป็นตำนานท็อประดับโลกก็คือ "Bohemain Rhapsody" แต่งโดย Mercury

Rolling Stone จัดอันดับ 100 ศิลปินยอดเยี่ยนตลอดกาล Mercury อยู่ในอันดับ 18 (Michael jackson อันดับ 25 ดูรายการลำดับทั้งหมด คลิกที่นี่ )... ปี 2002 กินเน็สบุ๊ค จัดให้ประชาชนส่งรายชื่อ เพลงอังกฤษที่เป็นที่ชื่นชอบตลอดกาล ผลโหวต อันดับ 1 ก็คือ Bohemain Rhapsody ...อันดับ 2 คือ Imagine ของ John lennon ...และอันดับ 3 Hey jude ของ The Beatles ... และ MV Bohemian Rhapsody ก็ยังจัดได้ว่าเป็นนวัตกรรมสุดแหวกแนว เป็นที่ฮือฮากันในวงการเพลงยุคนั้น...


................................................


ส่วนตัว...ถ้าเลือกสุดยอดเพลงซึ้ง คมคายที่สุดของ Queen ขอเสนอเพลงนี้...

"Too much love will kill you "


เพลงยอดเยี่ยมรางวัลมากมาย ทำนองไพเราะงดงาม พลังเสียงเหนือชั้น ความหมายบาดใจ เนื้อเพลงโดย"Brian May" มือกีตาร์คนเก่ง เพลงนี้บรรจุอยู่ในอัลบั้มสุดท้าย(ชุด 15) ชื่ออัลบั้ม "Made in heaven" อันมี Mercury บันทึกเสียงร้องก่อนเสียชีวิตอีกไม่กี่ปีต่อมา และกว่าอับบั้มจะจำหน่ายเผยแพร่ในนามวง Queen เป็นอัลบั้มสุดท้ายก็ 6 พ.ย. 1995 หลัง Mercury เสียชีวิตไปแล้ว 4 ปี!

I'm just the pieces of the man I used to be
Too many bitter tears are raining down on me
I'm far away from home
And I've been facing this alone
For much too long
ฉันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของชายที่เคยเป็น
หยดน้ำตาอันสุดขมขื่นหลั่งไหลท่วมท้น
ฉันไกลจากบ้านเสียเหลือเกิน
และฉันต้องเผชิญกับสภาพเช่นนี้ เพียงลำพัง เป็นเวลายาวนาน...

I feel like no-one ever told the truth to me
About growing up and what a struggle it would be
In my tangled state of mind
I've been looking back to find
Where I went wrong
ฉันรู้สึกเหมือนไม่มีใครเคยบอกความจริงกับฉัน
ว่าเมื่อเติบโตขึ้นแล้วจะต้องต่อสู้ดิ้นรนขนาดนี้
ภายใต้สภาพอันสับสนของจิตใจ
ฉันมองย้อนกลับไปเพื่อค้นหา
ฉันได้ทำอะไรพลาดไป...

Too much love will kill you
If you can't make up your mind
Torn between the lover
And the love you leave behind
You're headed for disaster
'cos you never read the signs
Too much love will kill you Every time
...รักที่มากเกินไปจะฆ่าคุณ
ถ้าคุณไม่สามารถทำใจ
ความร้าวฉานระหว่างคู่รัก
และรักที่คุณทิ้งไว้เบื้องหลัง
คุณจะถูกนำไปสู่หายนะ
เพราะคุณไม่เคยสังเกตุสัญญาณลางร้ายที่เกิดขึ้น
รักที่มากเกินไปฆ่าคุณได้ ทุกเวลา

I'm just the shadow of the man I used to be
And it seems like there's no way out of this for me
I used to bring you sunshine
Now all I ever do is bring you down
ฉันเป็นเพียงเงาของคนที่ฉันเคยเป็น
และมันดูเหมือนไม่มีทางออกสำหรับฉัน
ฉันเคยเป็นเหมือนผู้นำแสงสว่างแด่เธอ
แต่บัดนี้ทุกอย่างที่เคยกระทำกลับส่งเธอให้ทุกข์ทรมาน

How would it be if you were standing in my shoes
Can't you see that it's impossible to choose
No there's no making sense of it
Every way I go I'm bound to lose
มันจะเป็นอย่างไร ถ้าคุณสามารถอยู่ในจุดเดียวที่ฉันยืน
คุณเห็นไหมว่าไม่มีทางเลือกเลย
โอ้ไม่..แม้ว่าจะดูไร้เหตุผลก็ตาม
ทุกย่างก้าว ล้วนลิขิตฉันสู่ความสูญเสีย

Too much love will kill you
Just as sure as none at all
It'll drain the power that's in you
Make you plead and scream and crawl
And the pain will make you crazy
You're the victim of your crime
Too much love will kill you Every time
รักที่มากเกินไปจะฆ่าคุณ
พอๆกับการไม่มีใครเลย
มันจะบั่นทอนพลังในตัวคุณ
ทำให้คุณวิงวอน กรีดร้อง ล้มลงคลาน
และความเจ็บปวดจะทำให้คุณบ้าคลั่ง
คุณตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่คุณก่อขึ้นเอง
รักที่มากเกินไปฆ่าคุณได้ ทุกเวลา...

Too much love will kill you
It'll make your life a lie
Yes, too much love will kill you
And you won't understand why
You'd give your life, you'd sell your soul
But here it comes again
Too much love will kill you In the end...
รักที่มากเกินไปจะฆ่าคุณ
มันจะทำให้ชีวิตคุณเป็นแค่สิ่งหลอกลวง
ใช่... รักที่มากเกินไปฆ่าคุณได้
และคุณก็จะไม่มีทางเข้าใจหรอกว่า เพราะอะไร
คุณจำต้องให้ชีวิต คุณจำต้องขายวิญญาณ
มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ความรักที่มากเกินไปจะฆ่าคุณ ในที่สุด

....................................


ชีวิต(รัก)ส่วนตัว Mercury

Mary Austin คนรัก Mercury (จากการู้จักผ่าน Brian May มือกีตาร์) คบหากันหลายปี แต่ก็เลิกรากันไปในภายหลัง โดยไม่มีลูก...แต่ Mercury กับ Austin ยังคงเป็นเพื่อนที่ดี และติดต่อไปมาหาสู่กันเรื่อยมา Mercury ยังเป็น พ่ออุปถัมภ์ให้ ลูกของ Austin อีกต่างหาก

Jim Hutton คู่เกย์! Mercury ใช้ชีวิตด้วยกันหลายปีตราบจน Mercury เสียชีวิต ( ปัจจุบัน Hutton ก็เสียชีวิตไปแล้ว)
Freddie Mercury ในมิวสิควิดิโอ "These are the days of our lives"
MV สุดท้ายของชีวิต (เพลงเพราะมากอีกเพลงหนึ่ง เสียงร้องยังคงยอดเยี่ยม) สภาพผอมซูบผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด แทบเป็นคนละคนกัน

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ไมเคิล จัดฉากตาย ลวงโลก?

ไมเคิล จัดฉากตาย ลวงโลก!
ดูวิดิโอคลิป ตั้งข้อสังเกตจับข้อพิรุธ !



....................................

Sony ต้นสังกัดประกาศ อัลบั้มเพลงชุดใหม่ของซุปเปอร์สตาร์ ผู้ล่วงลับ? "ไมเคิล แจ็คสัน" โดยรวบรวมผลงานเพลงที่ไม่เคยเผยที่ไหนมาก่อน เตรียมออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกใน 14 ธ.ค. เป็นการส่งท้ายปี 2010 ชื่อเรียกง่าย ๆ ว่า Michael โดยภาพปกเป็นฝีมือของช่างเขียนภาพผู้โด่งดัง คาเดียร์ เนลสัน (จิตรกรคู่บารมีไมเคิล ไมเคิลอุดหนุนสะสมผลงานเขามาเหนียวแน่นยาวนาน) ซึ่งสร้างสรรค์ภาพสีน้ำมัน เพื่อบอกเล่าช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆ ในชีวิตของศิลปินผู้ล่วงลับ

ก็ไม่ใช่สิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายนักที่อัลบั้มชุดใหม่ของ ไมเคิล จะออกวางจำหน่ายภายหลังการเสียชีวิตของเขา เพราะยังไงก็จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะผู้ล่วงลับระดับตำนาน! และก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่แฟนคลับว่า ไมเคิลมีผลงานเพลงที่ไม่ได้เผยแพร่เก็บเอาไว้มากมาย โดยปกติในการผลิตผลงานเพลงสักชุด ไมเคิล จะแต่งและบันทึกเสียงเพลงเป็นจำนวนมาก บางครั้งอาจมากถึง 30 เพลงต่ออัลบั้มหนึ่งชุด เพื่อคัดเลือกเพลงที่เขาคิดว่าสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการออกจำหน่ายเท่านั้น

และก็ไม่ใช่เรื่องแปลงที่ Sony จะมีการผลิตสินค้าที่เกี่ยวของกับ ไมเคิล อีกมากมาย กระหน่ำจัดจำหน่ายโกยเงินส่งท้ายปี 2010 นี้ อีกระลองหนึ่ง ทั้งการขุดกรุรวบรวมผลงาน MV เป็น DVD Boxet , การสร้าง Game Computer ชุดใหม่, ไปจนถึง Bible ชีวประวัติ... ฯลฯ (ถ้ามีสิทธิ์ที่จะเอาชิ้นส่วน กระดูก ตับไต ฯลฯ มาประมูลขายได้คงประมูลไปแล้ว...แซว :)

............................................


