วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2552

มึงสิไปตายไสกะไปโลด!

อย่างเพิ่งตกใจ ไม่ได้ตั้งใจจะด่าใคร... :)
อากาศร้อนๆ การเมืองร้อนๆจนเลือดตกยางออก มาฟังเพลงพักยกทดเวลาบาดเจ็บกันหน่อยดีกว่า

"เพลง" นอกจากฟังเพื่อความบันเทิงเพลินๆแล้ว บางเพลงก็สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนและสภาพวิถีชีวิตความเป็นไปของสังคมนั้นๆในภาพกว้างๆได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

อย่างเพลงฮิตล่าสุด "ดาวมหาลัย" ของ สาวมาด เมกะแดนซ์ เพลงติดดินสนุกๆขำๆเจ็บๆถูกใจมหาชนฮาร์ดคอร์ ช่วงนี้เห็นเปิดกันแพร่หลายทั่วบ้านทั่วเมือง กรุงเทพ-ต่างจังหวัด ทั้งในร้านอาหารร้านลาบ ในผับในบาร์ รถเมล์ รถแท๊กซี่ รายการวิทยุทั่วๆไป ฯลฯ

เนื้อหา "ดาวมหาลัย" เป็นไปในทำนองเสียดสี ประชดประชัน คนที่มักวางตัวแบบผู้ดีหัวสูง-รสนิยมสูง ประมาณหลงตัวเอง พูดจาไทยคำอังกฤษคำแบบเฝือจนเว่อร์เกินงาม...ฯลฯ

...คงไม่ต้องบรรยายอะไรกันให้มากมาย ทุกอย่างได้สื่อออกมาอย่างสมบูรณ์ชัดเจนแล้วในเนื้อเพลง...ฟังแล้วก็เป็นอันต้องหัวเราะก๊ากแต่ก็เจือไปด้วยความรู้สึกขมขื่น+กระอักกระอ่วนใจพอๆกัน...แต่จะทำไงได้ล่ะต้องทำใจและยอมรับความจริงนะ โลกเรามีคนหลายประเภท เพราะมีคนหลายประเภท โลกจึงได้มีสีสันและวุ่นวายกันอยู่ทุกวันนี้ไง เอาเป็นว่า ว่าไปตามเนื้อเพลงท่อนหนึ่งก็แล้วกัน..."มึงสิไปตายไสกะไปโลด"เด้อ...555

MV เพลงดาวมหาลัย


เนื้อเพลง : "ดาวมหาลัย"

แม่ : ฮัลโหล ดาวบ่ลูกหล่า

ดาว : ค่า

แม่ : ปิดเทอมแล้วกลับมาซอยแม่เฮ็ดนาแหน่เด๊อ

ดาว : โอเคค่า คุณแม่ขา แค่นี้นะคะ

แม่ : เออ

หนูดาวเป็นลูกสาวกกจบชั้นม.6 โรงเรียนบ้านหนองใหญ่
คุณแม่ขายไร่ขายนา ส่งดาวเข้ามาเรียนมหาลัย
มาเรียนอยู่ในกรุงเทพ ยูนิเวอร์ซิตี้ที่ทันสมัย
ดาวสวยดาวเริ่ดดาวเด่น
คนมันสวยทำอะไรก็เด่นก็เลยถูกพรีเซ้นต์ให้เป็นดาวมหาลัย
เพื่อนๆที่คณะ ปลื้มดาวสุดๆเลยนะฮะ
ซัมเมอร์แม่เรียกตัวกลับมาช่วยทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้านหนองใหญ่
ไปอยู่บ้านป่ากับดงดาวบอกตรงๆว่ามันไม่ใช่
บ้านนอกขาดการพัฒนามีแต่ทุ่งนาและหมูหมากาไก่
ชาวบ้านก็ด้อยการศึกษากินแต่ปลาร้าที่ไม่พาสเจอร์ไรซ์
กินกบ กินอึ่ง กินแย้ แมงจินูน แมงจิโป่ม ดักแด้กินแม้แต่กุดจี่ที่อยู่ในกองขี้ควาย
ฮื้อ กินเข้าไปได้ไงอะ แวะ
หนุ่มๆมีแต่ซุมโลโซเมาเหล้าขาว เหล้าโท ซิ่งมอเตอร์ไซค์
ไม่เหมือนหนุ่ม ม.กรุงเทพขี่เบนซ์ ขี่เชฟ บีเอ็ม รุ่นใหม่
ลูกทุ่งฟังไม่เป็นจริงๆดาวชอบสตริง โฟร์ มด กอล์ฟ ไมค์
อยากไปเมืองทองธานี ดูอคาเดมี่แฟนตาเซีย
ก็มีแต่เสียงอีสาน นกน้อย ปอยฝ้าย คำมอด ลูกแพร เงี๊ยะ หมอล้ำ หมอลำ

เซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ เซเว่น บิ๊กซี ไม่มีที่บ้านหนองใหญ่
มีแต่ตลาดนัดคลองถม ไร้รสนิยม ดาวรับไม่ได้
เสื้อยืดตัว199 ไม่รู้ว่าเขาใส่ได้ยังไง
เคยเดินเล่นแถวเซ็นเตอร์พอยท์ ต้องมาเดินต้อยๆไล่วัวไล่ควาย
คิดมาเศร้าใจอดสู คิดถึงสังคมหรูๆ ตอนที่ดาวเรียนอยู่เป็นดาวมหาลัย
เจอสังคมบ้านนอกๆอย่างนี้ ดาวปรับตัวไม่ทันนะ

ไปนาใส่เกิบส้นสูง ตกคันนาหงายท้องดาวนั่งร้องไห้
ใส่เอวต่ำสายเดี่ยวเกี่ยวข้าวควายเถิกควายเฒ่ายืนน้ำลายไหล
คุณแม่พานั่งรถอีแต๊ก หัวสั่นด๊อกแด๊กกลับถึงบ้านเป็นไข้
อยู่มหาลัยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นพริตตี้ เป็นพรีเซ็นเตอร์
ให้มาเป็นฟาร์เมอร์ ดาวว่ามันไม่ใช่ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของดาวอะ
แม่ขาอยากกลับกรุงเทพ คิดถึงเพื่อนๆ ที่มหาลัย
หนูเบื่อบ้านนอกคอกนาหยะแหยง ปลาร้า และกลิ่นโคนสาปควาย
ดาวเบื่อชีวิตคันทรี่ อยากไปอยู่ซิตี้ เป็นดาวมหาลัย
อย่างหนูมันต้องอยู่กรุงเทพ ถึงจะตรงคอนเซ็ปต์ที่ดาวตั้งไว้อะ

แม่ : มึงสิไปตายไสกะไปโลด ไห้ไปเรียนกะบ่มีประโยชน์ มาอยู่บ้านกะบ่มีประโยชน์ ไปตายไสกะไปโลด กูกะรับบ่ได้ กูกะรับบ่ได้ กูกะรับบ่ได้

แม่ : อี่ดาวมหาลัย อี่พรีเซ็นเตอร์ใหญ่ กูเบิดนาไปจักท่งแล่ว มื่อได๋มึงสิเรียนจบกับเขาจักเทียละเหอ

ดาว : คุณแม่ขา มาว่าหนู่อย่างนี้ได้ยังไงมันเสื่อมเสียเกียรติภูมิดาวมหาลัย นะคะ คุณแม่ขา

แม่ : ว่าซือๆ กะไคตั๊ว กูบ่ตีนยันตกคันแท กะบุญหัวมึงแล่วตั๊ว

ดาว : แม่ไม่เข้าใจดาว แม่ไม่เข้าใจความเป็นดาวมหาลัย แม่ไม่เซ้นสิถีฟ แม่ไม่เซ้นสิถีฟอ่อนไหวกับเรื่องอย่างนี้หรอก

แม่ : มีแต่กูสิถีบมึงนั่นหละ อี่ดาวมหาลัยใหญ่ มื่อนี่หละมึงสิกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งสู่เมร มึงฮู่บ่ เหออออออออ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

โฮโลแกรม 3 มิติ


- นับตั้งแต่มีการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ ปรากฏการณ์โลกาภิวัฒน์ก็ได้บังเกิดขึ้น จาก Old Media ระบบแอนนาล็อคพัฒนาต่อยอดไปสู่ New Media ระบบดิจิตอล อันมี WWW-Internetความเร็วสูง, CPU ความเร็วสูง, หน่วยความจำมหีมาขนาดTerabyte, เทคโนโลยีไร้สสายอย่าง Wi-fi หรือ 3G, เทคโนโลยีส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้ได้ช่วยกันขับเคลื่อนโลกให้หมุนเร็วยิ่งๆขึ้นไปทุกที ทุกที -

ผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆที่ผ่านมาดังกล่าว ได้ปูทางให้ระบบ Touch screen หรือ Multi-Touch กลายเป็นเทคโนโลยี Trend หลักแห่งยุคที่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อมหาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่มีการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของค่าย Apple นั้นคือ ผลิตภัณฑ์ นามว่า "iPhone" หลังจากนั้นไม่นานหลายบริษัทหลายค่ายได้ทะยอยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้เป็นระบบ Touch screen ออกสู่ตลาดตามๆกันมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลงMp3-วิดิโอMp4, และเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างที่เราได้เห็นได้ยินผ่านหูผ่านตากันในปัจจุบัน จนระบบ Touch screen ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆที่ผู้คนทั่วๆไปเริ่มชินชาเฉยๆกับเทคโนโลยีชนิดนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าช่วงหลังจะมีการพัฒนาลูกเล่นต่างๆนานาเพิ่มขึ้นอีกมากมายก็ตามที...และคาดว่าอีกไม่นานภายในไม่กี่ปี อุปกรณ์สารสนเทศรวมทั้งอุปกรณ์ที่จะผลิดออกมาใหม่ทั่วๆไปคงเลิกใช้ระบบกดปุ่มบนแป้นคีย์บอร์ดแล้วหันมาใช้การสั่งการบนปุ่มดิจิตอลระบบ Touch screen แทนกันเกือบหมดไม่ว่าจะเป็น ตู้ATM, โทรศัพท์สาธารณะ, แคชเชียร์คิดเงินในร้านสะดวกซื้อ-Kioskต่างๆในห้าง, หน้าปัดต่างๆภายในพาหนะยานยนต์ต่างๆอาทิ เครื่องบิน รถไฟฟ้า รถยนต์, หรือแม้แต่อุปกรณ์ประจำบ้านพื้นๆ ทีวี ตู้เย็น หม้อหุงข้าว เครื่องซักผ้า เครื่องเป่าผม ฯลฯ

