แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญา-แนวคิด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปรัชญา-แนวคิด แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Multiverse / พหุจักรวาล

Multiverse / พหุจักรวาล มีจริงแค่ไหน ? ยังไม่มีหลักฐานที่พอจะฟันธง 100% แต่ด้วยบริบทเบาะแสแวดล้อมต่างๆเท่าที่มี แนวโน้วความน่าจะเป็น น่าจะมี มากกว่า ไม่มี ? (*ก็คล้ายๆ เคส Alien-สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว จริงๆยังไม่มีหลักฐานที่ฟันธงได้ แต่แนวโน้วดูเทไปทาง น่าจะมีมากกว่า หรือแม้เคสของ สิ่งที่เรียกว่า God ก็อาจทำนองเดียวกัน ) . . . แต่ พหุจักรวาล มีรูปแบบใดบ้าง-ทำงานยังไง-สัมพันธ์กับ #เวลา ยังไง-ที่สำคัญคือสัมพันธ์กับจิตสำนึก(consciousness)ของสิ่งมีชีวิต-คนเรายังไง ? โดยเฉพาะถ้าในรูปแบบที่มีตัวเราอีกคนหรือหลายๆคน ในอีกพหุจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ (เรียกในอีกชื่อว่า Parallel Universe) . . . นับเป็นเคสปริศนาที่น่าสนใจมาก


ปัญหาหลักที่น่าพิจารณา แง่หนึ่ง คือ การข้ามเวลา (*ถ้าธรรมชาติมีกลไกให้ข้ามได้จริง ? ก็น่าจะมีบางสปีชีส์ที่น่าจะวิวัฒนาการ จนสามารถมีอวัยวะหรือกลไกร่างๆอะไรก็ตาม ที่มีคุณสมบัติช่วยในข้ามเวลาได้เองตามธรรมชาติเพียวๆ แบบไม่ต้องพึ่ง เทคโนฯ สิ่งประดิษฐ์ เชิง Time machine ใดๆ ? . . . เหมือน นกแมลงที่ผ่านการวิวัฒน์ จนมีปีกบินได้เองเพียวๆ แต่คนจะบินต้องสร้างเครื่องบิน ) . . . การข้ามเวลา แท้จริงก็คือ การข้ามไปสู่ พหุจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ หรือไม่ ? และถ้าข้ามไปอดีต ไปเจอตัวเองในอดีต ไปเจอในสิ่งที่รู้แล้วว่าจะลงเอยยังไง แล้วถ้าไปทำบางอย่างให้เปลี่ยนไปจากประวัติศาสตร์เดิมที่เคยเป็น จะเป็นยังไง เกิดการแตกแขนงของเส้นเวลาใหม่ ? แล้วเส้นเวลาใหม่ จริงๆคือเส้นเวลาที่เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว หรือเพิ่งงอกเมื่อมีการเข้าไปเปลี่ยน ? เป็นต้น . . . ( *การอธิบาย Timeline หรือ เส้นเวลา ว่าเป็นเส้น แค่อุปมาให้นึกภาพเข้าง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะ ตัวเวลา ค่อนข้างจะนามธรรม )
.
และจริงๆการดำรงอยู่ของตัวเวลาเอง ก็ยังเป็นปัญหาทางฟิสิกส์ในหลายๆแง่มุม แต่เบื้องต้นสาระของคำ เวลา ย่อมสัมพันธ์กับ อัตราการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในส่วนนี้หลักฐานตามธรรมชาติค่อนข้างชัดเจนอย่างไรข้อโต้แย้งแล้วว่า ในพื้นที่ต่างกัน อัตราเวลาเดินช้าเร็วไม่เท่ากันนั้นมีอยู่จริงๆพิสูจน์ได้จริง ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ
.
ปล. ในส่วน Sci-Fi ยังคงมีช่องให้เล่นไอเดีย-แต่งพล็อต เกี่ยวกะเวลาและพหุจักรวาลได้อีกเยอะ ก็ขึ้นอยู่กับว่า หนังนิยายเรื่องไหนเล่นได้เฉียบแค่ไหน เหตุผลตรรรถะพอจะรับฟังได้ไหม หรือพอจะน่าเชื่อแค่ไหน และบางไอเดีย ก็อาจถูกนำไปพิจารณาในการเป็นสมมติฐานค้นคว้าต่อยอดในฟิสิกส์จริงๆ ได้บ้างเช่นกัน

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564

Dark ซีรี่ย์ จุดเริ่มต้นคือจุดจบ จุดจบคือจุดเริ่มต้น

 สำหรับซีรี่ย์ #Dark (ของNetflix) หลายคนคงดูมาแล้ว ก็เป็นอีกซีรี่ย์(สัญชาติเยอรมัน) ที่เล่นกับปมของการข้ามเวลาได้มันส์ดี และได้แฝงไอเดียปรัชญามาเต็มพอควร . . . เบื้องต้นเป็นการเล่นกับเวลา Timeline เส้นเดียวเป็นหลัก ที่ไม่แตกแขนง 'โลกคู่ขนาน' ใดๆ แต่กระนั้นตอนหลังๆก็มีอีกโลกคู่ขนานเข้ามามีบทบาทกับโลกหลักด้วยเช่นกัน เกิดเป็นอีกความซับซ้อน ที่เข้ามาทับซ้อนเส้นเรื่อง ที่ซับซ้อนพอตัวอยู่แล้วอีกที ฮึๆ . . .


แต่ความซับซ้อนของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่กลไกการทำงานของตัวเวลา หรือมีการคิดไอเดียกลไกข้ามเวลารูปแบบใหม่ๆ (ทำนองหนังอย่าง #Tenet ) แต่อยู่ที่การเล่นกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร อันเป็นผลจากการข้ามเวลาจนเกิดลำดับเชื่อมโยงของเหตุการณ์และลำดับความสัมพันธ์ของตัวละครที่อาจดูวิปริตผิดที่ผิดทางเกินไปไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ท้องเรื่องจึงก่อเกิดสถานการณ์ซ่อนเร้น และเป็นปมทางจิตใจของตัวละครหลัก จึงมีความพยายามที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงปมที่เกิดขึ้น ทั้งพยายามจะหลีกหนีออกจากวัฎจักรวังวนของเวลานี้ เป็นต้น. . . โดยรวมๆก็เป็นอีกซีรี่ย์ข้ามเวลาที่น่าติดตามในที่มาที่ไปสนุกดีครับ ใครยังไม่ได้ดูก็ลองดู (ยาวพอควร 3 season) . . .
.
ปล. แต่ความที่เป็นหนังนิยาย ก็เป็นเรื่องของการเล่นไอเดียของหนังละครับ แล้วแต่ผู้แต่งจะเล่นกันไป คุณค่าของความเป็นเรื่องแต่งหรือFiction คงไม่ได้เพ่งเล็งจับผิดกันที่เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่หรือเป็นไปได้จริงแค่ไหน ทำนองแบบฟิสิกส์จริงๆ (ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นการผูกเรื่องแต่งขึ้น) แต่น่าจะอยู่ที่นอกจากการเอาไอเดียฟิสิกส์จริงมาเล่นต่อยอดจนให้ความบันเทิงน่าติดตามแล้ว ยังแฝงแง่คิดหรือไอเดียบางอย่าง เป็นต้น (*ซึ่ง ซีรี่ย์ Dark นี่ ก็นับว่าเป็นอีกเรื่อง ที่ทำได้ดีมาก) . . .
.
. . . ส่วนสำหรับ #เวลา สังเขปเบื้อนต้นในแง่ฟิสิกส์จริงๆ ก็ต้องย้ำทบทวนกันอีกว่า เวลา มีตัวตน(Being) ดำรงอยู่จริง ไม่ได้มีฐานะเพียงแค่คำสมมติรูปแบบหนึ่ง เพื่อมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเพียงแค่นั้น ในส่วนนี้พิสูจน์หลักฐานประจักษ์ได้มากมายแล้ว นำโดย ทฤษฎีสัมพัทธภาพ/ไอน์สไตน์ นั่นเอง ทั้งยังพบว่าตัวเวลาเองเป็นเนื้อเดียวกับอวกาศ(Space) อันไม่ได้ทำหน้าที่ห่อหุ้มสรรพสิ่งหรือเป็นแค่เวทีให้สรรพสิ่งทั้งหลายได้อาศัยอยู่แสดงบทบาทแค่นั้น แต่ประหนึ่ง ตัวเวลา ยังเป็นผู้เล่นซะเองได้ด้วย ก็ด้วยเวลาสามารถยืดหดขยายได้ แล้วแต่ปัจจัยของ แรงโน้มถ่วงและความเร็ว เป็นต้น *ในแต่ละพื้นที่อวกาศ เวลาจึงช้าเร็วไม่เท่ากัน (อาทิ ตัวอย่าง ที่มีเล่นในหนัง #Interstellar เป็นต้น) และแน่ละ เวลา ยังมีปริศนาอีกมากมาย #มันมีกลไกทำงานยังไงแน่-#ทำอะไรได้อีกบ้าง-#เวลาวิวัฒน์มาจากอะไรอื่นอีกทีหรือไม่ กระทั้ง #เวลาหยุดได้หรือไม่! ฯลฯ . . .
.
** ต่อปริศนา เวลา โอบล้อมห่อหุ้มทุกสรรพสิ่งในจักรวาลทั้งมวลไม่ยกเว้นเลย *หรือเปล่า ? หรือจะมีบางอย่างที่อยู่นอก เวลา ได้ ก็นับว่าน่าพิจารณา ( แต่ถ้ามี? สิ่งที่อยู่นอกอิทธิพล เวลา นั้น จะมีตัวตนดำรงอยู่รูปแบบไหนกัน! นับว่าเป็นอีกเคสที่เหนือสามัญสำนึกอย่างสุดขั้ว ยากที่จะจินตนาการถึง ) ** . . .
.
ส่วนเคสจะมีโอกาสความน่าจะเป็น ที่มนุษย์เราจะสามารถข้ามเวลาได้หรือไม่นั้น นับว่ายังเป็นปริศนาที่น่าสนใจมาก *เพราะถ้าข้ามได้ สิ่งที่เคยจินตนาการไว้ในหนังต่างๆ (อันก่อเกิดทั้งประโยชน์และโทษความวุ่นวายต่างๆ ที่จะตามมา) ก็มีโอกาสเป็นไปได้ด้วยนั่นเอง ⏳ . . . ในแง่ของ นิยายเรื่องแต่งไซไฟ หรือ Fiction จึงคาดว่ายังมีช่องให้เล่นอะไรๆเกี่ยวกับ เวลา ได้อีกมาก แต่กระนั้นความยาก(มาก)ของการคิดพล็อต ข้ามเวลา น่าจะอยู่ที่เล่นยังไงให้เนียน ไม่ให้เกิด ย้อยแย้งParadox หรือ ให้ Paradox น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นับว่ายังคงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับการคิดพล็อตไซไฟใหม่ๆ เพราะความเสี่ยงของการเล่นกับเคสข้ามเวลา หลักๆคือ ถ้ามีจุด Paradox มากไป หรือเล่นไอเดียรูปแบบการข้ามแบบมุขซ้ำซากจำเจกะที่เคยสร้างๆกันมามากไป ก็ย่อมจะถูกวิพากษ์รุนแรงจากท่านผู้ชม นั่นแล (โดยเฉพาะผู้ชมไซไฟสายฮาร์ดคอร์เดนตาย^^ด้วยแล้ว ย่อมคาดหวังสูงกว่าผู้ชมทั่วไป) . . . (* ก็หวังว่า ภายภาคหน้า คงจะยังมีการกล้าคิดสร้างหนังข้ามเวลา ที่พล็อตฟินๆเข้มๆทำนองแบบซีรี่ย์ Dark ( หรือที่มีลูกเล่นไอเดียรูปแบบการข้าม สดๆใหม่ๆ ทำนอง Tenet ) ให้คอไซไฟเราได้เสพอีกเรื่อยๆ ต่อๆไป ✌️🎬 )