มาที่ประเด็น ไมเคิล จัดฉากตาย ลวงโลก! กันต่อ

เว็บไซต์แฟนพันธุ์แท้ชื่อ ไมเคิล แจ็คสัน ยังไม่ตาย อ้างแกล้งทำเป็นสิ้นชีพ เพื่อหลีกหนีวิกฤตมรสุมชีวิตถาโถม ระบุหนีข้ามพรมแดนไปเม็กซิโก โดยเจ้าตัววางแผนเรื่องนี้มานับสิบปีแล้ว


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2010 ว่า เว็บไซต์ประเภทแฟนพันธุ์แท้ ไมเคิล แจ็คสัน ต่างออกมาอ้างทฤษฎีแกล้งตายกับราชาเพลงป๊อปผู้นี้ โดยเว็บไซต์ http://www.michaeljacksonsightings.com/ เปิดเผยว่า แท้จริงไมเคิลยังไม่ตาย แต่เขาพยายามหนีวิกฤตแรงกดดันต่างๆ ที่ถาโถมเข้าสู่ชีวิตเขา โดยเว็บไซต์ดังกล่าวอ้างภาพชายรายหนึ่งหันหลังไม่เห็นใบหน้าที่ระบุว่าคือ ไมเคิล แจ็คสัน ที่ถูกถ่ายไว้เมื่อวันอาทิตย์ หรือ 3 วันก่อนที่จะมีประกาศเสียชีวิต พร้อมทั้งอ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐด้วยว่า ได้พบเห็นไมเคิลและชายอีกรายได้ข้ามพรมแดนรัฐแคลิฟอร์เนียและเม็กซิโก โดยชายดังกล่าวตัดผมสั้น ใส่แว่นตาดำ

ภาพชายลึกลับท่าทางคล้าย ไมเคิล แจ็คสัน ที่แฟนคลับเชื่อว่าเป็นตัวจริงและยังมีชีวิตอยู่ และ ตัวอย่างอีกคลิปจับพิรุธแกล้งตายด้านล่าง

ทั้งนี้ เว็บไซต์นี้ถูกเปิดขึ้นมาเพื่อบอกความจริงแก่แฟนๆของไมเคิล พวกเขารู้สึกว่า ไมเคิล ถูกบังคับให้แกล้งตายเหมือนบริษัทที่จำเป็นต้องล้มละลาย เว็บไซต์ Jackson Faked His Own Death บอกว่า "ไมเคิลยังคงต้องการจะติดต่อกันแฟนๆ แต่เขาต้องการหนีห่างพวกผู้มีอำนาจที่ต้องการจะควบคุมบงการเขาเพื่อผลประโยชน์นานาประการ รวมทั้งพวกสื่อที่ต้องหาประโยชน์จากการใส่ร้ายสร้างข่าวเสียๆให้เขา จนเขาต้องกดดันจากการเสียความเป็นส่วนตัวมาเป็นระยะเวลายาวนาน"

รูปด้านล่างนี้ หนังสือ รวบรวมข้อมูลเผยปม การแกล้งตายเชิงลึก(มาก) ภาคภาษาไทยออกมา 2 เล่ม ผู้เขียนคนเดียวกัน...เป็นข้อมูลประวัติศาตร์การวางแผนแกล้งตายที่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วในโลก ,การเมืองเบื้องลึกที่บีบคั้นให้ไมเคิลต้องตายหลอก, ทฤษฎีสมคบคิดในปฏิบัติการร่วมมือกันของหลายฝ่ายในการวางแผนแกล้งตายของไมเคิลอย่างแนบเนียน, แถมยังมีข้อมูลพิลึกๆที่ยากใครจะเชื่อหลังการแกล้งตายเช่น ไมเคิล คือผู้อยู่เบื้องหลังหนังดังอย่าง 2012, Avatar และ Alice in wonderland ???... แฟนพันธุ์แท้ สนใจลองหามาอ่านดูครับ ส่วนตัวคิดว่าข้อมูลจะจริงเท็จอย่างไรคงไม่สำคัญหรือมีผลกระทบอะไรนักกับชีวิตคนไทยบ้านๆเราๆ... แต่ที่น่าสนใจคือ มันคือสุดยอดแห่งพล็อตเรื่องอันซับซ้อนหักมุม บันเทิงไม่แพ้วรรณกรรมนวนิยายชั้นเลิศ เลยทีเดียว


วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เทวรูป ไอน์สไตน์



" จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ " วลีอมตะจาก "ไอน์สไตน์"


...โมเดล ไอน์สไตน์ จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสาวกได้บูชา...
ขยับแขนขาได้ เปลี่ยนเสื้อผ้าได้ (ไว้เล่นคู่กับตุ๊กตาบาร์บี้ สร้างเสริมจินตนาการ ฮึๆ)


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คารวะ ราชันย์เพลงป็อป!

Michael Jackson
- มนุษย์ประเภทนี้ไม่ได้มาปรากฏตัวบนโลกกันบ่อยนัก -

Heal The World Make It A Better Place
For You And For Me And The Entire Human Race
There Are People Dying
If You Care Enough For The Living
Make A Better Place For You And For Me
เยี่ยวยาโลกของเรา ทำให้มันน่าอยู่ยิ่งขึ้น
เพื่อคุณและเพื่อผม และเพื่อเพื่อนมนุษย์ทั้งมวล
มีผู้คนมากมายที่กำลังจะตายจากไป
แต่ถ้าคุณใส่ใจต่อการอยู่ร่วมกันมากพอ
ทำให้มันน่าอยู่ยิ่งขึ้น เพื่อคุณและเพื่อผม

เนื้อหาท่อนท้ายๆของเพลง "Heal the world"
โดย "Michael Jackson"

.......

เพิ่งเขียน Blog หัวข้อเกี่ยวกับ Michael Jackson ไปไม่นาน (เรื่อง ไมเคิล แจ็คสัน ใน Britain's Got Talent) ไม่นึกว่าจะจากกันไปแบบกระทันหันทันด่วนซะขนาดนี้! +_+

ในอนาคตจะมีศิลปิน ราชันย์เพลงป็อบคนใหม่! ที่สร้างสรรค์ผลงานดนตรี-เนื้อร้อง-มิวสิควิดีโอและการแสดงท่าเต้นบนเวทีคอนเสิร์ตได้เลิศเฉียบขาด-สุดขีดได้เทียบเท่าหรือได้สุดยอดไปกว่าที่ ไมเคิล แจ็คสัน ได้ทำไว้หรือไม่...ถ้ามีก็แสดงว่า...คนนั้นต้องเป็นคนที่พระเจ้าส่งมา!! ;]

ไมเคิล แจ็คสัน เยือนกรุงเทพ ปี1993 เพื่อแสดงคอนเสิร์ต "Dangerous"

...................................................

- บทสัมภาษณ์พิเศษ -

Ophra Winfrey สัมภาษณ์ Michael Jackson
ค.ศ.1993

(ตัดตอนมาเฉพาะบางช่วง) หากสนใจฉบับเต็ม(ภาษาอังกฤษ) ไปที่ http://www.allmichaeljackson.com/interviews/oprahinterview.html


Episode 1 : idol ของ idol

Oprah: I saw you laugh when you saw yourself singing "Baby, Baby, Baby"
โอปราห์ : ฉันเห็นคุณหัวเราะเมื่อคุณเห็นตัวเองร้อง... "เบบี้ เบบี้ เบบี้"
(ดูวิดีโอคอนเสิร์ตเก่าของตัวเองตอนเด็กร้องเพลง I GOT THE FEELIN ของเจมส์ บราวน์)

Michael: Yeah, I think James Brown is a genius, you know, when he's with the Famous Flames, unbelievable. I used to watch him on the television and I used to get angry at the camera-man because whenever he would really start to dance they would be on a close-up so I couldn't see his feet. I'd shout "show him, show him", so I could watch and learn.
ไมเคิล : ผมว่า "เจมส์ บราวน์" คืออัจฉริยะ เมื่อเขาโด่งดังร้อนแรงสุดขีด มันเหลือเชื่อมาก ผมเคยดูเขาในทีวี(ตอนยังเด็ก)และเคยรู้สึกโกรธตากล้อง เพราะเมื่อเขาเริ่มเต้น กล้องถ่ายซูมเข้าไปใกล้ตัวเขา ผมเลยไม่เห็นสเต็ปเท้า(การเคลื่อนไหว)
ผมตะโกน โชว์เขา โชว์เขา เพื่อผมจะได้เห็นและได้เรียนรู้(วิธีเต้นแบบนนั้น)

"GodFather of Soul" หรือ "เจ้าพ่อเพลงโซล-เจมส์ บราวน์" แรงบัลดาลใจ-ต้นแบบของ ราชันย์เพลงป็อป


เจ้าพ่อเพลงโซล - ราชันย์เพลงป็อบ บนเวทีเดียวกัน

Oprah: So he was a big mentor for you?
โอปราห์ : เรียกว่าเขาเป็นครูพี่เลี้ยงของคุณเลยใช่ไหม?

Michael: Phenomenal, phenomenal.
ไมเคิล : ที่สุดของที่สุด ยื่งใหญ่ครับ

Oprah: Who else was?
โอปราห์ : มีคนอื่นอีกไหม?