Multi-touch : Microsoft surface computer โดย Microsoft


Multi-touch Wall พัฒนาโดยค่าย Autodesk


คำถาม : ถัดจากโลกาภิวัฒน์ยุค Touch screen แล้ว...คาดว่าเทคโนโลยีใหม่จะปรากฏตัวออกมาในรูปแบบใด ที่จะสร้างปรากฏการณ์ปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศอีกรอบ ???

คำตอบ : ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้คือ !! 3D Hologram !!

3D Hologram เทคโนโลยีเต็งหนึ่งที่จะมาต่อยอดยุคโลกาภิวัตน์ไปสู่ยุคใหม่ที่นักสังคมศาสตร์และนักประวัติศาสตร์อนาคตได้คาดการณ์ และได้มีการเรียกชื่อกันเล่นๆไปพลางๆก่อนว่า "ยุคแห่งโลกเสมือนจริง" หรือ " The Age of Virtual Reality "

และลองจินตนาการเล่นๆต่อไปว่า...เมื่อมีการบรรจบกันระหว่าง เทคโนโลยีโฮโลแกรมเสมือนจริง+เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ล่ะ!! ถึงตอนนั้น โลกจะพลิกโฉมเป็นเช่นไร? (ดูบล็อกเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ สถาปนา หุ่นยนต์! และ สถาปนาหุ่นยนต์ภาค 2 "HRP-4C" )


โฮโลแกรม
(Hologram)
คำนี้ คิดว่าหลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักกันดีในรูปแบบของภาพที่สร้างขึ้นให้ดูเหมือนมีความชัดลึกมีความนูนหลุดออกมาจากกรอบ เราจะเห็นโฮโลแกรมแบบนี้ได้จากบัตรเครดิต, รูปลอกในวารสารชั้นนำหรือรูปภาพโฮโลแกรมที่ขายตามท้องตลาดทั่วๆไป เช่น รูปวิวทิวทัศน์, รูป ร.5 หรือรูปบุคคลสำคัญต่างๆ เป็นต้น แต่ยังไงเสียจะพบว่าโฮโลแกรมแบบนี้ถึงแม้จะให้ความรู้สึกที่นูนมีมิติ แต่ก็ยังไม่ลอยรอบด้าน เป็น 3 มิติที่แท้จริง

แนวคิดของ โฮโลแกรม นั้นจริงๆแล้วไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพฉากลวงตาที่มีระยะชัดลึกข้างต้น แต่ยังหมายถึงแสง 3 มิติลอยตัวรอบด้านเสมือนจริงราวกับว่าวัตถุที่เราเห็นนั้นจับต้องโอบกอดได้ที่เรียกว่า "3D Hologram" แนวคิดโฮโลแกรมนี้มีการกล่าวถึงกันมานานเป็นหลายสิบปีแล้วในวงการนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ Sci-Fi เช่นในหนังสือเรื่อง...

The Foundation ของ Isaac Asimov มีตอนที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีโฮโลแกรม คือตัวละครเอกชื่อว่า ดร.ฮาริ เซลดอน (Hari Seldon) ผู้วางรางฐานการสร้างสถาบันสถาปนาเพื่อช่วยย่นระยะกลียุคของจักรวาลให้สั้นลง ได้บันทึกร่างของตัวเองในรูปแบบแสงโฮโลแกรมสามมิติไว้ก่อนตาย และตั้งเวลาเพื่อปรากฏตัวให้คนยุคหลังได้เห็นเป็นยุคๆ เพื่อบอกกล่าว-ตักเตือน-รวมถึงแก้ปัญหาต่างๆที่ตนได้คาดเดาไว้อย่างแม่นยำในระหว่างที่สถาบันสถาปนากำลังดำเนินการก่อร่างสร้างตัวอยู่ โดยการปรากฏตัวแต่ละยุคกินเวลาห่างเป็นสิบปี หรือร้อยๆปี กันเลยทีเดียว นับว่าจินตนาการของ Asimov บรรเจิดน่าสนใจมาก และใครที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง...