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564

!! ใครสร้างพระเจ้า !!

หนัง #Prometheus(2012) บทสนทนาตอนนี้แอบแฝงนัย น่าสนใจ

การค้นพบเบาะแสใหม่เชิงวิทยาศาสตร์ VS ความเชื่อในตำนานเชิงศาสนาต่อกรณี ผู้สร้าง/พระเจ้า
แต่ตัวละครอย่าง Elizabeth Shaw ก็ได้สะท้อนอีกนัยเช่นกันว่า ถึงแม้ได้รับคำตอบแล้วว่า เอเลี่ยนทรงภูมิปัญญาพวกนี้ (Engineer) คือผู้สร้างมนุษยชาติที่แท้จริง (อันไม่ใช่พระเจ้าอะไรทำนองในที่คัมภีร์ศาสนาบอกไว้) แต่ก็ยังไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งตำนานของศาสนา เพราะยังถามได้ต่อว่า แล้วใครสร้างพวกเขาอีกที ซึ่งคำถามแบบนี้ จะไม่มีวันสุดจบ เพราะจะถามได้เรื่อยๆเมื่อมีการค้นพบผู้สร้างของผู้สร้างต่อๆไป . . .
. . . คติความเชื่อที่ เรียกว่า ผู้สร้างอันเป็นปฐมแรกสุด แม้นักวิทย์ฟิสิกส์หลายท่านจะปฏิเสธการมีอยู่ของผู้สร้างทำนองศาสนา แต่ไปเชื่อในแบบที่เป็นกฏหรือระบบอะไรบางอย่างก็ตามในเชิงฟิสิกส์แทน แต่ฝ่ายผู้ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าก็จะโต้แย้งได้อยู่ดีทำนองว่า กฎหรืออะไรซับซ้อนขนาดนี้จะเกิดขึ้นเองลอยๆไม่ได้ ควรต้องมีใครหรืออะไรลี้ลับบางอย่างที่มีอำนาจในสร้างกฎ ควบคุม หรือสามารถแทรกแซง ความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งปวง อันหมายถึงต้องมีอำนาจอยู่เหนือกฏเหล่านี้อีกที เป็นต้น . . .
ปล. ก็นับว่าเป็นประเด็นปัญหาจักรวาลแตกหรือปริศนาคลาสสิกไปตลอดกาล ซึ่งเบื้องต้นแล้วต่อกรณีความเชื่อเกี่ยวกับกรณีมีผู้สร้างสูงสุดหรือไม่อย่างไร อะไรทำนองนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่จะมากีดกันหรือเหยียดห้ามอะไรกันได้อยู่แล้ว สุดท้ายก็คงแล้วแต่ใครจะวิจารณญาณ และพอใจที่จะเลือกเชื่อแบบไหนแง่มุมใด ก็ว่ากันไป
+++ เกร็ดตำนาน Engineer - ไซไฟ Prometheus เพิ่มเติม http://www.avp.siligon.com/

วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ทาสยีน


“We are survival machines – robot vehicles blindly programmed to preserve the selfish molecules known as genes. This is a truth which still fills me with astonishment.”

― Richard Dawkins, The Selfish Gene


เบื้องต้น ถ้าอิงทฤษฎีนี้ ก็ต้องแซวว่า เราก็ต่างเป็นแค่ ทาสยีน ด้วยกันทั้งนั้น... ( *ถ้ามี เอเลี่ยน/ชีวิตอื่นต่างดาว พวกเขาก็คงเป็นทาสยีนเช่นกัน มั้ง ? 🧬👽)

... มองแง่นี้ พฤติกรรมของเราหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ (ไม่ว่าดีร้าย) ลึกๆล้วนถูก ยีน บงการขับดันขับเคลื่อน หรือจะเรียกว่า ถูกยีนหลอก ทั้งในระดับหยาบๆทั่วไป กระทั้งหลอกซ้อนหลอกในระดับลึกว่า เราเป็นตัวของเราเอง มีเจตจงนงอิสระคิดเองได้ (ทั้งที่ตัวตนจริงๆไม่เคยมีจริง ? ) ก็แล้วแต่จะอุปมาหรือวิจารณญาณแง่มุมกันไป

มองในสเกลใหญ่ขึ้นไป ระดับสังคม-ระดับเผ่าพันธุ์-ที่จำเป็นต้องสัมพันธ์กับระบบธรรมชาติแวดล้อมด้วยแล้ว ดูเหมือน การร่วมมือกัน-การมีสำนึกสาธารณะ เห็นแก่ผู้อื่นเห็นแก่สิ่งแวดล้อม-เห็นแก่ชีวิตอื่นๆบ้างด้วย มีแนวโน้มว่าจะทำให้ ยีน ได้อยู่รอดมีประสิทธิภาพมากกว่าแค่การเป็นคนคับแคบเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดคนเดียวหรือเอาเพียงแค่พวกตัวเองกลุ่มเล็กๆ ก็ควรต้องขยายเป็นระดับเห็นแก่เผ่าพันธุ์ เห็นแก่ธรรมชาติแวดล้อม ให้อยู่กันได้ด้วย เพราะทุกอย่างสัมพันธ์กระทบถึงกันหมด อะไรก็ว่าไป ( แม้แก่นรากฐานลึกๆ จะยังคงจัดได้ว่า ยังคงมีความ เห็นแก่ตัว ขับเคลื่อน อยู่ดีอยู่นั่นเอง )

ในสเกลระดับจักรวาล ถ้าอิงความรู้เชิงฟิสิกส์ประกอบด้วย ก็เป็นที่ทราบกันว่า เริ่มแรกหลัง Big Bang ใหม่ๆ ยังไม่มี ยีน เกิดขึ้น มีแต่ปรากฏการณ์ของสสาร-อนุภาคมูลฐาน เป็นต้น ... ยีน เพิ่งวิวัฒน์มาช่วงหลังๆนานโขนับพันล้านปี กว่าจะเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่รู้สึกนึกคิดได้ เกิดมีพฤติกรรมต่างๆ เห็นแก่ตัว ดิ้นรน เพื่อรอด ได้สืบพันธุ์-สืบยีน ให้ดำรงอยู่ต่อๆไป...ส่วน ระบบชีวิต-ระบบจักรวาล มุ่งหมายแค่ให้ยีนรอด แค่นั้น ? หรือสาระของการมีชีวิต มีเพียงแค่นั้นจริงๆหรือไม่ ? อันนี้คงยังไม่อาจฟันธง เพราะตัวที่มาของระบบจักรวาลทั้งปวงเองยังคงลี้ลับ ทั้งองค์ความรู้เท่าที่มนุษย๋์เรามีก็ยังไม่ได้ตอบอะไรๆเคลียร์ทั้งหมดทุกแง่มุม แม้เคสของชีวิตแรกสุด ก็ยังเป็นปริศนาว่ามาจากไหน เกิดขึ้นได้ยังไงแน่ ก็ยังคงมีปริศนาอีกมากมายที่ต้องค้นหาไขความลับต่อไป ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างที่มันเป็น-ที่มาที่ไป-เพื่ออะไรยังไง-แล้วจะไปไหนต่อ...ฯลฯ

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

The Matrix 20thAnniversary

2019 ... The Matrix (1999) ครบรอบ 20ปี!