Michael: Jackie Wilson, who I adore as an entertainer, and of course music, Motown. The Bee Gees who are brilliant, I just love great music.
ไมเคิล : "แจ็คกี้ วิลสัน" ผมเทิดทูนเขาในฐานะศิลปินผู้สร้างความบันเทิง และแนวดนตรีในโมทาวน์(ค่ายเพลงยุคนั้น) และก็มี
วง "บีจี" เขาแจ่มมาก ผมชอบดนตรียิ่งใหญ่

...................................................

Episode 2 : กรณีสีผิว

Oprah: OK, then let's go to the thing that is most discussed about you, that is, the color of your skin...is most obviously different than when you were younger, and so I think it has caused a great deal of speculation and controversy as to what you have done or are doing, are you bleaching your skin, and is your skin getting lighter because you don't like being black
โอปราห์ : โอเค ไปเรื่องที่มีการกล่าวถึงกันมากเกี่ยวกับตัวคุณ, เรื่องสีผิว...มันแตกต่างอย่างชัดเจนมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน, มีการถกเถียง-คาดเดากันไปต่างๆนานาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าคุณไปทำอะไรมา, คุณไปฟอกผิวมาใช่ไหม คุณจึงขาวขนาดนี้ เหตุเพราะคุณไม่ชอบการเป็นคนดำใช่หรือไม่

Michael: Number one, as far as I know of there is no such thing as skin bleaching. I have never seen it, I don't know what it is
ไมเคิล : ประการแรก ผมไม่มีอะไรเกี่ยวกับการฟอกผิวเลย ผมไม่เคยเห็นไม่รู้ว่ามันคืออะไร

Oprah: Well they used to have those products, I remember growing up always hearing "always use bleach and glow", but you have to have about 300,000 gallons
โอปราห์ : ได้ยินมาตลอดว่า มีผลิตภัณฑ์ ใช้ฟอกให้ขาวขึ้น และคุณต้องใช้ถึงสามแสนแกลลอน.

Michael: OK, but number one, this is the situation. I have a skin disorder that destroys the pigmentation of my skin, it's something that I cannot help, OK? But when people make up stories that I don't want to be what I am it hurts me.
ไมเคิล : โอเค ประการแรก สถานะการณ์นี้ก็คือ ผมมีโรคผิวหนัง มันทำลายเซลล์เม็ดสีผิว(โรคชนิดหนึ่งที่ทำให้มีสีผิวไม่สม่ำเสมอบางส่วนขาวเป็นด่างคล้ายๆเกลื้อน) มันเป็นอะไรที่สุดวิสัย แต่เมื่อได้ยินคนพูดกันว่า ผมไม่ต้องการเป็นคนดำอย่างที่ผมเป็น...มันเป็นเรื่องทำร้ายจิตใจผมอย่างมาก


โรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่ทำให้มีสีผิวไม่สม่ำเสมอบางส่วนขาวเป็นด่างคล้ายเป็นเกลื้อน! คล้ายผิวที่โดนไฟ้ไหม้น้ำร้อนลวก!...ไมเคิลอ้างว่าเขาเคยเป็นโรคทำนองนี้ !! ประวัตศาสตร์การเปลี่ยนแปลงใบหน้าของ ไมเคิล แจ็คสัน!!

Oprah: So it is... โอปราห์ : แล้วมัน...

Michael: It's a problem for me that I can't control...but what about all the millions of people who sit out in the sun, to become darker, to become other than what they are. No one says nothing about that.
ไมเคิล : มันเป็นปัญหาที่ผมไม่สามารถควบคุมได้ แล้วเรื่องที่หลายล้านคนไปนั้งตากแดดเพื่อให้เข้มขึ้นล่ะ เขากลายเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ตัวเขา ไม่เห็นมีใครวิจารณ์เรื่องนี้เลย

Oprah: So when did this start? When did your...when did the color of your skin start to change?
โอปราห์ : นี้เริ่มขึ้นเมื่อไร ที่สีผิวของคุณเริ่มเปลี่ยน?

Michael: Oh boy, I don't....sometime after Thriller, around Off The Wall, Thriller, sometime around then.
ไมเคิล : โอ้! น้อง, ผมไม่...ประมาณช่วงหลังอัลบั้ม Thriller หรือ Off The Wall ประมาณช่วงนั้น

Oprah: But what did you think? โอปราห์ : แต่คุณคิดอะไร?

Michael: It's in my family, my father said it's on his side. I can't control it, I don't understand. I mean it makes me very sad. I don't want to go into my medical history because that is private, but that's the situation here.
มันอยู่ในครอบครัวของผม(เป็นกรรมพันธุ์) พ่อผมเคยบอกว่าเขาก็เป็น ผมไม่สามารถควบคุมมัน ผมไม่เข้าใจ ผมหมายถึงมันทำให้ผมเศร้ามาก ผมไม่อยากไปคุยในเรื่องที่ผ่านมาเกี่ยวกับการรักษาของผม เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่สถานะการณ์ก็เป็นอย่างนี้แหละ

ไมเคิล กับ พ่อ

Oprah: So OK, I just want to get this straight, you are not taking anything to change the color of your skin?
โอปราห์ : โอเค...ฉันแค่อยากจะเข้าใจมันแบบตรงไปตรงมา คุณไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการเปลี่ยนสีผิวของคุณเลยกระนั้นหรือ?

Michael: Oh God no, we tried to control it and using make-up evens it out because it makes blotches on my skin. I have to even out my skin. But you know what's funny, why is that so important? That's not important to me. I'm a great fan of art. I love Michaelangelo, if I had a chance to talk to him or read about him I would want to know what inspired him to become who he is, the anatomy of his craftsmanship, not about who he went out with last night....what's wrong with....I mean that's what is important to me.
ไมเคิล : โอ้พระเจ้า, ไม่นะครับ เราพยายามที่จะควบคุมมันและทำให้มันหายไป เพราะมันก่อให้เกิดตุ่มแผลบนผิวของผมด้วย ผมจำเป็นแม้ต้องลอกผิวออก แต่ทำไมมันประเด็นสำคัญขนาดนั้น? มันไม่ได้สำคัญอะไรต่อผมเลยนะ ผมเป็นคนชื่นชมติดตามงานศิลปะ ผมชอบ "ไมเคิล แองเจลโล" ถ้าผมมีโอกาสได้คุยกับเขาหรืออ่านเรื่องราวของเขา ผมอยากรู้ว่าอะไรดลใจให้เขาเป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่ได้, ฝีมือชั้นเซียนในเรื่องกายวิภาค, ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับว่า เขาออกไปกับใครเมื่อคืน...แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อ... ผมหมายความว่านั้นคือสิ่งที่สำคัญสำหรับผมมากกว่า.

Oprah: How much plastic surgery have you had?
โอปราห์ : คุณได้ทำศัลยกรรมพลาสติกมาแล้วกี่ครั้ง

Michael: Very, very little. I mean you can count on my two fingers. I mean let's say this, if you want to know about those things, all the nosey people in the world, read my book Moonwalk, it's in my book. You know, let's put it this way, if all the people in Hollywood who have had plastic surgery, if they went on vacation, there wouldn't be a person left in town.
ไมเคิล : น้อยมาก ผมหมายความว่า นับนิ้วได้เลย ผมหมายถึงถ้าคุณต้องการรู้เรื่องเหล่านี้, คนในโลกที่อยากรู้อยากเห็น, ให้ไปอ่านหนังสือของผม Moonwalker, หนังสือของผม คุณก็รู้ เอาอย่างนี้ดีกว่า, สมมุติว่าถ้าคนที่ทำศัลยกรรมพลาสติกทั้งหมดใน Hollywood ออกไปพร้อมๆกันในวันหยุด จะไม่มีใครเหลืออยู่ในเมืองนี้เลยนะ

Oprah: Mmmm, I think you might be right.
โอปราห์ : อืม, คุณอาจพูดถูก

Michael: I think I am right. It would be empty.
ไมเคิล : ใช่ผมพูดถูกต้อง มันจะโล่งไปเลย

Oprah: Did you start having plastic surgery because of those teen years because of not liking the way you looked?
โอปราห์ : คุณเริ่มทำศัลยกรรมเพราะว่าคุณไม่ชอบตัวคุณในแบบที่คุณเป็นเมื่อก่อนๆใช่ไหม?

Michael: No, not really. It was only two things. Really, get my book, it's no big deal.
ไมเคิล : ไม่ ไม่จริงๆ มันมีแค่สองอย่าง จริงๆ ไปอ่านหนังสือผมดู แต่มันไม่สำคัญอะไรเลย

Oprah: You don't want to tell me what it is? You had your nose done, obviously...
โอปราห์ : คุณไม่ต้องการบอกฉันว่ามันเป็นยังไง คุณไปทำจะจมูกมาแน่ มันชัดเจนมากนะค่ะ....

...................................................

Episode 3 : ทำไมต้องลูบเป้า?

Oprah: I have to ask you this, so many mothers in my audience have said to please ask you this question. Why do you grab your crotch?
โอปราห์ : ฉันจำเป็นต้องถามคุณ, บรรดาตัวแม่ท่านผู้ชมขอให้ถามคำถามนี้ ทำไมคุณต้อง(เต้น)ลูบเป้า?

Michael: (giggels) Why do I grab my crotch?
ไมเคิล : คิ๊กๆๆๆ(หัวเราะ) ทำไมผมลูบเป้า?