Star Wars สงครามจักรวาล ภาพยนตร์ยอดฮิตตลอดกาล คงคุ้นเคยกับฉากที่ตัวละครติดต่อสื่อสารกันด้วยแสงโฮโลแกรมปรากฏออกมาเป็นตัวคนเสมือนจริงอยู่ตรงหน้า

การสื่อสารแบบโฮโลแกรมในภาพยนตร์ Starwars

Iron Man พระเอกได้ใช้ Computer สร้างเกราะหุ่นยนต์ Iron Man ร่างสุดท้าย(ตัวสีแดง-ทอง) ซึ่งจะพบว่าจอคอมในหนังไม่ใช่คอมเบบที่เราใช้กันแต่เป็นจอแสง 3 มิติลอยอยู่ในอากาศ สั่งการแบบใช้เสียงพูดรวมทั้งใช้มือสัมผัสคลิกเมนูทำนองเดียวกับ Touch screen และภาพวัตถุจำลองส่วนประกอบหุ่นยนต์ที่ออกแบบก็เป็นลักษณะลำแสงโฮโลแกรมลอยตัวในอากาศ หมุนได้รอบด้าน...

THX 1138 หนังเก่าแต่แนวคิดโคตรล้ำของ George Lucas มีฉากหนึ่งที่ตัวเอกของเรื่องที่มีชื่อเดียวกับชื่อภาพยนตร์ "THX 1138" ได้สำเร็จความใคร่!!ด้วยการดู หญิงเปลือยโฮโลแกรม 3 มิติ

และแนวคิดเกี่ยวกับโฮโลแกรมที่น่าพิศวง ล้ำหน้าและเหนือชั้น มากกว่านวนิยาย sci-fi เรื่องใดๆเท่าที่เคยมีมา ก็คือ โฮโลแกรมในหนังเรื่อง...


Star Trek ภาค 9 : Insurrection (หนังปี 1998) เรื่องมีอยู่ว่ามีชาวต่างดาวพวกหนึ่งพยายามใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรม ปล้นทรัพยากรบนดาวดวงอื่นโดยไม่ให้คนในดาวดวงนั้นรู้ตัว ด้วยการสร้างเมืองโฮโลแกรมเสมือนจริงและใช้เทคโนโลยีย้ายมวลสาร! ค่อยๆย้ายคนในดาวนั้นขณะหลับอยู่ไปยังเมืองโฮโลแกรม และก็วางแผนอีกชั้นว่าจะย้ายโฮโลแกรมไปไว้ที่ดาวดวงอื่นอีกที เมื่อคนที่ถูกย้ายตื่นขึ้นมาจึงนึกว่าตนยังอยู่ในเมืองหรือในดาวของตัวเองเหมือนทุกวันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เห็นรอบตัวทั้งบ้านเมืองและทิวทัศน์ต่างๆเป็นแค่โฮโลแกรม ส่วนดาวหรือโลกจริงๆของตนนั้นกำลังจะถูกปล้น และเหตุที่ไม่ปล้นบุกรุกโจมตีแบบเปิดเผยตรงๆก็เพราะต้องการกระทำการอย่างลับๆ(แต่ความลับดันมาแตกกลางคันเสียก่อน) เพื่อไม่ให้สหพันธจักรวาลรู้ มิเช่นนั้นจะถูกต่อต้านจากพันธมิตรดาวดวงอื่นๆ และเป้าหมายจริงๆก็ไม่ได้ต้องการปล้นหมดทั้งดาว แต่ต้องการปล้นแค่ทรัพยากรสำคัญบางส่วนของดาวเท่านั้น นั่นคือรังสีที่อยู่ในวงแหวนล้อมรอบดาวอันมีสรรพคุณพิเศษช่วยชะลอความแก่และยังส่งผลให้อายุยืนเป็นหลายพันปี คนในดาวดวงนี้จึงดูหนุ่มสาวตลอดเวลา อาทิ คนที่มีอายุ 200-300 ปีแต่ภายนอกรูปร่างหน้าตาดูเป็นหนุ่มเป็นสาวอายุประมาณแค่ 10-20ปี เท่านั้น

ชาวต่างดาวในเรื่อง Star Trek ภาค Insurrection ที่ต้องการรังสีพิเศษของดาวดวงอื่น เพื่อใช้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนซึ่งมีผิวหนังเหี่ยวย่น

และปัจจุบันเทคโนโลยี 3D Hologram กำลังพัฒนาเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้ว คลิปวิดิโอล่างนี้ คือโฮโลแกรม 3 มิติของจริงที่ว่ากันว่าใกล้เคียงกับจินตนาการที่สุดเท่าที่เคยมีมา เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยแผนก ICT ของมหาวิทยาลัย Southern California โดยใช้ชื่อว่า "Live 3D Teleconferencing" ไปดูตัวอย่างจากวีดีโอเลย...