สำหรับ The Matrix ก็ต้องจัดว่า เป็นอีกสุดยอดหนังไซไฟ ที่นอกจากแอคชั่นล้ำๆมันส์ๆแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การเปิดขมองท่านผู้ชม ได้อย่างล้ำลึก ด้วยสื่อนัยยะท้าทายให้ขบคิด/ตีความกันได้ในหลากหลายมิติเหลือเกิน ... ไม่ว่าจะ มิติทางเทคโนโลยี/A.I.ปัญญาประดิษฐ์, มิติทางระบบสังคม/การปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ, ยันมิติทางด้านความเชื่อ/ศาสนา/ปรัชญา/ชีวิต/จิตวิญญาณ/อัตตา/ตัวตน ฯ ล ฯ --- และยิ่งในยุคภาวะปัจจุบัน กับสัญญาณการเข้ามีอิทธิพลยิ่งๆขึ้นทุกทีของ A.I. มันยิ่งทำให้มนุษยชาติเรา ยิ่งต้องตระหนังเฝ้าระวังว่า มันอาจจะลงเอยทำนองใน The Matrix

(( ปล. แนะนำ รำลึกตำนาน/เกร็ด The Matrix ที่เว็บ http://www.matrix.siligon.com ))

=======================================

The Matrix is everywhere. It is all around us. Even now, in this very room. You can see it when you look out your window or when you turn on your television. You can feel it when you go to work... when you go to church... when you pay your taxes. It is the world that has been pulled over your eyes to blind you from the truth. That you are a slave, Neo. Like everyone else you were born into bondage. Into a prison that you cannot taste or see or touch. A prison for your mind"


"เมทริกซ์มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันอยู่รอบๆตัวเรา รวมถึงตอนนี้ มันอยู่ในห้องๆนี้ คุณมองเห็นมันเมื่อคุณมองออกไปทางหน้าต่าง มองเห็นมันเมื่อคุณเปิดโทรทัศน์ คุณรู้สึกได้ตอนคุณไปทำงาน...ตอนคุณไปที่โบสถ์...ตอนคุณจ่ายภาษี มันคือโลกที่ฉุดรั้งคุณไว้ให้มืดบอดจากความเป็นจริง ที่ที่เราเป็นทาส เหมือนกับทุกๆคนที่เกิดมาถูกจองจำ ถูกขังไว้ในคุกที่ไม่สามารถลิ้มรส มองเห็น หรือสัมผัส เป็นคุกแห่งจิตใจ"...มอร์เฟียส กล่าวกับ นีโอ

--  The Matrix 20thAnniversary  --

วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ปริศนาของ เวลา กับ ชีวิต



"เหตุผลเดียวสำหรับ เวลา คือ เพื่อสรรพสิ่งไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน"

The only reason for time is so that everything doesn't happen at once.

---  Albert Einstein ---

ไอน์สไตน์ เค้าล่ะ ที่เป็นคนที่เผยความลี้ลับซ
่อนเร้นของ เวลา ให้โลกได้ตะลึงว่า เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์(ทฤษฎีสัมพัทธภาพ) เวลายืดหดได้ อัตราเวลาไม่เท่ากันได้ เงือนไขหลักเชิงฟิสิกส์ ก็ขึ้นอยู่กับตัวแปร ภาวะความเร็ว(แสง) และ แรงโน้มถ่วง ที่ต่างกันไป ... ถ้าต่างกันรุนแรง ก็อาจอยู่ในระดับ เวลานับแรมปีของที่หนึ่ง อาจแค่ไม่กี่ชั่วโมงในอีกที่ ... ( * ก็ใครจะไปรู้ เวลาที่กำลังจะผ่านเราไปที่ถือว่าจะครบรอบหนึ่งปีเต็มในไม่ช้านี้อาจเป็นแค่ ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมงในพื้นที่อวกาศอืนๆหรือมิติอื่นๆหรือภูมิภพอื่นๆ! )



ปล. และเบื้องต้น หากพิจารณาสาระของสรรพสิ่งและชีวิตทั้งปวง หลักๆ ก็คือ สิ่งนั้นหรือคนๆนั้นได้ หมดเปลืองเวลาแต่ละช่วงขณะไปกับอะไรบ้าง-ผ่านเหตุการณ์อะไรไปบ้าง จวบจน หมดเวลา! ... *สังเกต เวลา คือสิ่งทีเดียวที่อะไรก็ชดเชยไม่ได้(เงินแค่ไหนก็ตาม) หมดแล้วหมดเลย จึงไม่น่าจะมีใครเสียเปรียบได้เปรียบกว่ากัน ในกรณีของการผ่านเวลาแต่ละขณะที่ผ่านไปได้ขณะเดียวเท่านั้น! กระมัง ?

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

ข่าวว่าหนังชีรี่ย์ #TheFoundation หรือ #สถาบันสถาปนา โดย #Apple นี้ จะมี 10 episode ด้วยกัน ส่วนกำหนดฉาย ยังไม่คอนเฟิร์ม ... งานนี้ได้ David Goyer (The Dark Knight Trilogy) ร่วม Josh Friedman (Avatar 2) มาเขียนบท

ก็ถือเป็นอีกซีรี่ย์ที่น่าจับตารอคอย

=======================================
* เครดิตข่าวเพิ่มเติม https://deadline.com/…/foundation-apple-gives-series-order…/)

-- Isaac Asimov ผู้แต่ง The Foundation --

* สังเขปโครงเรื่องนวนิยาย สถาบันสถาปนา
ดร.ฮาริ เซลดอน นักคณิตศาสตร์/นักจิตวิทยา/นักอนาคตประวัติศาสตร์ (pscychohistory)ได้สังเกตเห็นตัวแปรต่างๆในจักรวรรดิอวกาศ มีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติ-การเสื่อมโทรมลง อันจะลงเอยเป็น ยุคเสื่อมโทรมอนารยะ หรือยุคแห่งความทุกข์ยาก คำนวณได้ว่ายุคเสื่อมนี้จะกินเวลายาวนานถึงประมาณ 30,000 ปี กว่าจะกลับมาค่อยๆฟื้นฟูให้รุ่งเรื่องได้อีกครั้ง
เมื่อประเมินตัวแปรต่างๆแล้ว ความเสื่อมทั้งหลายที่จะเกิด จะไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขอะไรได้ ที่จะทำได้ทางเดียว คือการเยียวยา ด้วยการ ย่นลด ให้ช่วงเวลาแห่งความเสื่อมโทรมนั้น กินเวลาสั้นลง จาก 30,000 เหลือประมาณ 1,000 ปี จึงได้ก่อตั้ง สถาบันสถาปนาขึ้น(อันเป็นที่รวบรวมคลังภูมิปัญญามนุษยชาติ) ... ระหว่างนั้นจึงได้เกิดเป็นเรื่องราวยืดยาว และสะท้อนนัยยะมากมาย เชิง นวัตกรรม เทคโนโลยี เอเลี่ยน ทั้งปรัชญา ศาสนา เศรษฐศาสตร์ การเมือง สงคราม ฯลฯ ...
-- The Foundation Trilogy เดิม --

* ปล. The Foundation หรือ สถาบันสถาปนา ดั้งเดิมนั้นมีเพียง 3 เล่มจบเป็น Trilogy ... แต่ภายหลังก็ถูกขยายยาวเป็น 10 เล่มจบ (*นานแล้วเคยมี แปลไทย ครบชุด 10 เล่ม ) ... ถูงยกย่องเป็นไซไฟคลาสสิกขึ้นหึ้ง ก็ถือเป็นระดับคัมภีร์ไบเบิ้ลแห่งวงการไซ-ไฟ (คู่กับนิยายอีกชุด A Space Odyssey ของ Arthur C. Clarke 4 เล่มจบ )
* ปล.2 ก่อนหน้านานแล้ว(2014) ก็เคยมีข่าวจะสร้างโดย HBO ... แต่เหมือนจะเงียบๆไป ? >> ข่าวเก่าที่ https://www.thewrap.com/interstellars-jonah-nolan-developi…/

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

The Man from Earth (2007) มนุษย์อายุหมื่นปี!

ถ้าอยากดูหนังที่มีพล็อต สะกดให้ต้องชะงักงัน! ... เป็นการสะท้อนกรณีเรื่องราวที่เหมือนจะขัดสามัญสำนึกเอามากๆ แต่คุณก็โต้แย้งใดๆไม่ได้เช่นกัน ... ต้องยกให้เรื่องนี้เลยครับ #The Man from Earth (2007) ...
... ซึ่งให้มุมมองว่าคนเรามักมีกรอบความคิดหรือความเชื่อฝังหัวบางอย่างเสมอ(และมั่นใจซะเหลือเกิน) - ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนใส่สีได้เสมอๆ(แต่ก็เชื่อกันเป็นจริงเป็นจัง) - ตรรกะการโต้แย้ง โดยเฉพาะกรณี อะไรคือความจริง/หรือไม่จริง ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกตลอด (คุณจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัดฟันธง ตำรา, หลักฐาน, ข้อพิสูจน์, หรือ สามัญสำนึก ? ) และแง่มุมอื่นๆมากมาย ฯลฯ

ปล. หนังไม่มีบทบู๊ใดๆนะครับ แต่รับรองมันส์ระเบิด

วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"Thrive" ใครควบคุมระบบโลก!


- ความเลื่อมล้ำทางสังคม! -

.............................................................

หนังสารคดี "Thrive" : what on earth will it take
เปิดโปงระบบโลก! ที่มาของความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางสังคม!


* ยุคปัจจุบัน ใครควบคุมความเป็นไปของสังคมโลกตัวจริงกันแน่ ?

* องค์กรลับของชนชั้นนำโลก(Elite Class)...เป้าหมายสูงสุดของพวกเขา คือ ผนวกรวมประเทศต่างๆ ในโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกา เข้าสู่ภายใต้การปกครอง ของรัฐบาลหนึ่งเดียวของโลก...แล้วพวกเขาเป็นใคร? มาจากไหน ?

* ทฤษฎีสมคบคิดของชนชั้นนำโลก เพื่อจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) กำลังก่อการลับๆ มีอยู่จริงหรือ ?

* ชนชั้นนำ(สามานย์)ใช้ระบบเงินตรา - สื่อ/บันทิง - การศึกษา(ถึงศาสนา!) ฯลฯ ควบคุม-ลวงตา-ล้างสมอง! มนุษยชาติส่วนใหญ่แปลสภาพเป็นคนงาน-ทาส!(โดยไม่รู้ตัว) เพื่อรับใช้กลุ่มตน! และครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ของโลกไว้นำกำมือของกลุ่มตน ได้อย่างไร-ด้วยวิธีใด... ?

* ความเลื่อมล้ำทางสังคม(โลก)รุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยเหตุใด ? ...โดยภาพรวมแล้ว ทุกคนล้วนทำงานในเวลาพอๆกัน แต่ส่วนมากกลับไม่พอใช้(จนถึงอดยากขาดแคลน)...เงิน-ทรัพยากรส่วนใหญ่กลับไปตกอยู่ภายใต้การครอบครองเฉพาะกลุ่มคน(ชนชั้นนำ)บางกลุ่มเล็กๆได้อย่างไร?...ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?