Oprah: You've got a thing with your crotch going on there.
โอปราห์ : เกี่ยวอะไรกับเป้าของคุณ

Michael: I think it happens subliminally. When you're dancing, you know, you are just interpreting the music and the sounds and the accompaniment. If there's a driving base, if there's a chello, if there's a string, you become the emotion of what the sound is. So if I'm doing a movement and I go "Bam" and I grab myself it's...it's the music that compels me to do it. It's not that I'm saying that I'm dying to grab down there and it's not in a great place, you don't think about it, it just happens. Sometimes I'll look back at the footage and I go...and I go, "Did I do that?", so I'm a slave to the rhythm,...yeah, OK
ไมเคิล : ผมว่ามันเกิดขึ้นแบบบริสุทธิ์ เมื่อคุณกำลังเต้น คุณกำลังแปลความของดนตรีและเสียงและได้คล้อยตามไป มีเสียงเบส มีเชลโล มีเครื่องสาย คุณก็จะกลายเป็นอารมณ์ที่เสียงนั้นเป็น ดังนั้นเมื่อผมกำลังเต้นและไปที่จุด "แบ้มมมม"(ทำเสียงดนตรี) ผมก็คว้าจับตัวผมเอง มันเป็น...มันเป็นเพราะดนตรีทำให้ผมทำเช่นนั้น มันไม่ได้หมายความว่า ผมคลั่งใคร่ชอบที่จะลูบคลำลงไปที่นั้น และมันก็ไม่ใช่จุดสำคัญอะไร, คุณอย่าไปคิดอะไรเกี่ยวกับมันให้มากเลย, มันแค่เกิดขึ้นมา บางครั้งผมก็กลับมาดูวิดีโอและผมเห็นผมไป...และผมไปกันใหญ่แล้ว ผมทำอย่างนั้นได้ไง, นั้นคือผมเป็นทาสของจังหวะดนตรีนะ..เย้,โอเค๊นะครับ

...................................................

Episode 4 : ที่มาท่าเต้นMoonwalk

ที่สุดของที่สุด! ตำนาน MoonWalker บันลือโลก!

Oprah: how you conceive the dance. Where did the moonwalk come from?
โอปราห์ : คุณคิดท่าเต้นยังไง...คุณได้ท่าMoonwalkมาจากไหน?

Michael: Well, the moonwalk came from these beautiful children, the black kids who live in the ghettos, the inner cities, who are brilliant, they just have that natural talent for dancing. Any of these new - the running man - any of these dances, theycome up with these dances, all I did was enhance the dance.
ไมเคิล : Moonwalker มาจากเด็กๆน่ารักเหล่านี้แหละ(ขณะสัมภาษณ์มีเด็กๆวิ่งเล่นอยู่รอบๆ) เป็นเด็กๆผิวดำอยู่ในภายในเมืองย่านชนกลุ่มน้อย(คนดำ) พวกเขาเจ๋งจริง พวกเขามีพรสวรรค์ในการเต้นออกมาตามธรรมชาติ เป็นอะไรที่สดใหม่มาก มันมาจากการเต้นเหล่านี้แหละ ผมเอามาพัฒนาต่อยอดอีกที

...................................................

Episode 5 : สูญเสียชีวิตในวัยเด็ก!

Michael: Well, especially now I come to realize - and then - I would do my schooling which was three hours with a tutor and right after that I would go to the recording studio and record, and I'd record for hours and hours until it's time to go to sleep. And I remember going to the record studio and there was a park across the street and I'd see all the children playing and I would cry because it would make me sad that I would have to work instead.
ไมเคิล : ครับโดยเฉพาะ ตอนนี้เมื่อผมย้อนนึกถึงเมื่อก่อน ผมจะต้องทำการบ้านประมาณ 3 ชั่วโมงกับติวเตอร์ และหลังจากนั้นผมจะไปที่ห้องบันทึกเสียง และจะต้องอัดเสียงเป็นเวลาหลายชั่วโมงไปจนถึงเวลาเข้านอน และผมจำได้ว่าที่ห้องบันทึกเสียงจะมีสวนอยู่ตรงข้ามอีกฟากของถนน และผมก็เห็นเด็กๆเล่นกัน ผมร้องไห้เพราะมันเศร้าจริงๆที่ผมกลับจะต้องมาทำงานแทน

Oprah: losing your childhood or having this kind of life?
โอปราห์ : เป็นการสูญเสียความเป็นเด็กหรือการมีชีวิตแบบนั้นหรือ?

ไมเคิลกับพี่น้องในวัยเยาว์ ในนาม "Jackson 5"

Michael: Well, you don't get to do things that other children get to do, having friends and slumber parties and buddies.There were none of that for me. I didn't have friends when I was little. My brothers were my friends.
ไมเคิล : ครับ กรณีคุณไม่เคยทำสิ่งที่เด็กๆเขาได้ทำกัน การมีเพื่อน การพักผ่อนการมีงานปาร์ตี้และมีคู่หู ผมไม่มีใครเลย ผมไม่มีเพื่อน มีแค่พี่น้องเท่านั้นที่เป็นเพื่อนผมเมื่อตอนยังเด็ก

Michael: ...because I didn't have it then, I compensate for that. People wonder why I always have children around, becasue I find the thing that I never had through them, you know Disneyland, amusement parks, arcade games. I adore all that stuff because when I was little it was always work, work, work from one concert to the next. If it wasn't a concert it was the recording studio, if it wasn't that it was TV shows or picture sessions. There was always something to do.
ไมเคิล : ผมไม่เคยมีชีวิตแบบนั้นเลย ผมชดเชยสิ่งที่ขาดหายไป คนทั่วไปคงประหลาดใจว่าทำไมผมจึงมักมีเด็กๆห้อมล้อมเสมอๆเพราะว่าชีวิตผมไม่เคยผ่านสิ่งเหล่านั้น คุณรู้จักดิสนีย์แลนด์ สวนสนุก ตู้เกมส์ ผมบูชาสิ่งเหล่านี้ เพราะเมื่อผมยังเด็ก ผมต้องทำงาน ทำงาน ทำงาน จากคอนเสิร์ตหนึ่งไปอีกคนเสิร์ตหนึ่ง ถ้าไม่มีคอนเสิร์ต ก็เข้าห้องอัดเสียง ถ้าไม่มีอะไรทำนองนั้นก็ไปออกรายการทีวี-ถ่ายภาพ มีภาระต้องทำตลอด...

ทำงานเป็นศิลปินนักร้องร่วมกับพี่น้องตั้งแต่เด็ก

Oprah: so I mean to all of us we thought this was the most wonderful thing in the world, who wouldn't have wanted that life?
โอปราห์ : ฉันว่า เราทุกคนคิดว่านี้เป็นสิ่งที่เป็นที่สุดแล้วในโลก ใครบ้างไม่ต้องการชีวิตแบบนั้น(หมายถึงการมีชื่อเสียงโด่งดัง)

Michael: It was wonderful, there's a lot of wonderment in being famous. I mean you travel the world, you meet people, you go places, it's great. But then there's the other side, which I'm not complaining about. There is lots of rehearsal and you have to put in a lot of your time, give a lot of yourself.
ไมเคิล : ครับมันน่าอัศจรรย์ มีหลายสิ่งที่น่าตื่นเต้นในการมีชื่อเสียงโด่งดัง ผมหมายถึงการได้ทัวร์ท่องโลก ได้เจอผู้คน ได้ไปที่ต่างๆมากมาย มันสุดยอดมากครับ แต่อีกด้านหนึ่งซึ่งผมไม่เคยโอดครวญให้ใครรู้ นั้นคือ คุณต้องมีการซ้อมอย่างมาก คุณต้องอุทิศเวลาของคุณ ต้องทุ่มเทตัวคุณลงไปอย่างหนัก.

...................................................

- ด้วยจิตคารวะ ขอจงไปสู่สุคติ -



.......

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2552

"จงหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ" Steve Jobs

"You've got to find what you love"

สุนทรพจน์ของ Steve Jobs CEO แห่งบริษัท Apple (เจ้าผลิตภัณฑ์เท่ห์ๆล้ำๆอย่าง ของ iPod, iPhone, Mac, ฯลฯ)แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2005 สุนทรพจน์เรียบง่ายพื้นๆ 3 บทในวันนั้น ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ ยังได้สร้างแรงบันดาลใจและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ ส่วนตัวมองว่า สุนทรพจน์ชุดนี้เป็นสุนทรพจน์คลาสสิคชุดหนึ่งที่ควรเผยแพร่ให้ปวงชน(ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ใช้ผลิตภัฑณ์ของ Apple นะ ฮึๆๆ)ได้ลิ้มรสและซึมซาบ โดยฉพาะ เยาวชนไทย...(แต่อย่าด่วนตัดสินใจ ลาออกเลิกเรียนกลางคันเลียนแบบ Jobs นะ โปรดใช้วิจารณญาน!)
ด้วยเนื้อหาเชิงปรุงเร้าให้มีหัวใจต่อสู้ไม่ท้อแท้ ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่น้อยใจในโชคชะตา ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์มีคุณค่า ยึดมั่นในจุดยืนของตัวตน เนื้อหาและความลุ่มลึกจัดอยู่ในระดับน้องๆ คัมภีร์ "ภควัทคีตา" ของ ฮินดู เลยทีเดียว!! (เกี่ยวกับ "ภัควัทคีตา" ดูบล็อคเรื่อง รบเถิดอรชุน)

......................................................................


I. บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การเชื่อมโยงของจุดต่างๆในชีวิต” (Connecting the dots)

เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัยเพราะได้ลาออกหลังจากเรียนใน Reed College ได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด

แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานไม่ต้องการเลี้ยงดูเขาและตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่าพ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobsเกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่าพวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรมซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของJobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobsให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobsได้เรียนมหาวิทยาลัย 17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนเลี้ยงดูเพียง 6 เดือน

ในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิตหมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออกเพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่าการตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขาไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้ แต่เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาจึงไม่มีห้องพักในหอพักและต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆสัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna อย่างไรก็ตามเขาก็ชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจและวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น เขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือนโดยเลือกเรียนตามความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป วิชาเหล่านั้นได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมาและหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (Calligraphy)

Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่าจะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปี หลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนและทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่รับลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่ง(รู้สึก Jobs จะฝังใจกับเรื่องนี้พอสมควร มีโอกาสเป็นแขวะแซว Bill Gates! ตลอด) ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลายหรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถหยั่งรู้การเชื่อมโยงจุดต่างๆของชีวิตหรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (Calligraphy) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบMac เขาสามารถเห็นการเชื่อมของจุดระหว่าง Calligraphy กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปเท่านั้น และในเมื่อไม่มีใครที่จะหยั่งรู้การเชื่อมโยงจุดต่างๆแต่ละจุดของช่วงชีวิตจะส่งผลต่อไปในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะเชื่อมโยงเข้าหาด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธายอบรับในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่.

......................................................................


II. บทเรียนชีวิตบทที่สอง "ความรักและการสูญเสีย" (love and loss.)

Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ(บุญธรรม) เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh อันเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ณ ขณะนั้น เพียงปีเดียว Jobs ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองมากับมือเมื่อมีอายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากการที่เขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพที่เขาเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหารบริษัท โดยกรรมการบริษัทเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา

Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตาและเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรต่อดีอยู่นานหลายเดือนและถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขาและเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทุ่มเทมาแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขาเพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา

ระหว่างช่วง 5 ปี หลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixarได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก ต่อมา Apple ได้มาซื้อ NeXT ทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้งและเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้นคือ เขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้น คุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ(You've got to find what you love) เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือคุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบและคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว

......................................................................


III. ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของ Jobs "ความตาย" (Death)

เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมาซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขาเขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมาซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆในชีวิตได้เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสียเพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อปีที่แล้ว(2004)เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียดก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริงแต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมาและทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปากเสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น

Jobs มองว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของชีวิต ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ ดังนั้นเวลาของคุณจึงมีจำกัดและอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยการครอบงำจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆมากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนา และสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร

Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษและเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ”

"Stay Hungry Stay Foolish"
......................................................................
(Transcript ต้นฉบับภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่ )

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

"จงต่อกรกับความไม่เท่าเทียมอันร้ายกาจ" Bill Gates

"Serving people who are suffering from the worst inequities"

สุนทรพจน์ของอภิมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก ที่ยิ่งรวยยิ่งทำบุญ! "Bill Gates"(เจ้าของ Microsoft : ผลิตภัณฑ์ software อย่าง Windows, MS offices, MSN, Hotmail ที่ทุกคนทั่วโลกต้องมีต้องใช้เป็นมาตรฐานประจำบ้านไปแล้ว) กล่าวในวันรับปริญญา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วันที่ 7 มิถุนายน 2007

อ่านสุนทรพจน์ของ Gates แล้ว นึกถึง คหบดีใจบุญยุคพุทธกาลท่านหนึ่ง ชื่อ "อนาถบิณฑิกเศรษฐี" รวยแล้วชอบทำบุญให้ทาน ทั้งให้ทานแก่คนยากจน การถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่างๆนานา จนกระทั้งทรัยพ์สินเงินทองที่เก็บสะสมไว้ลดน้อยลงไปโดยลำดับ ในที่สุดข้าวที่หุงถวายพระก็จำเป็นต้องใช้ข้าวปลายเกวียน กับข้าวก็เหลือเพียงน้ำผักเสี้ยนดอง ตนเองก็พลอยอดยากลำบากไปด้วย แต่ถึงกระนั้นเศรษฐีก็ยังไม่ลดละการทำบุญต่อไป...

ตามหลักกรรมของ พุทธศาสนา แล้ว "เหตุที่คนเกิดมาร่ำรวย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และบริจาคทานด้วยจิตบริสุทธิ์สม่ำเสมอตั้งแต่ชาติปางก่อน หรือในชาติปัจจุบัน"

ถึงแม้บิล เกตส์ ยังไม่ถึงขั้น ทำบุญจนสมบัติหร่อยหรอย ตนเองต้องพลอยลำบากเยี่ยง อนาถบิณฑิกเศรษฐี (อาจเป็นเพราะ สมบัติเงินทองมีมากกว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี หลายล้านเท่ากระมัง เลยไม่ร่อยหรอง่ายๆ ฮึ ๆ ๆ ) แต่ก็นับว่าเป็นตัวอย่างเศรษฐีที่น่าชื่นชมและให้ความเคารพท่านหนึ่ง ที่รวยแล้วมีสำนึกในการบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือผู้ยากไร้ หาหนทางในการลดความไม่เท่าเทียมในสังคม รู้จักหยุดรู้จักพอ...(ไม่เหมือนเศรษฐีบางจำพวกที่ยิ่งรวยกลับยิ่งไม่รู้จักพอ นอกจากไม่คิดช่วยเหลือเผื่อแผ่ซ้ำยิ่งใช้ความรวยเอาเปรียบเบียดเบียนสังคม! หรือไม่ก็มัวแต่สาละวนกับการแข่งวาสนาเบ่งบารมี อิจฉาริษยาเกิดศึกสายเลือดแย่งชิงสมบัติกันเอง...เวร!)

..............................................................

สุนทรพจน์วันรับปริญญาบัณฑิตใหม่ โดย Bill Gates ณ Harvard University
June 11th, 2007.

"ท่านอธิการบดีบ็อค ท่านอดีตอธิการบดีรูเดนสไตน์ ท่านอธิการบดีใหม่เฟาส์ต์ ท่านสมาชิกสภาฮาร์วาร์ด สภาตรวจสอบ คณาจารย์ ผู้ปกครอง และโดยเฉพาะบัณฑิตทุกคนในที่นี้

ผมรอนานกว่า 30 ปีเพื่อจะพูดว่า “พ่อครับ ผมบอกพ่อเสมอว่าผมจะกลับมาเรียนให้จบ”

ผมอยากขอบคุณฮาร์วาร์ดสำหรับเกียรติประวัติที่มาถูกเวลาในครั้งนี้ ผมกำลังจะเปลี่ยนงานในปีหน้า และก็เป็นเรื่องดีที่จะมีปริญญาตรีบนประวัติย่อของผมเสียที

ผมชื่นชมบัณฑิตทั้งหลายในวันนี้ที่เดินทางสายตรงกว่าผมในการไขว่คว้าปริญญา สำหรับตัวผมเอง ผมแค่มีความสุขที่ เดอะ คริมสัน (The Harvard Crimson : หนังสือพิมพ์นักศึกษาประจำมหาวิทยาลัย) เรียกผมว่า “ดร็อปเอ้าท์ผู้ประสบความสำเร็จที่สุดของฮาร์วาร์ด” ผมว่าตำแหน่งนี้ทำให้ผมเป็นตัวแทนนักเรียนรุ่นพิเศษ…ผมประสบความสำเร็จที่สุดในบรรดานักเรียนที่เรียนไม่จบ

แต่ผมก็อยากให้คนรู้จักผมด้วยในฐานะคนที่หว่านล้อมให้ สตีฟ บาลเมอร์(เพื่อนผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft กับ คนสำคัญ) ลาออกกลางคันระหว่างเรียนปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ผมเป็นอิทธิพลที่แย่มากๆ นั่นคือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยเชิญผมมาพูดในงานรับปริญญาของพวกคุณ ถ้าผมพูดในงานรับน้องใหม่ ป่านนี้พวกคุณหลายคนก็คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้

ฮาร์วาร์ดเป็นประสบการณ์อันมหัศจรรย์มากสำหรับผม ผมพบว่าชีวิตในโลกวิชาการนั้นมีเสน่ห์ ผมเคยไปนั่งฟังเลคเชอร์หลายวิชาที่ผมไม่ได้ลงทะเบียน และชีวิตในหอพักก็สุดยอด ตอนนั้นผมอยู่หอเคอร์เรียร์ (Currier House) ซึ่งอยู่ในบริเวณของวิทยาลัยแรดคลิฟ ตอนกลางคืนดึกๆ หลายคนจะมานั่งคุยกันในห้องผม เพราะทุกคนรู้ว่าผมไม่เคยห่วงว่าจะตื่นเช้าไม่ได้ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมผมกลายเป็นผู้นำของกลุ่มคนที่ไม่เข้าสังคม เราเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างเหตุผลให้กับการที่เราไม่คบกับพวกที่เข้าสังคมเก่งๆ

แรดคลิฟเป็นถิ่นที่น่าอยู่มากๆ เพราะมีผู้หญิงอยู่แถวนั้นมากกว่า แล้วนักเรียนชายแถวนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเก่งวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ สองอย่างนี้รวมกันทำให้ผมมีโอกาสดีที่สุด พวกคุณคงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร นั่นคือจุดที่ผมได้รับบทเรียนอันน่าเศร้าว่า การปรับปรุงแต้มต่อของคุณไม่ได้เป็นหลักประกันความสำเร็จ