Live 3D Teleconferencing โดย ของมหาวิทยาลัย Southern California

อีกตัวอย่างของความพยายามพัฒนาทดลองใช้เทคโนโลยีตามแนวคิดของโฮโลแกรมคือ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN News) ได้ทดลองใช้เทคนิคโฮโลแกรมรายงานข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 จนการรายงานข่าวครั้งนี้ได้กลายเป็นข่าวเสียเอง เมื่อสำนักข่าวต่างๆนำไปเผยแพร่ทั่วโลก โดยซีเอ็นเอ็นใช้เทคนิคติดตั้งกล้องบันทึกภาพที่มีความละเอียดสูง (High Definition -HD) ถึง 35 ตัวตั้งล้อมรอบผู้สื่อข่าวในมุม 360 องศา กล้องทุกตัวส่งภาพไปยังห้องส่งเพื่อให้คอมพิวเตอร์ 20 เครื่อง สร้างภาพโฮโลแกรมขึ้นมา จากนั้นก็ถ่ายทอดไปยังท่านผู้ชมผ่านทีวี สร้างความฮือฮาให้กับผู้ชมเป็นอย่างมาก...


นักข่าวผู้โชคดีที่ได้สร้างปรากฏการณ์โฮโลแกรมครั้งแรกคือนักข่าวสาว เจสสิกา เยลลิน ที่ทำข่าวภาคสนามอยู่ในสวนสาธารณะแกรนต์ พาร์ก นครชิคาโก อันเป็นจุดที่บารัก โอบามา ใช้เป็นเวทีประกาศชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี

เทคโนโลยี 3D Hologram จะพัฒนาต่อไปอย่างไร? จะเป็นเทคโนโลยีแบบใหม่ที่จะถูกนำมาใช้ในด้านสารสนเทศหรือในด้านอื่นๆในอนาคตอันใกล้นี้ได้จริงๆหรือไม่?

จับตาดูกันต่อไป !

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

ลิงเปลือยที่ชื่อว่า "คน"

ลิงเปลือย : The Naked Ape
Special Thanks : แปลและสรุปเนื้อหาโดย Taweesup
(ที่มาเนื้อหา : หนังสือ "The Naked Ape" by Desmond Morris)


ดู Video Clip สนุกๆ เกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาลส์ ดาร์วิน และ The Naked Ape

Desmond Morris

"Desmond Morris" เป็นนักสัตววิทยาหรือผู้ศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ (Zoologist) ได้เขียนหนังสือ“The Naked Ape” เมื่อประมาณเกือบ 40 ปีมาแล้ว (ไม่รู้ว่ามีฉบับแปลเป็นไทยแล้วหรือย้ง) โดย Morris ใช้กรอบของการศึกษาชีวิตและพฤติกรรมของลิงและสัตว์อื่น มาทำการศึกษาเทียบเคียงกับ “คน” และจัดให้คนเป็นลิงชนิดหนึ่งที่เรียกชื่อสั่นๆว่า "Naked Ape" "ลิงเปลือย"หรือ"ลิงไม่มีขนคลุม" (หมายถึงไม่มีขนที่ยาวปกคลุมทั่วทั้งร่างกายเหมือนลิงพันธุ์อื่นๆ)

ในคำนำของหนังสือ กล่าวว่า Ape ที่ชื่อว่า "คน" นี้ ดูแปลกจากลิงทั่วๆไปที่เป็นญาติใกล้ชิดทางสายพันธุ์ของมัน เช่น ลิงชิมแปนซี (มีดีเอ็นเอ เหมือนคนประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์)ตรงที่ "มันไม่มีขนปกคลุม" ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่เอามาตั้งเป็นชื่อเรียกลิงชนิดนี้และเป็นชื่อหนังสือ ในหนังสืออธิบายถึงเหตุที่มันต้องปรับตัวโดยการสลัดขนของตัวเองทิ้งไป ซึ่งการสลัดขนทิ้งหมายถึงการสูญเสียเครื่องนุ่งห่มตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่ป้องกันทั้งความร้อนความหนาว การกระทบกระแทกขีดข่วน และอันตรายจากเหลือบยุง ริ้นไร ต่างๆ

Morris ได้อธิบายพฤติกรรมต่างๆของ Naked Ape จากการสังเกตศึกษาของเขาเอง ไว้หลายประเด็นน่าสนใจมาก อาทิเช่น กำเนิดของ Nakes Ape นี้มีสายพันธ์มาจากอะไร, ตัวผู้ตัวเมียมีพฤติกรรมอย่างไร, มีการจับคู่และเลี้ยงลูกกันอย่างไร มีการหาความสุขกันอย่างไร ฯลฯ โดยภาพรวมแล้วแก่นของเนื้อหาหลักๆ สอดคล้องกับทฤษฎีของ ชาลส์ ดาร์วิน ที่ว่า วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆรวมทั้งคนด้วย เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ แต่เนื้อหาของ Morris เป็นการขยายรายละเอียดให้เห็นภาพในแง่มุมอื่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก (สนใจอ่านเกี่ยวกับ ชาลส์ ดาร์วินเพิ่มเติมได้ที่ Blog หัวข้อ ชาลส์ ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย")

ลิงซิมแปนซี มีดีเอ็นเอ เหมือนคนถึง 98 เปอร์เซ็นต์

โดยสรุปแล้วเหตุผลที่ลิงเอปที่ชื่อว่า "คน" นี้จำต้องสลัดขนทิ้งมีความเกี่ยวเนื่องกับ "Sex" อันเป็นหัวใจอันสำคัญในการดำรงเผ่าพันธุ์ที่ดีให้อยู่รอดสืบทอดต่อไป มีรายละเอียดโดยย่อเป็นลำดับดังต่อไปนี้