* การล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการบริโภคนิยมไม่มีที่สิ้นสุด...จะส่งผลต่อโลกในอนาคตอันใกล้ในทิศทางใด ?...

...ภาวะโลกร้อน-ภัยธรรมชาติ และ ฯลฯ... อื่นๆอีกมากมาย ... สารคดี "Thrive" ตั้งประเด็น -เปิดโปง รวมทั้งเสนอแง่คิด-ทางออกสำหรับคำถาม-ปัญหา ทำนองที่ยกมาข้างต้นนี้...เป็นสารคดีที่ ประเทืองปัญญา-น่าสนใจ-น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง...ไม่แน่ใจว่าต่อไปจะมีจำหน่ายในประเทศไทย-เป็นพากย์ไทยด้วยหรือไม่...รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารคดีชุดนี้ที่

- ตัวอย่างเนื้อหาในสารคดี Thrive : ตอน "Follow The Money" -

“By the end of this decade we will live under the first One World Government that has ever existed in the society of nations, a government with absolute authority to decide the basic issues of human survival. One world government is inevitable.”
"ระบบรัฐบาลโลกรัฐบาลเดียวเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้!...ท้ายที่สุดแล้ว ทศวรรษอันใกล้นี้ พวกเราจะถูกปกครองภายใต้รัฐบาลโลกรัฐบาลเดียว! รัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโลกและความเป็นไปของมนุษยชาติทั้งมวล" Pope John Paul II,กล่าว (ปี 2000)



วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม


เพลงยาว พยากรณ์กรุงศรีอยุธยา


เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา เป็นบทร้อยกรองประเภทเพลงยาว มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพยากรณ์สถานการณ์ในอนาคตว่าจะเกิดอาเพศ-วิปริตลางบอกเหตุต่างๆ ประสบวิบัติ ภัยนานา...ก่อนที่กรุงศรีฯจะล่มสลาย โดยความเชื่อกระแสหลักคาดว่า กลอนนี้ประพันธ์ขึ้นราวสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วนผู้ประพันธ์ยังไม่อาจระบุตัวได้แน่ชัด...

กล่าวกันว่า...เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาแต่งขึ้นเลียนแบบมหาสุบินชาดก และนิทาน "พยาปัถเวน (ปเสนทิโกศล) ทำนายฝัน" ชาดกและนิทานดังกล่าวเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ พระสุบินนิมิต สิบหกประการ ของประการของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ได้ทูลถามคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า (ซึ่้งตรงกับจำนวนมหัศจรรย์ ๑๖ ประการในเพลงยาวฯ)...อาทิกรณี “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าอันลอยจะถอยจม” ของเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา คล้ายกับพระสุบิน ข้อ 12 กับข้อ 13 ของพระเจ้าปะเสนทิ แตกต่างกันที่ข้อ 13 นั้น พระเจ้าปะเสนทิทรงพระสุบินเห็นเป็น หินก้อนใหญ่เท่าเสาเรือนลอยน้ำ ไม่ใช่กระเบื้อง

- ภาพวาด บรรยากาศเสียกรุง วาระสุดท้ายกรุงศรีอยุธยา โดนเผาเมืองวอดวาย -
ในพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า...ผู้แต่งเพลงยาวคงจะเห็นวิปริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามคำพยากรณ์พระสุบินนิมิตสิบหกประการของประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ข้างต้น...จึงได้แรงบันดาลใจแต่งเอาไว้ด้วยความอาลัยกรุงศรีอยุธยา เป็นการบันทึกเรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ไว้ให้คนรุ่นหลัง...


จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา
เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนามหาดิเรกอันเลิศล้น
เป็นที่ปรากฏรจนาสรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน
ทุกบุรีสีมามณฑลจบสกลลูกค้าวาณิช
ทุกประเทศสิบสองภาษาย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอัครนิตย์
ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิษทั้งความพิกลจริตแลความทุกข์
ฝ่ายองค์พระบรมราชาครองขัณฑสีมาเป็นสุข
ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุกจึ่งอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี
เป็นที่อาศัยแก่มนุษย์ในใต้หล้าเป็นที่อาศัยแก่เทวาทุกราศี
ทุกนิกรนรชนมนตรีคหบดีชีพราหมณพฤฒา
ประดุจดั่งศาลาอาศัยดั่งหนึ่งร่มพระไทรอันสาขา
ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคาเป็นที่สิเน่หาเมื่อกันดาน
ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพอาจปราบไพรีทุกทิศาน
ทุกประเทศเขตขัณฑ์บันดาลแต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ
กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติขจรจบ
อุดมบรมสุขทั้งแผ่นพิภพจนคำรบศักราชได้สองพัน
คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลายจะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น
ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์ สิบหกประการ
คือเดือนดาวดินฟ้าจะอาเพศอุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาฬเกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง
พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนกอกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมืองผีเมืองนั้นจะออกไปอยู่ไพร
พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนีพระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้
พระธรณีจะตีอกไห้อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม
ในลักษณ์ทำนายไว้บ่ห่อนผิดเมื่อวินิศพิศดูก็เห็นสม
มิใช่เทศกาลร้อนก็ร้อนระงมมิใช่เทศกาลลมลมก็พัด
มิใช่เทศกาลหนาวก็หนาวพ้นมิใช่เทศกาลฝนฝนก็อุบัติ
ทุกต้นไม้หย่อมหญ้าสาระพัดเกิดวิบัตินานาทั่วสากล
เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนาจะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชนมิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก
ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัวคนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูพักจะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย
ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจนักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอยน้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม
ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่าเพราะจันฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา
พระมหากระษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาทประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา
อาสัตย์จะเลื่องลือชาพระธรรมาจะตกลึกลับ
ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญจะสาบสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ
ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์สัปบุรุษจะอับซึ่งน้ำใจ
ทั้งอายุศม์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปีประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย
ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไปผลหมากรากไม้จะถอยรส
ทั้งแพทยพรรณว่านยาก็อาเพศเคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด
จวงจันทน์พรรณไม้อันหอมรสจะถอยถดไปตามประเพณี
ทั้งข้าวก็จะยากหมากจะแพงสาระพันจะแห้งแล้งเป็นถ้วนถี่
จะบังเกีดทรพิษมิคสัญญีฝูงผีจะวิ่งเข้าปลอมคน
กรุงประเทศราชธานีจะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พลจะสาละวนทั่วโลกทั้งหญิงชาย
จะร้อนอกสมณาประชาราชจะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวายฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ
ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบกเวียงวังก็จะรกเป็นป่าเสือ
แต่สิงห์สารสัตว์เนื้อเบื้อนั้นจะหลงหลอเหลือในแผ่นดิน
ทั้งผู้คนสาระพัดสัตว์ทั้งหลายจะสาบสูญล้มตายเสียหมดสิ้น
ด้วยพระกาฬจะมาผลาญแผ่นดินจะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม
กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้วจะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยามจนสิ้นนามศักราชห้าพัน
กรุงศรีอยุธยาเขษมสุขแสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์นับวันจะเสื่อมสูญเอยฯ


.........................................................

ข้อเท็จจริง ? - ข้อสันนิษฐาน ?

เพลงยาวฯ นี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือ "อธิบายแผนที่พระนครศรีอยุธยา" ซึ่งมหาอำมาตย์โทพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) อดีตสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา และอดีตอุปนายกราชบัณฑิตยสภา แผนกโบราณคดี พิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในการพระราชพิธีทรงบวงสรวงอดีตมหาราชเจ้าที่พระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2459

สันนิษฐานว่าเพลงยาวนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่นักวิชาการยังไม่อาจสรุปแน่ชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง แม้ว่าในตอนท้ายของบทกลอนได้บันทึกกำกับไว้ว่า "พระนารายณ์เป็นเจ้านพบุรีทำนาย..." หากว่าเป็นจริงตามนั้น "พระนารายณ์" ก็หมายถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ส่วน"นพบุรี"คือเมืองลพบุรี

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ในคำนำหนังสือดังกล่าว มีความตอนหนึ่งว่า "...เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา อ้างไว้ข้างท้ายว่าเปนพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพลงยาวนี้มีหลักฐานควรเชื่อแต่ว่าแต่งเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี ด้วยในคำให้การของพวกชาวกรุงเก่าที่พม่าจับไปถามคำให้การเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาได้กล่าวอ้างถึง แต่ข้อที่ว่าเปนพระราชนิพนธ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นไม่มีหลักฐานอย่างอื่นนอกจากที่มีเขียนอ้างไว้กับเพลงยาว ปลาดอยู่ที่เพลงยาวบทนี้ยังมีผู้ท่องจำกันมาได้แพร่หลายจนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ แต่เรียกกันว่าเพลงยาวพุทธทำนาย...”

ในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า” ก็มีเรื่องคำพยากรณ์กรุงศรีอยุธยานี้เช่นกัน กล่าวว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของพระพุทธเจ้าเสือ แต่มีเนื้อความสั้นกว่าและปรากฏความเป็นร้อยแก้ว ซึ่งสันนิษฐานเพิ่มเติมได้อีกว่า เพลงยาวฯ นี้อาจแต่งขึ้นเพื่อใช้ทำลายขวัญกำลังใจสาธารณะอันเป็นจิตวิทยาทางการเมือง เพราะบทกลอนดังกล่าวมีเนื้อความคล้ายกับร่ายของพระเจ้าสุริเยนทราธิบดีหรือพระเจ้าเสือที่ทรงประพันธ์ขึ้นมาเพื่อใช้ในปฏิบัติการจิตวิทยาทางการเมืองในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งต่อมาผู้นำในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ใช้ประโยชน์จากบทกลอนดังกล่าวมาอธิบายเหตุการณ์การเสียกรุงศรีอยุธยาโดยมีเป้าหมายในทางการเมืองที่ต่างไปจากพระเจ้าเสือ

สรุปสังเขปก็คือ ถ้าหากว่าเพลงยาวนี้ได้ถูกแต่งในสมัยอยุธยาจริง อาจกล่าวได้ว่า

1. ผู้แต่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความสามารถในทางโหราศาสตร์หรือทางจิตวิทยาและเป็นนักประพันธ์นำมาผนวกกับเรื่องราวของพุทธทำนายดังกล่าวข้างต้น

2. เพลงยาวฯ นี้อาจใช้เป็นจุดประสงค์ในทางการเมือง

ข้อสังเกตอีกประเด็นหนึ่งก็คือ การทำนายชะตาบ้านเมืองไปในทางเลวร้ายเช่นนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและเป็นการอัปมงคล หากเป็นการแต่งโดยบุคคลธรรมดาก็อาจจะถูกลงโทษสถานหนัก ดังนั้นผู้ที่สามารถทำนายกล่าวอ้างออกมาได้และทำให้ผู้คนยอมรับและจดจำกันได้นั้น ก็ย่อมต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญระดับพระมหากษัตริย์ หรือบุคคลที่พระมหากษัตริย์ให้การยอมรับนับถือ

แต่ก็มีบางสำนัก-บางกลุ่มให้ความเห็นว่า บทกลอนข้างต้น เพิ่งแต่งขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 6 นี้เอง สมัยอยุธยาหาได้มีบทกลอนนี้ไม่ ซึ่งผู้แต่งอาจใช้เพื่อจุดประสงค์ นัยยะในทางการเมือง บางประการ ?