หนึ่งในความทรงจำที่แจ่มชัดที่สุดของผมเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 1975 เมื่อผมหมุนโทรศัพท์จากหอ ไปหาบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองอัลบูเคอร์คี (Albuquerque) ที่กำลังเริ่มผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกๆ ของโลก ผมโทรไปเสนอขายโปรแกรมให้พวกเขา

ผมกังวลว่าพวกเขาจะวางหูเมื่อรู้ว่าผมเป็นแค่นักเรียนที่โทรมาจากหอ แต่พวกเขาก็บอกผมแค่ “เรายังไม่พร้อม อีกเดือนนึงค่อยมาหาเรา” ซึ่งนั่นก็เป็นข่าวดี เพราะเรายังไม่ได้เริ่มเขียนโปรแกรมอะไรเลย นับจากวันนั้น ผมทำงานทั้งวันทั้งคืนกับโครงการพิเศษเล็กๆ ชิ้นนี้ ที่กลายเป็นจุดจบของการศึกษาในมหาวิทยาลัยของผม และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันแสนวิเศษกับไมโครซอฟท์

สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำที่สุดเกี่ยวกับฮาร์วาร์ด คือการได้อยู่ท่ามกลางพลังงานและพลังสมองอันมหาศาล มันทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวา ประหม่า และบางครั้งก็ท้อแท้ แต่ไม่เคยหยุดท้าทาย มันเป็นสิทธิพิเศษอันน่าทึ่ง และถึงแม้ว่าผมจะออกจากโรงเรียนกลางคัน ประสบการณ์ในฮาร์วาร์ด มิตรภาพที่ผมสร้าง และไอเดียต่างๆ ที่ผมค้นคว้าระหว่างเรียนหนังสือก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวผมไป

แต่เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นอย่างจริงจัง … ผมก็มีเรื่องเสียดายมากๆ เรื่องหนึ่ง

ผมออกจากฮาร์วาร์ดโดยไม่เคยตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมกันอันร้ายแรงในโลกนี้ ความเหลื่อมล้ำอันน่าตระหนกของสุขภาพ ความร่ำรวย และโอกาสอันกดทับให้คนหลายล้านคนต้องใช้ชีวิตอย่างสิ้นหวัง ฮาร์วาร์ดสอนผมมากมายเกี่ยวกับไอเดียใหม่ๆ ในเศรษฐศาสตร์และการเมือง ผมได้รับรู้เรื่องราวของความก้าวหน้าใหม่ๆ ในแวดวงวิทยาศาสตร์

แต่ความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติไม่ได้อยู่ที่การค้นพบใหม่ๆ หากอยู่ที่การใช้การค้นพบเหล่านั้นในทางที่ช่วยลดทอนความไม่เท่าเทียม ไม่ว่าจะด้วยกระบวนการประชาธิปไตย การศึกษาภาครัฐที่เข้มแข็ง ระบบประกันสุขภาพที่ได้คุณภาพ หรือด้วยการมอบโอกาสทางเศรษฐกิจ การลดระดับความไม่เท่าเทียมในโลก คือความสำเร็จอันสูงสุดของมนุษย์

ผมออกจากมหาวิทยาลัยโดยแทบไม่รู้เลยว่า เยาวชนหลายล้านคนถูกโกงโอกาสด้านการศึกษาในประเทศของเรานี่เอง และผมก็ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนหลายล้านคนที่อยู่กับความแร้นแค้นเหนือคำบรรยายและโรคร้ายต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนา เวลาผ่านไปหลายสิบปี กว่าผมจะรู้เรื่องนี้

น้องๆ บัณฑิตทุกคนมาเรียนที่ฮาร์วาร์ดในยุคที่ไม่เหมือนเดิม พวกคุณรู้ดีเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมในโลกของเรา มากกว่านักเรียนรุ่นก่อนๆ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ผมหวังว่าพวกคุณจะได้มีโอกาสระลึกได้ว่า ในยุคของเราที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เรามีพร้อมแล้วทั้งโอกาส และความสามารถที่จะจัดการและกำจัดความไม่เท่าเทียมกันเหล่านั้น

ลองคิดดูว่า ถ้าคุณมีเวลาว่างไม่กี่ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์ และมีเงินไม่กี่เหรียญต่อเดือนที่จะอุทิศให้กับการช่วยสังคมในด้านใดด้านหนึ่ง และคุณก็อยากใช้เวลาและเงินไปกับสิ่งที่จะทำความแตกต่างให้มากที่สุดในการช่วยชีวิตและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คน คุณจะเอาเวลาและเงินไปทำอะไร?

ผมและเมลินดา(ภรรยา)ก็เผชิญกับความท้าทายข้อเดียวกัน มีวิธีใดบ้างที่ทำให้เราสามารถช่วยคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยทรัพยากรที่เรามีอยู่?

ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องคำถามข้อนี้ เมลินดากับผมก็ได้อ่านบทความเกี่ยวกับเด็กจำนวนหลายล้านคนในประเทศยากจนที่ตายทุกปีจากโรคร้ายที่ไม่เป็นพิษภัยมานานแล้วในประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นโรคหัด มาเลเรีย ปอดบวม ตับอักเสบ และไข้เหลือง โรคชนิดหนึ่งที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนคือ rotavirus กำลังคร่าชีวิตเด็กๆ กว่าครึ่งล้านคนในแต่ละปี ในจำนวนนี้ไม่มีเด็กอเมริกันแม้แต่หนึ่งคน

เราทั้งคู่รู้สึกช็อคมาก เราเคยคิดเอาเองว่า ถ้าเด็กหลายล้านคนกำลังจะตาย และมีหนทางที่จะช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้ โลกของเราก็ต้องให้ความสำคัญกับการค้นพบและนำส่งยาไปช่วยชีวิตพวกเขาเป็นอันดับแรก แต่โลกของเราไม่ได้ทำแบบนี้ มีวิธีการมากมายที่มีต้นทุนต่ำกว่า 1 เหรียญสหรัฐที่จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ แต่กลับไม่มีใครใช้

ถ้าคุณคิดว่าชีวิตทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน มันก็เป็นเรื่องน่าสะอิดสะเอียนมากๆที่ได้รู้ว่า มีคนมองชีวิตคนบางคนว่า คุ้มค่า ที่จะช่วยเหลือ และมองว่าอีกหลายคน ไม่คุ้มค่า เราบอกตัวเองว่า “เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันก็สมควรเป็นเป้าหมายหลักของการให้ของเรา”

ดังนั้นเราจึงเริ่มงานของเราจากจุดเดียวกับทุกคนในที่นี้ คือด้วยการตั้งคำถามว่า “โลกเรากำลังปล่อยให้เด็กๆ เหล่านี้ตายได้อย่างไร?”

คำตอบที่เราค้นพบเป็นคำตอบที่เรียบง่ายและโหดร้าย ระบบตลาดไม่มอบประโยชน์ใดๆ ให้กับการช่วยชีวิตเด็กเหล่านี้ และรัฐบาลทั่วโลกก็ไม่ให้เงินอุดหนุน เด็กๆ จึงต้องตายเพราะพ่อแม่ของพวกเขาไม่มีอำนาจต่อรองในตลาด และไม่มีสิทธิมีเสียงในระบบ

แต่พวกคุณและผมมีทั้งสองอย่าง

เราสามารถทำให้พลังของตลาดทำงานในทางที่ช่วยเหลือผู้ยากไร้มากขึ้น ถ้าเราสามารถพัฒนาทุนนิยมที่สร้างสรรค์กว่าเดิม ถ้าเราสามารถขยับขยายพรมแดนของระบบตลาด ให้คนจำนวนมากกว่าเดิมสามารถทำกำไรได้ หรืออย่างน้อยก็เอาตัวรอดได้ในทางที่ รับใช้ผู้ยากไร้ที่กำลังเดือดร้อนจาก ความไม่เท่าเทียมอันร้ายกาจที่สุด(The worst inequities) นอกจากนั้น เราก็ยังสามารถกดดันรัฐบาลทั่วโลกให้ใช้เงินภาษีไปในทางที่สะท้อนคุณค่าต่างๆ ที่ผู้เสียภาษีเหล่านั้นให้ความสำคัญ อย่างดีขึ้นกว่าเดิม

ถ้าเราสามารถค้นพบวิธีการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ยากไร้ ในทางทำให้ภาคธุรกิจมีกำไร และนักการเมืองได้คะแนนนิยม ก็เท่ากับว่าเราได้ค้นพบ วิถีอันยั่งยืน แห่งการลดระดับความไม่เท่าเทียมกันในโลกนี้ ภารกิจนี้เป็นภารกิจเปิดซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด แต่ความพยายามร่วมกันของทุกฝ่ายในการรับมือกับความท้าทายครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโลก

ผมมองโลกในแง่ดีว่าเราสามารถทำเรื่องนี้ได้ แต่ผมก็ได้คุยกับคนขี้สงสัยหลายคนที่อ้างว่า เราไม่มีความหวัง พวกเขาบอกว่า “ความไม่เท่าเทียมกันอยู่กับเรามาตั้งแต่แรก และจะอยู่กับเราไปจนถึงจุดจบของสังคมมนุษย์ เพราะคนทั่วไปไม่มีความห่วงใยในเรื่องนี้เลย” แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง

ผมเชื่อว่า เรามีความห่วงใยเกินกว่าความรู้ว่าจะทำอะไรกับมัน

เราทุกคนในสนามแห่งนี้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ต้องเคยเห็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เราหัวใจสลาย แต่แล้วเราก็ไม่ทำอะไร ไม่ใช่เพราะเราไม่สนใจ แต่เพราะเราไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ถ้าเรารู้ว่าเราจะช่วยได้อย่างไร เราก็จะต้องทำแน่ๆ