- เมื่อหลายล้านปีก่อนลิงเอปชนิดนี้มีขนปกคลุมทั่วทั้งร่าง ดำรงชีวิตอยู่บนต้นไม้กินผลไม้เป็นอาหารต่อมาลิงเอปชนิดนี้เริ่มลงมาอยู่บนพื้นดิน ค่อยๆเดินตัวตรงเพื่อความคล่องตัวในการเคลื่อนที่และการมองเห็นได้กว้างไกลขึ้น ส่วนหางค่อยหดสั้นเพราะไม่จำเป็นต้องใช้ และเริ่มรู้จักการกินเนื้อ แต่การดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมบนพื้นดินมีอันตรายมากกว่าการอยู่บนต้นไม้เนื่องจากมีสัตว์ร้ายอย่างหมาป่า สิงโต เสือและสัตว์นักล่าอื่นๆอยู่มากมาย

- เรา(ซึ่งเป็นลิงตอนนั้น)ก็เลยต้องปรับตัว วิวัฒนาการเพื่อให้อยู่รอดและสามารถต่อสู้ป้องกันตัวเองจากสัตว์ร้ายต่างๆที่มีเขี้ยวเล็บและมีพิษได้ โดยเลือกที่จะพัฒนาสมอง เพราะถ้าหากต้องวิวัฒนาการให้มีเขี้ยวเล็บ-พละกำลังต่อสู้เทียบชั้นกับสัตว์นักล่าอื่นๆได้นั้น คงมีอันต้องสูญพันธุ์ไปเสียก่อนเป็นแน่ เนื่องจากสัตว์นักล่าได้วิวัฒนาการเขี้ยวเล็บทั้งยังมีพละกำลัง พิษสงต่างๆ ก้าวหน้ามาก่อนเรานานโขแล้ว เราจีงต้องพัฒนาสิ่งอื่นที่สัตว์ร้ายไม่มีกว่า นั้นคือ ปัญญา...โดยการวิวัฒน์ให้มีสมองใหญ่ขึ้น ฉลาดขึ้น คิด-ประดิษฐ์ อะไรได้ซับซ้อนกว่าสัตว์อื่นๆ

- เมื่อมีสมองมองใหญ่ขึ้น ข้อมูลความรู้ ภูมิปัญญาต่างๆก็มากขึ้นตาม จึงจำเป็นตัองมีระยะเวลาเป็นเด็กให้ยาวนานยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถรับการถ่ายทอด เรียนรู้ ภูมิปัญญาจากพ่อแม่และเผ่าพันธุ์ตัวเองได้อย่างเต็มที่ โตขึ้นจะได้อยู่รอดได้ ต่างจากสัตว์ที่เกิดมาก็มีเขี้ยวเล็บพละกำลังที่สามารถใช้งานได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเรียนรู้อะไรกันมากมาย- นอกจากนี้ในอดีตเมื่อครั้งที่อยู่บนต้นไม้ เราและลิงทั้วๆไปหลังจากการผสมพันธุ์ หรือมี sex กันแล้ว ตัวเมียจะเลี้ยงลูกเพียงลำพังตัวเดียว(หรือคนเดียว)ตัวผู้ไม่จำเป็นต้องมาเกี่ยวข้องด้วย และตัวเมียก็ไม่ยอมมี sex ด้วยอีกต่อไป จนกว่าจะตกไข่อันเป็นฤดูผสมพันธุ์อีกครั้งเท่านั้น(ทั้งๆที่ตัวผู้มีความต้องการและสามารถมี sex ได้เรื่อยๆ)

- เพราะฉะนั้นเมื่อผสมพันธุ์-ตั้งครรภ์เรียบร้อยแล้ว ตัวผู้กับตัวเมียก็ไม่มีพันธะผูกพันธ์อะไรกันอีก ตัวผู้สามารถไปผสมพันธุ์กับตัวเมียตัวอื่นได้ต่อไปเรื่อยๆ(สัญชาตญาณนี้ยังคงฝังอยู่ในผู้ชายมาถึงยุคปัจจุบัน ผู้ชายโดยส่วนใหญ่ลึกๆแล้วจึงมักมีอาการ"เจ้าชู้") แต่ในเมื่อมาดำรงชีวิตอยู่บนดิน เงื่อนไขต่างๆได้เปลี่ยนไป สมองใหญ่ขึ้น ตัวเมียต้องเลี้ยงลูกนานขึ้น สัตว์ร้าย ภยันตรายต่างๆมากขึ้นดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ภาระในการเลี้ยงลูกหนักเกินกว่าที่ตัวเมียตัวเดียว(หรือคนเดียว)จะเลี้ยงให้อยู่รอดปลอดภัยได้