เกี่ยวกับคำทำนายอนาคตทำนองนี้ เป็นที่รู้กันว่ามีอยู่มากมายในศาสนา-ลัทธิต่างๆ อย่างคติฮินดูมี "นารายณ์อวตารครั้งสุดท้าย" ซึ่งเป็นการทำนายภาวะโลกก่อนวินาศ พระนารายณ์จึงได้อวตารมาแก้ไขวิกฤติปราบยุคเข็ญสร้างยุคใหม่ (ได้เคยเสนอใน Blog นี้แล้ว สนใจรายละเอียด คลิกที่นี่ )

* เครดิตข้อมูล : วิกิพีเดีย

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เสื่อผืนหมอนใบ ใกล้สูญพันธุ์ - American Dream is over ?


" เสื่อผืนหมอนใบ "

บทความดีๆ จาก www.winbookclub.com
(เว็บสุดยอดแรงบันดาลใจ-มุมมองดีๆ ที่คนไทย-เยาวชนไทยควรเข้าชมศึกษา)
โดย วินทร์ เลียววาริณ


เทียม โชควัฒนา เกิดเมื่อปี 2459 ในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องมาก ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน เมื่ออายุสิบห้าปี ฐานะทางบ้านไม่ดี จึงต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยทางบ้านค้าขาย ทำงานทุกอย่างด้วยความอดทน เริ่มจากระดับล่างสุด เป็นตั้งแต่เด็กรับใช้ กรรมกรยกของหนัก แบกน้ำตาลหนัก 100 กิโลกรัม ไปจนถึงขายสินค้า

แม้จะออกจากโรงเรียนแล้ว เขาก็ยังหาโอกาสศึกษาหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา เรียนหนังสือภาคค่ำ และศึกษาเรื่องธุรกิจจากคนรอบตัวที่มีประสบการณ์แบบครูพักลักจำ สิ่งหนึ่งที่เทียมเรียนรู้จากพ่อคือการรักษาสัจจะ รับปากอะไรใครแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ดังคำพูด นอกจากนี้ยังไม่ผิดนัดเป็นอันขาด ในทางธุรกิจสองสิ่งนี้เป็นเครดิตที่ดีที่สุด

ปรัชญาของเขาคือ ทำงานหนัก เขาถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราทำงานเต็มที่แล้วหรือไม่?” ด้วยสองมือเปล่า เขาสร้างตัวเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย


ชิน โสภณพนิช
เกิดเมื่อปี 2453 เริ่มต้นชีวิตทำงานเป็นลูกจ้างเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร ล่องระหว่างกรุงเทพ - อยุธยา เป็นเสมียนของโรงไม้แห่งหนึ่ง เมื่อโรงไม้ไฟไหม้ปิดกิจการ ก็เปลี่ยนสายงาน ไปทำกิจการการเดินเรือในเมืองจีน ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาไม่ยอมแพ้ ลองทำธุรกิจอื่นๆ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในวงการค้าขายวัสดุก่อสร้าง แล้วแตกหน่อเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่น การก่อสร้าง ค้าทองคำ ค้าข้าว ธุรกิจห้างสรรพสินค้า และธนาคาร

ปรัชญาของเขาคือ ทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ ล้มแล้วลุกขึ้นมาเสมอ ด้วยสองมือเปล่า เขาสลัดพ้นความยากจนเป็นผู้มีฐานะดีที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย


นี่เป็นเพียงสองตัวอย่างในจำนวนคนจำนวนมากที่สร้างตัวจากศูนย์ จากเสื่อผืนหมอนใบจนลืมตาอ้าปากได้ บางคนก็ไปไกลถึงขั้นมหาเศรษฐี โดยมีความขยันเป็นยาบำรุง ความอดทนเป็นวิตามินชีวิต

คนรุ่นก่อนคุ้นกับวลี ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ เป็นอย่างดี หมายถึงคนที่ตั้งตัวจากศูนย์ ไต่เต้าขึ้นมาจนมีฐานะดีหรืออย่างน้อยก็ข้ามพ้นความยากจน ตัวอย่างส่วนมากเป็นคนจีนที่อพยพมาหาโอกาสใหม่ในเมืองไทย ตั้งแต่ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ถึงกลางศตวรรษที่ 20 โดยสารเรือสำเภาจากท่าเรือในมณฑลกวางตุ้ง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเมืองไทย สองมือกับเสื่อหนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ เป็นที่มาของสำนวนนี้

ปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ อาจจะเชยไปแล้วในสายตาคนรุ่นใหม่ที่สามารถรวยพันล้านในเวลาสั้นๆ ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว ไม่ต้องแบกของหนัก ไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ใช้สมองและการหาจังหวะอย่างเดียวก็พอ สามารถ ‘เออร์ลี รีไทร์’ ตั้งแต่อายุยังน้อยถือเป็นสุดยอด

แน่ละ การใช้สมองและการหาจังหวะในธุรกิจมิใช่เรื่องผิดหรือน่าดูหมิ่น ธุรกิจก็คือการรู้จักมองหาโอกาสอยู่แล้ว และมันก็เป็นเพียงอีกหนทางหนึ่งในการสร้างตัว ในเมื่อมีฝีมือและวิสัยทัศน์ที่สามารถมองหาช่องว่างของโอกาส และทำเงินได้มากๆ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด

อย่างไรก็ตาม ภาพความสำเร็จโดยการรวยลัดรวยง่ายรวยเร็วอาจปูทางให้เกิดบรรทัดฐานและค่านิยมใหม่ของการทำงานที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าการประสบความสำเร็จคือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ปริมาณ’ มันยังมีส่วนเสริมค่านิยม ‘เท่าไรก็ไม่พอเพียง’ ปรัชญา ‘ลัด-ง่าย-เร็ว’ นี้เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่คนสวมสูทบนหอคอยงาช้างลามไปถึงคนเดินดินข้างล่าง

ภาพคนเรียนจบสูงๆ ใช้เวลาในตลาดหุ้นแทนที่จะทำงานในวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา หรือคนขับแท็กซี่จอดรถรอล่าผู้โดยสารต่างชาติเพื่อฟันราคาค่าโดยสารแบบปิดประตูตีแมว บอกเราว่านี่เป็นโลกใหม่ที่คนรุ่น ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ใกล้สูญพันธุ์หรืออาจสูญพันธุ์ไปแล้ว

คนทำงานหนักเพราะไม่มีทางเลือก ไม่ใช่เพราะเชื่อปรัชญาการทำงานแบบนี้ ขณะที่ความสามารถและโอกาส ‘ลัด-ง่าย-เร็ว’ มิได้เกิดขึ้นกับทุกคน ปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ กลับเป็นสูตรสำเร็จที่ใช้การได้เสมอกับทุกคนทุกเวลา หากไม่กลัวความลำบากเสียอย่าง อุปสรรคก็เป็นแค่ความขรุขระเล็กน้อยของเส้นทางท่อนหนึ่งของชีวิต

‘เสื่อผืนหมอนใบ’ มิได้แปลว่าทุกคนต้องแบกของหนัก แต่หมายถึงให้เป็นคนที่หนักเอาเบาสู้ ไม่เหยาะแหยะ ไม่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ และที่สำคัญที่สุดคือไม่เอาเปรียบสังคมโดย ‘แซงคิว’ หรือเล่นนอกกติกาเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน ทำให้สังคมวิบัติในระยะยาว

คนที่คิดแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ อาจจะก้าวถึงจุดหมายช้าไปบ้าง แต่มันมั่นคงกว่า และมีศักดิ์ศรีกว่า เพราะเงินทุกบาทแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ การทำงานไปทีละขั้นก็มีประโยชน์ของมัน มันหล่อหลอมจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งให้ไม่กลัวล้ม ไม่กลัวความลำบาก คุณสมบัติที่ปรัชญารวยทางลัดไม่สามารถให้ได้

วัฒนธรรมอเมริกามีวลีหนึ่งว่า "American dream" หมายความว่า ทุกคนมีโอกาสประสบความสำเร็จเท่าเทียมกัน ผู้ที่รวยมหาศาลจากการทำงานหนักเป็นคนที่สังคมนับถือ ไม่มีใครอิจฉาริษยาคนทำงานหนักแล้วรวย เพราะเป็นสถานะที่เขาคนนั้นสมควรได้รับ สมควรได้รับการยกย่อง ตรงกันข้าม ผู้คนมักดูหมิ่นผู้ที่ร่ำรวยเพราะสืบทอดมรดกมา เพราะดวงดี ไม่ใช่ฝีมือดี


เพราะชีวิตคนเรามิได้มีค่าที่เงินในกระเป๋า มันยังมีคุณค่าอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และศักดิ์ศรีของมนุษย์มาจากพฤติปฏิบัติที่เห็นความสำคัญของวิธีการเดินมากกว่าจุดหมายปลายทาง

ลูกจ้างจำนวนมากในโลกทำงานตามที่เขาหรือเธอคิดว่าเหมาะสมกับเงินเดือนที่ได้รับ ไม่ยอมทำงานมากไปเป็นอันขาด เพราะ “มันไม่แฟร์” คนไม่น้อยไม่กระดิกตัวหากเข็มนาฬิกายังไม่ชี้ที่เวลาทำงาน ประหนึ่งถือฤกษ์เอาชัย

ลองมองอีกมุมหนึ่ง การทำงานมากทำให้มีประสบการณ์และทักษะมาก มันติดตัวเราไปตลอดชีวิต

ในมุมมองของปรัชญา ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ทุกคนมีสิทธิ์ร่ำรวยเท่าเทียมกัน แต่หากอยากไปถึงวันนั้น ถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราทำงานเต็มที่แล้วหรือไม่?”