สิ่งที่กีดขวางความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ความห่วงใยที่มีไม่พอ หากเป็นความซับซ้อนที่มีมากเกินไป

ก่อนที่เราจะแปลงความห่วงใยให้เป็นการกระทำได้ เราต้องมองเห็นปัญหา มองเห็นวิธีแก้ไข และมองเห็นผลกระทบ แต่ความซับซ้อนต่างๆ กีดขวางขั้นตอนทั้งสามนี้

แม้ว่าตอนนี้เราจะมีอินเทอร์เน็ตและข่าวให้ดูตลอด 24 ชั่วโมง มันก็ยังเป็นเรื่องซับซ้อนที่จะทำให้คนมองเห็นปัญหาจริงๆ เมื่อไรก็ตามที่เครื่องบินตก เจ้าหน้าที่รัฐก็จัดงานแถลงข่าวทันที เพื่อให้คำมั่นสัญญาว่าจะสอบสวนหาสาเหตุ และป้องกันเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐมีความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาจริงๆ พวกเขาจะพูดว่า “ในบรรดาคนทั้งหมดในโลกนี้ที่ต้องตายในวันนี้จากสาเหตุที่ป้องกันได้ คนจำนวนกึ่งหนึ่งในหนึ่งเปอร์เซ็นต์อยู่ในเครื่องบินลำที่ตก เราจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อแก้ปัญหาที่ทำให้คนจำนวนกึ่งหนึ่งในหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้นต้องเสียชีวิต”

ปัญหาที่ใหญ่กว่าไม่ใช่เครื่องบินตก แต่เป็นจำนวนคนตายหลายล้านคนที่ป้องกันได้

เราไม่ค่อยได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับความตายของพวกเขา เพราะสื่อมวลชนนำเสนอเฉพาะข่าวใหม่ๆ คนหลายล้านคนที่กำลังจะตายไม่ใช่ข่าวใหม่ ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะมองข้าม แต่ถึงแม้เมื่อเรามองเห็นหรืออ่านพบ ก็เป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสนใจไว้ที่ปัญหานี้ เพราะเป็นเรื่องยากที่จะมองความทุกข์ยากที่ซับซ้อนจนเราไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ฉะนั้นเราจึงเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

ถ้าเราได้ผ่านพ้นขั้นตอนแรกคือมองเห็นปัญหาจริงๆ ไปแล้ว เราก็จะมาถึงขั้นที่สอง นั่นคือ ฝ่าฟันความซับซ้อนเพื่อหาทางแก้ไข

การหาวิธีแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่เราไม่ทำไม่ได้ ถ้าเราต้องการทำให้ความห่วงใยของเราเกิดประโยชน์จริงๆ ถ้าเรามีคำตอบที่ชัดเจนและพิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นผล ทุกครั้งที่องค์กรหรือปัจเจกชนถามว่า “เรา/ฉันจะช่วยได้อย่างไร?” เราก็จะสามารถลงมือปฏิบัติได้ ทำให้พลังความห่วงใยในโลกไม่สูญเปล่า แต่ความสลับซับซ้อนของปัญหาทำให้เป็นเรื่องยากที่จะวางขั้นตอนปฏิบัติสำหรับคนที่ห่วงใย และนั่นทำให้ความห่วงใยของพวกเขาไม่ค่อยก่อให้เกิดประโยชน์

การฝ่าฟันความซับซ้อนเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหามีทั้งหมดสี่ขั้นตอน กล่าวคือ การกำหนดเป้าหมาย การหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด การหาเทคโนโลยีในอุดมคติสำหรับวิธีนั้นๆ และการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดมาใช้ไปพลางๆ ก่อน ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่ซับซ้อน เช่น ยารักษาโรค หรือผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย เช่น มุ้ง

ตัวอย่างหนึ่งของขั้นตอนเหล่านี้คือปัญหาโรคเอดส์ แน่นอน เป้าหมายกว้างๆ ของเราคือการกำจัดโรคนี้ไปจากโลก วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการป้องกันโรคเอดส์ เทคโนโลยีในอุดมคติคือวัคซีนที่ให้ภูมิคุ้มกันตลอดชีวิตหลังการฉีดเพียงหนึ่งครั้ง นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาล บริษัทยา และมูลนิธิต่างๆ ให้เงินสนับสนุนการวิจัยวัคซีน แต่งานของพวกเขาน่าจะใช้เวลานานกว่าสิบปีจึงจะสำเร็จ ดังนั้นในระหว่างนี้ เราจึงต้องทำในสิ่งที่เราทำได้ และวิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่ตอนนี้คือ การโน้มน้าวให้คนหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

การบรรลุเป้าหมายด้านการป้องกันดังกล่าวแปลว่าเราต้องเริ่มวงจรที่มีสี่ขั้นตอนขึ้นใหม่ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่หยุดคิดหรือหยุดทำงาน และไม่ทำแบบเดียวกับที่เราเคยทำกับปัญหาโรคมาเลเรียและวัณโรคในยุคศตวรรษที่ 20 นั่นคือ ยอมแพ้ต่อความซับซ้อนและเลิกล้มความพยายามที่จะแก้ปัญหา

ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่มองเห็นปัญหาและค้นพบวิธีแก้ไขแล้ว คือการวัดผลกระทบจากงานของคุณ และแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลว คนอื่นๆ จะได้เรียนรู้จากความพยายามของคุณได้

แน่นอน นั่นหมายความว่าคุณต้องเก็บสถิติ คุณต้องแสดงผลให้ได้ว่า โครงการของคุณกำลังช่วยให้เด็กหลายล้านคนได้รับการฉีดวัคซีน คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าเด็กๆ ที่ใกล้ตายจากโรคร้ายเหล่านั้นมีจำนวนลดลง นี่เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่เพราะมันจะช่วยให้คุณปรับปรุงโครงการนี้ได้เท่านั้น แต่สถิติเหล่านี้จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนอีกมากจากภาคธุรกิจและภาครัฐ

แต่ถ้าคุณอยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นมีส่วนร่วม คุณต้องแสดงมากกว่าตัวเลข คุณต้องสื่อสารผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากงานของคุณ คนอื่นๆ จะได้รู้สึกว่า การช่วยชีวิตคนหนึ่งคนนั้น มีความหมายต่อครอบครัวของเขาอย่างไร

ผมจำได้ว่าผมเคยไปที่เมืองดาวอสหลายปีมาแล้ว เพื่อร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับอนามัยโลกที่กำลังอภิปรายเรื่องวิธีช่วยชีวิตคนหลายล้านคน หลายล้าน! ลองคิดถึงความรู้สึกอิ่มใจจากการได้ช่วยชีวิตคนเพียงหนึ่งคน แล้วก็คูณความรู้สึกนั้นด้วยหลักล้าน… แต่แล้ว งานนั้นก็กลับเป็นงานสัมมนาที่น่าเบื่อที่สุดในชีวิตของผม มันน่าเบื่อเสียจนขนาดผมก็ทนอยู่ไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ผมจดจำประสบการณ์ครั้งนั้นได้แม่นก็คือ ผมเพิ่งกลับมาจากงานของบริษัทที่เราจัดเพื่อเปิดตัวเวอร์ชั่น 13 ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งของเรา และในงานนั้นผู้คนมากมายก็กระโดดขึ้นลงและตะโกนด้วยความตื่นเต้น ผมชอบทำให้คนรู้สึกตื่นเต้นเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่เหตุใดเราจึงไม่สามารถทำให้คนตื่นเต้นยิ่งกว่านั้นอีก ที่ได้ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์?

คุณไม่สามารถทำให้ใครตื่นเต้นกับอะไรได้ จนกว่าคุณจะช่วยให้พวกเขามองเห็นและรู้สึกได้ถึงผลกระทบ และวิธีที่คุณจะทำอย่างนั้นได้ก็เป็นคำถามที่ซับซ้อนข้อหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองโลกในแง่ดีอยู่ ใช่ ความไม่เท่าเทียมกันอยู่กับเรามาแล้วนานชั่วนิรันดร์ แต่เครื่องมือใหม่ๆ ที่ตอนนี้เรามีใช้เพื่อฝ่าฟันและลดทอนความซับซ้อนนั้นไม่ได้อยู่กับเรามาตลอด เครื่องมือเหล่านั้นเป็นของใหม่ ของที่จะช่วยให้ความห่วงใยของเราเกิดประโยชน์สูงสุดได้ และนั่นคือเหตุผลที่อนาคตจะแตกต่างจากอดีตได้

นวัตกรรมใหม่ๆ ที่มอบความหมายให้กับยุคของเรา ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ คอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ต กำลังมอบโอกาสที่เราไม่เคยมีมาก่อน ในการกำจัดความแร้นแค้นในโลกและป้องกันความตายจากโรคร้ายแรงที่ป้องกันได้