- จึงมีความจำเป็นที่ต้องวิวัฒนาการสร้างเงื่อนไขบางประการให้ตัวผู้อยู่ช่วยตัวเมียเลี้ยงลูก มิเช่นนั้นเผ่าพันธุ์ Ape ที่เรียกว่า "คน" นี้ อาจสูญพันธุ์ได้ นั้นคือต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งสามารถผูกตัวผู้ให้อยู่ร่วมใช้ชีวิตคู่เลี้ยงลูกกับตัวเมียต่อไป และเนื่องจากธรรมชาติดั้งเดิมที่ตัวผู้สามารถมี sex และมีความต้องการทาง sex อยู่เรื่อยๆไม่จำกัดเวลา ในขณะที่ตัวเมียไม่เป็นเช่นนั้น "Sex" จึงเป็นเงื่อนไขทางกายภาพที่สำคัญที่สุดและเหมาะสมที่สุดในอันจะต้องปลดล๊อควิวัฒนาการเป็นอันดับแรก วิวัฒนาการจึงเป็นไปในลักษณะปรับให้ตัวเมียสามารถมี sex ได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกับตัวผู้ แทนที่จะเป็นเพียงแค่ช่วงตกไข่ในฤดูผสมพันธุ์ดังแต่ก่อน จนวิวัฒนาการของตัวเมียได้ก้าวหน้าไปถึงขั้น...แม้กระทั้งตอนตั้งท้องอยู่ก็ยังสามารถมี sex ได้ หรือหลังจากคลอดลูกแล้วไม่นานก็มีความพร้อมที่จะมี sex ได้ทันที และเพื่อให้การมี sex น่ารื่มรมย์และสุขสมได้ทั่วทั้งเรือนร่าง วิวัฒนาการก็มาถึงจุด Climax อันส่งผลให้รูปลักษณ์ภายนอกของ Ape ต่างจากลิงพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน นั้นคือ "การสลัดขนปกคลุมร่างทิ้งไป" เพื่อให้ได้มีสัมผัสอันราบเรียบไม่ติดขัด Sexจึงเป็นที่หลงใหลติดใจของทั้งตัวผู้และตัวเมีย(แต่ก็ยังคงเหลือขนยาวในบางส่วนของร่างกายไว้บ้าง ก็เพื่อความสวยงามเสริมเสน่ห์อาทิ ผม คิ้ว หนวด ขนหน้าอกของผู้ชาย และปกป้องสิ่งแปลกปลอมในส่วนที่ละเอียดอ่อน ขนจมูก ขนตา เป็นต้นฯลฯ) และเมื่อสามารถมี sex อย่างสุขสมและมีกันได้เรื่อยๆไม่จำกัดฤดูผสมพันธุ์อย่างนี้แล้ว ตัวผู้(ส่วนใหญ่)ก็ไม่ต้องจำเป็นต้องไปแสวงหาตัวเมียตัวอื่นให้เหนื่อยเปล่า ยังคงใช้ชีวิตกับตัวเมียตัวเดิมเรื่อยไป ตัวผู้จึงต้องช่วยเลี้ยงลูกไปโดยปริยาย ก็เป็นอันบรรลุวัตถุประสงค์ของวิวัฒนาการ ส่วนเรื่องขนอันเป็นประหนึ่งเครื่องนุ่งหุ่มตามธรรมชาติที่สูญเสียไปนั้น เรื่องเล็ก! สมองอันชาญฉลาดของลิงเอปพันธุ์นี้ย่อมสามารถเสาะหาและสร้างสิ่งทดแทนได้โดยไม่ยาก...อย่าง หนังสัตว์ ขนสัตว์-การผลิดเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ ดังที่รู้เห็นกันอยู่

The Naked Ape : สลัดขนที่ปกคลุมร่างกาย เผยผิวเนียนเกลี้ยงเกลาเป็นเสน่ห์ดึงดูด-ยั่วยวนทาง Sex

- พร้อมกันนี้เพื่อให้ความสุขจากการเสพ Sex ของตัวผู้เพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก ก็ได้มีวิวัฒนาการ ให้อวัยวะเพศตัวผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม(เมื่อเทียบกับสัดส่วนต่อขนาดร่างกายกับลิงสายพันธุ์อื่นๆ) ซึ่งก็มีส่วนช่วยเสริมให้ตัวเมียได้สุขสมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อวัยวะเพศใหญ่แสดงความเป็นชายที่สมบูรณ์ สัญชาตญาณที่ฝังลึกสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้สัญชาตญาณความภาคภูมิใจในอวัยวะเพศที่ใหญ่กว่าลิงสายพันธุ์อื่น ยังได้พัฒนาคลี่คลายกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความอุดมสมบูรณ์ และแสดงอัตตาก้าวร้าวของเพศผู้