วินทร์ เลียววาริณ


วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

ไตรปิฎก! MP3


เราได้มาถึงยุคที่มี พระไตรปิฎก! เป็นฉบับ MP3 แล้ว
(คัมภีร์ศาสนาอื่นๆก็มีเป็น MP3 แล้วเช่นกัน.. ไบเบิล อังกุรอาน ฯลฯ)

วิถีพุทธแท้ ไม่ใช่การบนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอโชคลาภ - ไม่ใช่ไสยศาสตร์ขมังเวทย์, เสกของขลัง, ท่อง นะโม ไล่ผี - หรือไม่ใช่การไล่ล่าหาสาวกเพื่อสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่มั่งคั่ง!...ฯลฯ ...แต่เป้าหมายสูงสุดแห่ง วิถีพุทธ คือ การทำจิตให้สะอาดสงบนิ่งปล่อยวาง เพื่อหยุดเวียนว่ายตายเกิดอย่างถาวร! หรือที่เรียกว่า บรรลุ "อรหันต์" หรือเรียกอีกอย่างว่า บรรลุ "นิพพาน" และก็ไม่ใช่เพียงแค่การทำบุญเพื่อหวังผลได้ไปเกิดเสพสุขบันเทิงกันสุดเหวี่ยงบนสรวงสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่ง...เพราะตามหลักพุทธแล้วการได้เกิดบนสวรรค์ก็เป็นแค่สิ่งชั่วครั้งชั่วคราว ยังคงเป็นแค่สิ่งลวง หาใช่สิ่งจีรังยั่งยืน ในที่สุดแล้วเมื่อถึงวาระของมัน ต่อให้ยิ่งใหญ่คับสวรรค์แค่ไหน ก็ยังคงต้อง เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เวียนว่ายตายเกิดต่อไปอยู่ดี เผลอๆเกินพลาด ประมาท ทำกรรมชั่ว! ก็จะไปเกิดในภูมิต่ำ นรก! เดรัจฉาน...

"พระไตรปิฎก" ได้ชื่อว่าเป็นผลึกปัญญาตกทอดจากชายในตำนานท่านหนึ่งผู้หลุดพ้นแล้วนามว่า "สิทธัตถะ" หรือ "พระพุทธเจ้า" นั่นเอง...ส่วนพระไตรปิฎกจะเป็นคำสอนที่ถูกต้อง 100% ตรงตามพระพุทธเจ้าสั่งสอนเมื่อ 2500 กว่าปีหรือเปล่านั้นคงไม่อาจมีใครการันตีได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า พระไตรปิฎก เป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้มากที่สุดในบรรดาหลักฐานอื่นๆทั้งหมดทั้งปวงเท่าที่มีหลงเหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน...ผู้ที่ศรัทธาในวิถีพุทธหรือเรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ จึงควรหันกลับไปศึกษาเนื้อหาที่มีอยู่พระไตรปิฎกเป็นหลักสำคัญ

"ยุคเก่าก่อน "พระถังซำจั๋ง"และคณะ ต้องเดินทางนับหมื่นลี้ รอดแรมฝ่าร้อนฝ่าหนาวยากลำบากกว่าสิบปีไปยัง "มหาลัยนาลันทา" ประเทศอินเดีย เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก... แต่ยุคปัจจุบันนี้ พระไตรปิฎก ได้มีคนบันทึกเสียงอ่านมาให้ฟังกันง่ายๆ แถมยังมีเสียงดนตรีประกอบให้ด้วยอีกต่างหาก"... (ถ้าท่าน"ตือโป้ยก่าย" มาเห็น คงพูดว่า..."สะดวกพหลโยธินกันขนาดนี้ หากพวกลื้อ ยังกิเลสหนาปัญญาทรามไม่เจริญในธรรมอีกละก้อ ฮั๊วก็ไม่รู้จะช่วยไงแล้วโว้ย!" :)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ภาคเสียงอ่านแบบไฟล์ MP3 ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ่านโดย อาจิต โตเกียรติรุ่งเรือง

สมบูรณ์ทั้งสามปิฎก ครบถ้วนทั้ง ๔๕ เล่ม บันทึกเสียงอ่านลงบนแผ่นซีดีทั้งหมด ๑๓๕ แผ่น รวมความยาว ๘๖๒ ชั่วโมง พร้อมดนตรีประกอบ

ท่านที่ต้องการ พระไตรปิฎก ภาคเสียงอ่านฯ นี้ สอบถามเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อได้ที่

"กองทุนเผยแผ่ธรรมเพื่อชีวิตที่งดงาม" เลขที่ ๑๐๒/๒ ถนน ศรีนครินทร์ ประเวศ กทม. ๑๐๒๕๐ โทร. ๐๒-๓๙๗-๒๔๐๐ โทรสาร ๐๒-๓๙๗-๒๓๙๙

.......................................

ใน พระไตรปิฎก มีสิ่งที่น่าสนใจหลายประเด็นอันเกี่ยวกับ ความลี้ลับของชีวิต-จักรวาล!...และที่โดดเด่นอย่างหนึ่งก็คือ ประเด็นเรื่อง "ภพ-ภูมิ" อันหมายถึงสถานที่ต่างๆที่เหล่าสรรพสัตว์สับเปลี่ยนหมุนเวียน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่จบไม่สิ้นชั่วกาลนานแสนนาน หรือที่เรียกว่า " วัฏสงสาร " *สัตว์ที่เวียนว่ายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะในโลก แต่รวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งปวงในจักรวาลด้วย...มนุษย์ต่างดาวก็เวียนว่ายตายเกิดเช่นกัน ? ส่วนจะไปเกิดภูมิไหนก็ขึ้นอยู่กับ กลไกที่เรียกว่า "กรรม"(การกระทำทั้งกาย วาจา ใจ) ซึ่งเป็น กฏของจักรวาลชนิดหนึ่ง... ลองมาดูโครงสร้างภาพรวม ภพ ภูมิ แบบย่อๆ โดยเรียงลำดับจากภูมิชั้นต่ำสุด-สูงสุด ส่วนรายละเอียดเชิงลึกแต่ละภูมิมีรายละเอียดยังไงหากสนใจก็คงต้องศึกษาค้นคว้ากันเองจาก พระไตรปิฎก...

๑. เหฏฐิมสงสาร = การท่องเที่ยวไปในโลกเบื้องต่ำ มีอยู่ 4 โลก คือ
1. นิรยภูมิ โลกนรก
2. เปตติวิสยภูมิ โลกเปรต
3. อสุรกายภูมิ โลกอสุรกาย
4. ติรัจฉานภูมิ โลกเดียรัจฉาน

๒. มัชฌิมสงสาร = การท่องเที่ยวไปในโลกชั้นกลาง มีอยู่ 7 โลก คือ
1. มนุสสภูมิ หรือ โลกมนุษย์ ที่เราอยู่กันทุกวันนี้
ประเภทของมนุษย์ แบ่งย่อยได้ 5 ประเภทดังนี้ คือ
1. มนุสสเนรยิโก มนุษย์สัตว์นรก ได้แก่ มนุษย์ผู้ดุร้าย หยาบคาย ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจี้ปล้นเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยฆ่าเจ้าทรัพย์ตายบ้าง ทุบตีจนบาดเจ็บสาหัสบ้าง ข่มขืนแล้วฆ่าบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นสัตว์อื่นทรมานผู้อื่นสัตว์อื่น เป็นคนไร้ศีลธรรม ไม่มีมนุษยธรรมคือศีล 5 ประจำตัวเลย นามว่า มนุสสเนรยิโก แปลว่า มนุษย์สตว์นรกคือเป็นมนุษย์แต่ชื่อ ส่วนความประพฤติทางกาย วาจา ใจนั้นเลวทราม ดุร้ายหยาบคายเหมือนสัตว์นรกฉะนั้น

2. มนุสสเปโต มนุษย์เปรต ได้แก่ มนุษย์ผู้มากไปด้วยความโลภ มากไปด้วยตัณหา ชอบลักเล็กขโมยน้อยโลภเอาของผู้อื่นมาเป็นของตน แย่งชิงวิ่งราวเป็นต้น แม้พวกที่เที่ยวขอทาน ก็สงเคราะห์เข้าในประเภทนี้ด้วย

3. มนุสสติรัจฉาโน มนุษย์สัตว์เดรัจฉาน ได้แก่มนุษย์ทีขวางศีลขวางธรรม มีโมหะคือความหลงมาก ไม่รู้จักบาป ไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักคุณ ไม่รู้จักโทษ ไม่รู้จักประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ไม่รู้จักบุญคุณของผู้มีพระคุณ เช่น บิดามารดา ครูบาอาจารย์ เป็นต้น เป็นมนุษย์ผู้ไร้ศีลธรรม ฆ่าสัตว์ ลักขโมย บ้ากาม ฯลฯ ทำอะไรทางกาย วาจา ใจ ก็ขวางๆผิดทำนองคลองธรรม คำ "เดรัจฉาน" แปลว่า ผู้ไปขวาง คือเดินทอดตัว ไม่ได้เดินตั้งตัวเหมือนคน คนเดรัจฉานก็ฉันนั้น ทำอะไรก็ขวางธรรม ขวางวินัย คือขาดศีลธรรมเสมอๆ