เมื่อหกสิบปีที่แล้ว จอร์จ มาร์แชล {George Marshall ผู้นำกองทัพบกอเมริกันสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ออกแบบแผนการฟื้นฟูทวีปยุโรปที่ได้รับการขนานนามว่า ‘แผนมาร์แชล’ (The Marshall Plan) ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 1953} มากล่าวสุนทรพจน์ในงานวันรับปริญญาที่นี่ และประกาศแผนที่จะช่วยเหลือประเทศในทวีปยุโรปหลังสงคราม เขากล่าวว่า “ผมคิดว่าความยากลำบากประการหนึ่งคือ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนมากเสียจนข้อเท็จจริงที่สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุนำเสนอต่อประชาชน ทำให้คนทั่วไปเข้าใจสถานการณ์จริงๆ ได้ยาก เมื่อเฝ้าดูจากระยะทางที่ห่างไกลขนาดนี้ (ระหว่างอเมริกากับยุโรป) แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเข้าใจความสำคัญของสถานการณ์จริงๆ”

สามสิบปีหลังจากที่มาร์แชลกล่าวสุนทรพจน์ เมื่อนักศึกษารุ่นเดียวกับผมรับปริญญาโดยไม่มีผม เทคโนโลยีที่จะทำให้โลกเล็กลง เปิดกว้างยิ่งขึ้น มองเห็นเด่นชัดกว่าเดิม และใกล้กันมากกว่าเดิมก็กำลังอุบัติขึ้น

กำเนิดของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลราคาถูกทำให้เกิดเครือข่ายอันทรงพลัง ที่ได้เปลี่ยนแปลงโอกาสในการเรียนรู้และติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์

สิ่งที่มหัศจรรย์มากๆ เกี่ยวกับเครือข่ายนี้คือ มันไม่เพียงแต่ย่นระยะทางและทำให้ทุกคนกลายเป็นเพื่อนบ้านของคุณเท่านั้น แต่มันยังเพิ่มจำนวนผู้ชาญฉลาดที่สามารถร่วมมือกันแก้ปัญหาเดียวกัน ซึ่งทำให้อัตราการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง

ในขณะเดียวกัน คนที่เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มีจำนวนเพียงหนึ่งในหกของประชากรโลกเท่านั้น นั่นหมายความว่ามันสมองอันสร้างสรรค์มากมายต้องถูกกีดกันออกนอกวงอภิปราย คนฉลาดที่มีทั้งปัญญาที่ใช้ได้ในโลกแห่งความจริงและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ผู้ไม่มีเทคโนโลยีที่จะลับพรสวรรค์หรือแบ่งปันไอเดียให้โลกรู้

เราต้องการให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ เพราะความเจริญก้าวหน้าเหล่านี้กำลังก่อการปฏิวัติในสิ่งที่มนุษย์เราสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเหลือไม่แต่เฉพาะรัฐบาลในประเทศต่างๆ แต่ยังช่วยให้มหาวิทยาลัย บริษัทเอกชน องค์กรเล็กๆ และแม้กระทั่งคนธรรมดา ได้มองเห็นปัญหา มองเห็นวิธีการแก้ไข และวัดผลของความพยายามของพวกเขาที่จะกำจัดความหิวโหย ความยากจน และความสิ้นหวังที่ จอร์จ มาร์แชล พูดถึงเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

สมาชิกครอบครัวฮาร์วาร์ดทุกท่าน สนามแห่งนี้คือหนึ่งในศูนย์รวมของพรสวรรค์ทางปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เพื่ออะไรกัน?

ไม่ต้องสงสัยว่าคณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษา และผู้อุปถัมภ์ของฮาร์วาร์ดจะไม่ใช้อำนาจและพลังของพวกเขาในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเพื่อนมนุษย์ในประเทศนี้และทั่วโลก แต่เราจะทำให้ดีกว่าเดิมได้หรือเปล่า? ฮาร์วาร์ดจะทุ่มเทมันสมองเพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อของสถาบันแห่งนี้ได้หรือไม่?

ผมมีคำวิงวอนข้อหนึ่งที่อยากจะร้องขอต่อท่านอธิการบดีและเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ผู้เป็นผู้นำทางความคิดของฮาร์วาร์ด ในขณะที่พวกท่านจ้างอาจารย์ใหม่ มอบตำแหน่ง ทบทวนหลักสูตร และกำหนดเงื่อนไขของการมอบปริญญาบัตร กรุณาถามกันเองว่า:

เราควรทุ่มเทมันสมองที่ดีที่สุดของเราให้กับการแก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดหรือไม่? ฮาร์วาร์ดควรสนับสนุนให้คณาจารย์พุ่งเป้าไปที่ความไม่เท่าเทียมกันที่ร้ายแรงที่สุดในโลกหรือไม่? ควรหรือไม่ที่นักศึกษาฮาร์วาร์ดจะได้เรียนเกี่ยวกับความเข้มข้นของความยากจนในโลก …ความอดอยากอันแพร่หลาย …ปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มที่สะอาด …เด็กผู้หญิงที่ไม่ได้ไปโรงเรียน …เด็กๆ ที่ตายจากโรคร้ายที่เรารักษาได้? ควรหรือไม่ที่กลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์ที่สุดในโลก จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของกลุ่มคนที่ไร้สิทธิที่สุด?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่การเล่นสำนวน แต่เป็นสิ่งที่จะต้องตอบด้วยนโยบายของพวกท่าน

แม่ของผม คนที่ภาคภูมิใจมากในวันที่ผมเข้าฮาร์วาร์ดได้ ไม่เคยหยุดผลักดันให้ผมทำงานเพื่อคนอื่นให้มากกว่าเดิม ไม่กี่วันก่อนงานแต่งงานของผม แม่จัดงานเลี้ยงให้เจ้าสาว และในงานนั้นแม่ก็อ่านจดหมายที่เขียนขึ้นให้เมลินดาให้แขกฟัง ตอนนั้นแม่ผมป่วยหนักด้วยโรคมะเร็ง แต่แม่ก็เห็นโอกาสที่จะเผยแพร่สารของแม่ จดหมายฉบับนั้นลงท้ายด้วยประโยคว่า “คนที่ได้รับอะไรไปมาก ย่อมถูกคาดหวังว่าจะให้มากเช่นกัน” (From those to whom much is given, much is expected)

เมื่อพวกคุณลองคิดถึงสิ่งที่พวกเราทุกคนในสนามแห่งนี้ได้รับ ไม่ว่าจะในด้านพรสวรรค์ อภิสิทธิ์ และ โอกาส พวกคุณก็จะเห็นว่าสิ่งที่โลกนี้ควรคาดหวังจากเรานั้น แทบไม่มีข้อจำกัดใดๆ เลย

เพื่อให้สอดคล้องกับความหวังของยุคนี้ ผมอยากจะกระตุ้นให้บัณฑิตทุกคนในที่นี้ครุ่นคิดถึงปัญหาที่ซับซ้อน ประเด็นที่เกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันอันฝังรากลึกซึ้ง จนกลายเป็นผู้ชำนาญเฉพาะด้านในเรื่องนั้นๆ ถ้าคุณทำให้เรื่องนั้นเป็นโฟกัสของอาชีพการงานได้ นั่นจะเป็นเรื่องวิเศษมากๆ แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเพื่อทำตัวให้เป็นประโยชน์ คุณเพียงแต่ต้องใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ใช้พลังของอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ทันข่าวสารข้อมูล ค้นหาคนอื่นๆ ที่มีความสนใจตรงกัน มองเห็นสิ่งกีดขวางต่างๆ และหาทางที่จะฝ่าฟันมันออกไป

อย่าปล่อยให้ความซับซ้อนหยุดคุณไว้กับที่ จงทำตัวเป็นนักเคลื่อนไหว จงต่อกรกับความไม่เท่าเทียมอันร้ายกาจ การทำแบบนี้จะกลายเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่งในชีวิตคุณ

บัณฑิตทั้งหลาย พวกคุณกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในยุคอันน่าอัศจรรย์ ในขณะที่คุณกำลังจะลาจากฮาร์วาร์ด คุณมีเทคโนโลยีที่สมาชิกของคนรุ่นผมไม่เคยมี คุณมีความสำนึกในความไม่เท่าเทียมกันระดับโลก สำนึกซึ่งพวกเราไม่เคยมี และสำนึกเช่นนั้นก็น่าจะทำให้คุณมีมโนธรรมที่เปี่ยมไปด้วยความรู้ มโนธรรมที่จะคอยกวนใจคุณ ถ้าคุณทอดทิ้งเพื่อนมนุษย์ที่คุณสามารถช่วยเหลือได้ด้วยความพยายามเพียงน้อยนิด คุณมีมากกว่าที่พวกเรามี คุณจะต้องเริ่มเร็วขึ้น และทำงานนี้ไปนานขึ้น

เมื่อคำนึงถึงสิ่งที่คุณรู้ คุณจะไม่ทำเช่นนั้นได้อย่างไร?

ผมหวังว่า พวกคุณจะกลับมาที่ฮาร์วาร์ดในอีก 30 ปีข้างหน้า และครุ่นคิดถึงสิ่งที่พวกคุณทำด้วยพรสวรรค์และพลังงานที่มี ผมหวังว่า คุณจะวัดตัวเองไม่ใช่ด้วยความสำเร็จในอาชีพการงานเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยระดับผลสำเร็จของความพยายามที่จะลดทอนความไม่เท่าเทียมกันที่ฝังรากลึกที่สุดในโลก …ด้วยระดับความดีที่คุณทำต่อเพื่อนมนุษย์ในอีกซีกโลกหนึ่ง ผู้ไม่มีอะไรเหมือนกับคุณเลยยกเว้นความเป็นมนุษย์."

"โชคดีครับ." Bill Gates

..............................................................
(สนใจ Transcript ต้นฉบับภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่)