- และก่อนหน้านี้ ลิงเอปตัวเมียทั่วๆไปจะมีหน้าอกอันเป็นเครื่องแสดงให้ตัวผู้รู้ว่าพร้อมผสมพันธุ์เฉพาะช่วงตกไข่ติดสัดและเฉพาะช่วงให้นมลูกเท่านั้น เมื่อหมดช่วงเวลานั้นแล้วก็จะแฟบหายไปเองตามธรรมชาติ ลิงไร้ขนตัวเมียจึงได้วิวัฒน์หน้าอกให้เต่งตึงมีรูปร่างเห็นชัดต้องตาต้องใจ แม้เวลาที่ไม่ให้นมลูกแล้วก็ยังเห็นเด่นชัดเต่งดึงอยู่ และแม้แต่ลิงเอปสาวตัวเมียที่ยังไม่เคยมีลูกเลยก็เต่งดึงโดดเด่นเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นเสน่ห์ดึงดูดทาง Sex มัดใจตัวผู้ให้หลงใหลติดอกติดใจได้ยิ่งขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

โชว์หน้าอก : สัญชาตญาณในการดึงดูด-หลอกล่อเพศผู้

หน้าอกแฟบ-ผิวพรรณไม่เรียบเนียนสดใส นอกจากทำให้ขาดเสน่ห์ทางกายภาพในการดึงดูดเพศชายแล้วยังแสดงถึงสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรงไม่เหมาะต่อการสืบพันธุ์ ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ ล้วนมาจากสัญชาตญาณอันเกิดจากการวิวัฒนาการเมื่อครั้งอดีต

สรุป : ตามทฤษฎี Desmond Morris รากฐานดั้งเดิมในวิวัฒนาการของ Naked Ape เกิดจากเงื่อนไขง่ายๆที่ว่า เมื่อลงมาดำรงชีวิตบนพื้นดินอันเต็มไปด้วยอันตราย ตัวผู้จำเป็นต้องอยู่ช่วยตัวเมียเลี้ยงลูก เลยได้วัวัฒนาการ Sex ให้เป็นเครื่องผูกมัดผูกพันธุ์ซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันในลักษณะครอบครัวจึงเกิดขึ้นนับแต่บัดนั้น แล้วได้ค่อยๆวิวัฒนาการต่อเนื่องเรื่อยมาจนกลายเป็นวิถีชีวิตอันแสนลับซับซ้อนในสังคมมนุษย์ยุคปัจจุบัน ถ้าขาดการวิวัฒนาการของ Sex และสมอง ในแนวทางที่ หนังสือ The Naked Ape กล่าวมาแล้วนั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็มีอันต้องสูญสิ้นไปนานแล้ว...

ยังมีประเด็นปลีกย่อยในเนื้อหาของหนังสือ The Naked Ape อีกมากมาย แต่จับแก่นสาระแล้ว เนื้อหาได้สะท้อนให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจในทำนองที่ว่า...พฤติกรรมหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น สัญชาตญาณเรื่องเพศ-การสืบพันธุ์, การไล่ล่า, การดิ้นรนต่อสู้, การป้องกันตัว, การจับกลุ่ม, การทำมาหากิน ฯลฯ ได้วิวัฒนาการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่อยู่ในป่าตามธรรมชาติอันกินเวลายาวนานนับล้านปี ส่วนการเปลี่ยนวิถีชีวิตไปสู่แบบอารยธรรมสังคมเมืองในปัจจุบันเพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่พันปีนี้เอง ดังนั้นพฤติกรรมดั่งเดิมอันเป็นสัญชาตญาณดิบเถื่อนหลายอย่างสมัยที่เรายังใช้ชีวิตในป่านั้นยังหลงเหลืออยู่และยังไม่ได้ปรับให้เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์กับวิถีชีวิตแบบสังคมเมือง " มนุษย์จึงต้องเผชิญกับความขัดแย้งและสับสนในตัวเองอย่างสูง อันก่อเกิดพฤติกรรมที่แปลกประหลาดและซับซ้อนเข้าใจยากในหลายๆด้าน รวมทั้งก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวายต่างๆในทางสังคมมากมาย ดังที่มีให้เห็นกันอยู่เรื่อยมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน "

อย่างไรก็ตาม มองจากกรอบการศึกษาของ Desmond Morris แล้ว ผลจากการวิวัฒนาการทาง สมอง และ Sex ของ Naked Ape ที่ชื่อว่า "มนุษย์" นี้ นอกจากจะช่วยให้เผ่าพันธุ์อยู่รอดสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันแล้ว ยังได้ส่งผลให้วิถีชีวิตของลิงชนิดนี้มีความเป็นอยุ่สะดวกสบายยิ่งขึ้น, ชีวิตมีสีสันอันน่าพิศวง อีกทั้งมีอำนาจยิ่งใหญ่ครอบครองโลกเหนือสัตว์ทั้งปวง และสัญชาตญาณอันเกี่ยวเนื่องกับ Sex ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งในกำหนดพฤติกรรม แรงจูงใจและความเป็นไป-กิจกรรมต่างๆในวิถีชิวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม...

วิถีแห่งการวิวัฒนาการยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดยั่ง รูปแบบชิวิตของ ลิงเอปเปลือยที่ชื่อว่า"มนุษย์"นี้ จะคลี่คลายเปลี่ยนแปลงเป็นแบบใดต่อไปในอนาคต นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นท้าทาย และยากต่อการคาดเดา...?