3. มนุสสภูโต มนุษย์แท้ๆ คือเป็นคนเต็มตัว ได้แก่คนรักษาศีล 5 มั่นเป็นนิตย์ไม่ขาด มนุสสภูโต แปลว่ามนุษย์แท้ๆ เพราะมีคุณธรรมของคนคือศีล ศีล ท่านแปลว่า เศียร คือ หัว ถ้าคนขาดศีล ก็คือคนหัวขาดนันเอง เพราะขาดจากคุณธรรมของความเป็นคน

5. มนุสสเทโว มนุษย์เทวดา ได้แก่มนุษย์ผู้มีศีล 5 มั่นเป็นนิตย์ แล้วยังได้พยายามบำเพ็ญกุศลเพิ่มพูนบารมีอยู่เรื่อยๆ เช่น ให้ทาน ฟังธรรม เรียนธรรม ปฏิบัติธรรม มีหิริคือความละอายต่อบาป มีโอตตัปปะ คือความสะดุ้งกลัวต่อผลแห่งบาปอยู่เสมอ เรียกว่าเป็นผู้มีใจสูงดุจเทวดา เพราะประกอบด้วยเทวธรรม 7 ประการคือ
-บำรุงเลี้ยงมารดาบิดา
-ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน
-พูดจาสุภาพ
-ไม่พูดส่อเสียด โกหก เพ้อเจ้อ ตอแหล มารยา
-ละความตระหนี่เหนียวแน่น
-รักษาคำสัตย์ ไม่ปลิ้นปล้น
-ไม่โกรธง่าย มีเมตตา

ส่วนเหตุที่มนุษย์เกิดมามีลักษณะคุณสมบัติแตกต่างกันเพราะ กรรม(กาย วาจา ใจ)" ภาพรวมโดยย่อ ได้แก่
** อายุสั้น เพราะได้เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้
** อายุยืน เพราะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
** มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนทรมานสัตว์ไว้มาก
** มีโรคน้อย เพราะเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์
** บุคลิคดี สวย เพราะไม่มีความโกรธความคับแค้นเก็บไว้ในใจ
** อัปลักษณ์ เพราะมากด้วยความโกรธความคับแค้นเก็บไว้ในใจ
** มีอำนาจบริวาร เพราะไม่เป็นผู้มีใจอิจฉาริษยาผู้อื่น
** ไม่มีอำนาจ เพราะเป็นผู้มีใจมากด้วยความอิจฉาริษยาผู้อื่น
** มีฐานะร่ำรวย เพราะได้ทำบุญทำทานไว้มาก
** มีฐานะยากจน เพราะไม่ได้ทำบุญทำทานไว้
** เกิดในตระกูลต่ำ เพราะดูถูกเหยียดหยามคนอื่นว่าต่ำกว่าตน
** เกิดในตระกูลสูง เพราะไม่ดูถูกเหยียดหยามคนอื่น
** โง่ ปัญญาน้อย เพราะไม่ชอบไต่สวนทวนถามปัญหาข้อสงสัยแก่ผู้รู้
** ฉลาดหัวไว มีปัญญา เพราะชอบไต่สวนทวนถามปัญหาข้อสงสัยแก่ผู้รู้เสมอ ๆ


2. จาตุมหาราชิกาภูมิ เทวโลกชั้นที่ 1
3. ตาวติงสาภูมิ เทวโลกชั้นที่ 2
4. ยามาภูมิ เทวโลกชั้นที่ 3
5. ตุสิตาภูมิ เทวโลกชั้นที่ 4
6. นิมมานรตีภูมิ เทวโลกชั้นที่ 5
7. ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ เทวโลกชั้นที่ 6
(*พวก 2-7 นี้ก็คือ พวกเทวดาชั้นต่างๆนั้นเอง...ที่น่าแปลกใจก็คือ ในตำนานพญามารผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจมาก แต่กลับมีนิสัยชอบก่อกวนสร้างความเดือดร้อนรังแกผู้อื่นเป็นนิจ! ด้วยมีฤทธิ์มากจึงได้ระรานข้ามไปถึงสิ่งมีชีวิตในภพภูมิชั้นอื่นๆด้วย! พระพุทธเจ้าก็ยังเคยโดนมาแล้ว...และพญามารท่านนี้ก็เป็นเทวดา ในชั้นสูงคือชั้นที่ 6 ! ... เทวดาก็เลวได้??? ซึ่งสวนทางจากความเชื่อเดิมๆว่า เทวดาคือผู้ประเสริฐเสมอ...ชาวพุทธคงต้องมาตีความศึกษาเรื่องเทวดากันใหม่!)

๓. อุปริมสงสาร หรือเรียกว่า "พวกพรหม" = การท่องเที่ยวไปในโลกเบื้องสูงเป็นภูมิที่ประณีต (แต่ก็ยังไม่ได้หลุดพ้น ยังคงเป็นทุกข์จากการเกิดแก่เจ็บตาย เช่นเดียวกับภูมิอื่นๆ เมื่อหมดวาระหรือหมดบุญ ตายจากพรหมก็อาจจะตกไปสู่ภูมิต่ำกว่า กระทั่งไปลงนรก เป็นเดรัจฉาน ก็ได้ ไม่มีอะไรรับประกัน! เพราะทุกอย่างจะดำเนินตามลไกของ "กรรม" อย่างเฉียบขาด) พรหม แบ่งประเภทได้เป็น 20 โลก คือ
1. พรหมปาริสัชชาภูมิ
2. พรหมปุโรหิตาภูมิ
3. มหาพรหมภูมิ
4. ปริตตาภาภูมิ
5. อัปปมาณาภา
6. อาภัสสราภูมิ
7. ปริตตสุภาภูมิ
8. อัปปมาณสุภาภูมิ
9. สุภกิณหาภูมิ
10. เวหัปผลาภูมิ
11. อสัญญสัตตาภูมิ
12. อวิหาภูมิ
13. อตัปปาภูมิ
14. สุทัสสาภูมิ
15. สุทัสสีภูมิ
16. อกนิษฐภูมิ
17. อากาสาณัญจายตนภูมิ
18. วิญญาณัญจายตนภูมิ
19. อากิญจัญญายตนภูมิ
20. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ

*ส่วนผู้ที่หลุดพ้นไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกนั้น เรียกว่า "โลกุตรภูมิ" สถานภาพของโลกุตรภูมินี้จะเกิดขึ้นได้เฉพาะกับสิ่งมีชีวิตที่บำเพ็ญบารมีจนกลายเป็น "พระอริยบุคคล"เท่านั้น ซึ่งอาจจะยังคงเป็นร่างมนุษย์ที่ยังเดินดินอยู่ก็ได้ หรือเป็นสิ่งมีชีวิตในภูมิสูงกว่าอื่นๆ เทวดา-พรหม (*แต่ภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ลงไปไม่สามารถเป็น พระอริยบุคคลได้เลย เหตุผลเพราะอยู่ในสภาพที่ทุกข์ทรมานเร้าร้อนเกินไปไม่เอื้อต่อการบำเพ็ญบารมี) ดังนั้นสภาพโลกุตรภูมิ จึงเป็นสภาพที่ค่อนข้างพิเศษกว่าภูมิอื่นๆ ตรงที่ไม่ได้เจาะจงสถานที่อันเป็นที่เกิดที่อยู่ในชั้นต่างๆ แต่หมายเอาสภาพคุณสมบัติพิเศษทางจิตเป็นหลัก อริยบุคคลมี 4 ประเภท ได้แก่

1.โสดาบันบุคคล
2.สกิทาคามีบุคคล
3.อนาคามีบุคคล
4.อรหันตบุคคล

โดย 3 พวกแรก ยังคงมีเศษกรรมเล็กๆน้อยๆที่ต้องกลับมาเกิดอีกแต่ก็ไม่กี่ชาติเท่านั้น(กล่าวว่าเต็มที่ก็ไม่เกิน 7 ชาติ) โดยจะไม่ได้เกิดตกไปในภพภูมิเบื้องต่ำอย่างเด็ดขาด(นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน) และในที่สุดก็จะบรรลุนิพพานกลายเป็น อรหันตบุคคล หรือ พระอรหันต์ อย่างแน่นอน ซึ่งพระอรหันต์นั้นเมื่อกายดับตายไปจากชาติสุดท้ายนั้นแล้ว ก็จะไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภูมิต่างๆอีกเลย...

*ส่วนประเด็นพระอรหันต์บรรลุนิพพานแล้วไปอยู่ไหนนั้น พระไตรปิฎก หรือ พระพุทธเจ้า เองก็ไม่ได้ให้รายละเอียดไว้มากนัก และเมื่อมีคนถาม พระพุทธเจ้าก็มักเลี่ยงที่จะตอบ เพราะเป็นสภาวะที่เหนือวิสัยเกินจะบรรยายได้ ! ???... ถึงตอบบ้างก็อธิบายเป็นเชิงอุปมาอุปไมยสั้นๆเท่านั้น เช่น... "เปรียบนิพพานดั่งกับไฟที่ดับแล้ว บอกได้ยากว่าไฟที่ดับไปนั้นหายไปไหนหรือไปอยู่ที่ไหน"...

*ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องคือกรณี "พระเจ้า!" หรือ ผู้สร้างระบบจักรวาลทั้งหมด หากใครมาถามทำนองนี้ พระพุทธเจ้าก็มักเลี่ยงไม่ตอบเช่นกัน และก็ไม่ได้ยืนยันฟันธงว่ามีหรือไม่มี จะสนทนาไปบ้างก็ทำนองว่า
"ถึงเราตอบ ท่านก็ไม่พอใจเพราะยังไงท่านก็ไม่ได้พบด้วยตัวเอง มาถกเถียงกันเสียเวลาเปล่า" และท่านมักจะขอให้ผู้ถามหยุดคิดสงสัยเรื่องพระเจ้าไว้ก่อน...และแนะนำว่า ชีวิตมีเวลาจำกัดเกินไป สิ่งที่เร่งด่วนและสำคัญมากกว่า ณ ตอนนี้คือการ "ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญบารมีให้หลุดพ้น แล้วทุกอย่างจะกระจ่างเอง"...

...ข้อสังเกตอันเป็นโศกนาฏกรรมที่ชวนขนลุก ในพระไตรปิฎกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ...เจ้าชายสิทธัตถะเป็นโอรสกษัตริย์ ร่ำรวยมั่งคั่ง-ปราสาทราชวัง-แวดล้อมบริวารข้าทาสนางรับใช้ แต่ก็เห็นว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นไร้สาระเลยละทิ้งทั้งหมดแล้ว ออกผนวช! อาศัยในป่า ห่มผ้า3ผืน กินข้าวมื้อเดียว บำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวด! จนบรรลุธรรม...แต่ตรงกันข้าม...พวกเราในยุคปัจจุบันนี้เป็นแค่มนุษย์ไพร่ๆคนธรรดา กลับต่างดิ้นรนแย่งชิงแสวงหาสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะเห็นว่าไร้สาระ ละทิ้งมาเมื่อ 2500 กว่าปีมาแล้ว...ช่างกลับตาลปัตร!

....................................

*ส่งท้าย แถม สารคดี "โลกยังร่ำไห้" กรรม! ของมนุษยชาติ
(ความยาวเกือบ 1 ชม.!)


วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นิยายเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการ

เคยนำเสนอเนื้อหาว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับ "ทฤษฏีวิวัฒนาการ" มาแล้วครั้งหนึ่งในหัวข้อ...ชาลส์ ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย" และเผอิญไปพบเห็น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่รณรงค์ ลดความอ้วน ปรากฏทั่วไปตามสีแยกหรือริมทางต่างจังหวัด ทำนองรูปด้านล่างนี้ ...จึงวกกลับมานึกถึง ทฤษฏีวิวัฒนาการ อีกครั้ง... (555)


แลมมาค(Lamarck) เพื่อนชาร์ลส์ ดาร์วิน(Charles Darwin) มีความเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตจะถ่ายทอดลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่มีอยู่ไปสู่รุ่นต่อไป...ยีราฟวิวัฒนาการมาจากสัตว์ที่คล้ายกวาง นั่นก็คือลำคอของสัตว์จำพวกนี้จะค่อยๆยืดออกไปตามกาลเวลาจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากมันพยายามที่จะเอื้อมไปกินใบไม้ที่อยู่บนกิ่งสูงๆ และ Lamarck ก็มีไอเดียที่น่าสนใจว่า... ถ้าแขนของคนในสมาชิกในครอบครัวถูกตัดออกเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน เด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ในภายหลังก็จะเริ่มแขนกุดหรือไม่มีแขน!...

ดาร์วิน ได้แรงบันดาลใจมาจากสหายแลมมาค จึงได้ท่องโลกและเขียนหนังสือทฤษฎีวิวัฒนาการที่รู้จักกันดี "The Origin of Species" และได้ให้กรอบความคิดทำนองเดียวกับ แลมมาค ว่า หมีบางชนิดที่พยายามหาเหยื่อในน้ำจะวิวัฒนาการไปเป็นปลาวาฬได้ในที่สุด ...โดยเหตุที่ต้องมีการวิวัฒนาการก็เพราะ ดำรงชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้ เพื่อจะได้แพร่ของตนพันธุ์ให้เยอะที่สุด สืบทอดเผ่าพันธุ์ให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ยาวนานที่สุด

ถ้าระบบธรรมชาติเป็นไปอย่างทฤษฎีวิวัฒนาการที่ ดาร์วินและแลมมาคว่าไว้จริง จากภาพบนนี้... หากคนใจรักในการกินมูมมามกินไม่หยุด+ทำตัวเหมือนหมูต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อยๆ(ล้านๆปี)แล้ว ก็จะสามารถค่อยๆกลายพันธุ์ไปเป็นหมูได้ในที่สุด (ฮา!) และมองกลับกันกรณีสัตว์เลี้ยงที่อยู่คลุกคลีกับคนนานๆอย่างหมา-แมว เจ้าของบางคนรักมันมากเหมือนคนคนหนึ่ง พูดจาสนทนาด้วย-ไปไหนไปกัน ก็ย่อมเป็นไปได้ที่รุ่นลูกรุ่นเหลนของมันในอนาคตจะค่อยวิวัฒนาการตัวเองให้กลายเป็นคนเพื่อจะได้ปรับตัวอยู่รอดได้ดีขึ้นในการใช้ชีวิตเป็นเพื่อนกับคน(ถ้าคนไม่วิวัฒนาการเป็นสัตว์เลี้ยงที่ตนรักไปเสียก่อน กร๊ากกก)

ยังไม่มีใครยืนยันว่าทฤษฎีวิวัฒนาการจะจริงแท้แค่ไหน แต่วิถีชีวิตผู้คนในโลกก็ถูกครอบงำโดยทฤษฎีวิวัฒนาการไปแล้วกว่าค่อนโลกนับแต่อดีตยันปัจจุบัน! (ทุกคนต่างมุ่งแข่งขันมุ่งแพร่พันธุ์ของตนให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้ 555 ...อาจไม่ได้แสดงออกมาในรูปการแพร่พันธุ์ทางร่างกายอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการขยายพันธุ์แบบอื่นๆด้วย อาทิ ขยายพันธุ์สาขาธุรกิจ แพร่พันธุ์สินค้า-ผลิตภัณฑ์ แพร่พันธุ์ความเชื่อของตน ฯลฯ :)

เท่าที่พิจารณาดู ทฤษฎีวิวัฒนาการจะเป็นจริงปราศจากข้อกังขา ก็ต่อเมื่อปรากฏว่ามีสิ่งที่มีชีวิตที่มีรูปลักษณ์อยู่ในช่วงครึ่งๆกลางๆที่กำลังจะกลายพันธุจากชนิดหนึ่งไปสู่อีกชนิดหนึ่ง เช่น กรณีสัตว์เลื้อยคลานวิวัฒนาการไปเป็นนก ก็จะต้องมีฟอสซิลที่อยู่ในลักษณะทำนองครึ่งตัวเป็นนกอีกครึ่งตัวเป็นสัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์เช่นนั้นก็จะต้องมีอวัยวะที่ยังไม่สมบูรณ์หรือยังไม่พัฒนาเป็นตัวนกจริงๆเต็มรูปแบบ...แต่ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทำนองนี้ชัดเจนนัก (เท่าที่เห็นตอนนี้ก็มีแต่ นักการเมืองบ้านเรา หลายท่านกำลังอยู่ในช่วงวิวัฒนาการไปเป็นสัตว์เลื่อยคลาน... อุ๊ปป!!)

โดยส่วนตัวไม่ซีเรียสว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการจะจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครตอบได้หรอกว่าอะไรจริงแท้ 100% ขึ้นอยู่กับหลักฐาน เหตุผล กับความเชื่อส่วนบุคคล อาจจะจริงบางมุมแต่อาจจะไม่จริงในบางแง่มุมก็ได้...แต่ถ้าเราลองมองทฤษฎีวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทฤษฎีวงการอื่นๆไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ ปรัชญา ศาสนา สังคมศาสตร์ เศรษฐศสตร์ ฯลฯ ให้เป็นความบันเทิงเยี่ยงวรรณกรรมชิ้นหนึ่งแล้ว จะพบว่า ทฤษฎีต่างๆล้วนเป็นวรรณกรรมชั้นเยี่ยม บ้าดี! มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เต็มไปมุมมองพล็อตเรื่องอันน่าพิศวง อาทิ เรื่องหลุมดำ บิ๊กแบ๊ง สสารพลังงาน สิ่งมีชีวิตต่างดาว แนวคิดของพระเจ้าสร้างจักรวาล ทะเลนอกจักรวาล(สีทันดร) แนวคิดเรื่องสังคมประชาธิปไตย สังคมคอมมิวนิสต์ ฯลฯ โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการ แนวคิดที่ว่าด้วย...สัตว์เซลล์เดียว...การกลายพันธุ์แบบผ่าเหล่าฉับพลัน(Mutation) ...เป้าหมายของธรรมชาติ...ฯลฯ...ล้วนอุดมไปด้วยจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นแหล่งให้แรงบัลดาลใจและไอเดียใหม่ๆได้เสมอ แม้ในที่สุดมันจะเป็นเรื่องไม่จริงหรือเรื่องโกหกก็ตาม...

บางทีเรื่องโกหกอย่างมีหลักการก็ทำให้โลกมีสีสันไม่น่าเบื่อจนเกินไป นะ :)

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สิ่งใดไม่รู้ สมมุติมันขึ้นมา

ปก CD ชุด ในทรรศนะของข้าพเจ้า โดย มาโนช พุฒตาล

นี้คืองานดนตรีแนว Rock โดยร็อคเกอร์ไทยรุ่นใหญ่ ไม่ใช่เพลงแนวตลาดรักซ้ำซากหรือวงดนตรีที่สร้างภาพตัวเองเป็นอินดี้ ติสแดก! แต่ดนตรีมั่วๆเนื้อหาชวนฟุ้งซ่านปวดหัว! เป็นงานสมบูรณ์แบบไร้ที่ติทั้งเอกลักษณ์พลังเสียงร้อง ฝีมือการสร้างสรรค์ทำนองและเนื้อหาเพลงอันอุดมไปด้วยพลังแห่งพุทธิปัญญา แง่คิดมุมมอง และจินตนาการ งานดนตรีโดยคนไทยคุณภาพระดับนี้ในยุคปัจจุบันหาฟังได้ยากเต็มที!

*ข้อแนะนำ : ถ้าคุณคิดจะชื้อเพลงอัลบั้มนี้(หายากหน่อยนะ) คงต้องซื้อ 2 ก็อปปี้ ชุดหนึ่งไว้เปิดฟัง อีกชุดหนึ่งเอาไว้บนหิ้งเพื่อไว้กราบก่อนนอน(ฮา! :)

เพลง : โลกสมมุติ / อัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า โดย มาโนช พุฒตาล


...

มนุษยชาติสงสัย ศึกษาและค้นคว้ามานมนานแล้วว่า... ชีวิตคือะไร, ชีวิตมาจากไหน, มีพระเจ้าสร้างหรือไม่ จักรวาล-ธรรมชาติ-ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏขึ้นและวิวัฒนาการเรื่อยมานี้มีจุดมุ่งหมายอะไรหรือเปล่า? ความปรารถนาใคร่รู้นี้รุนแรงถึงขนาดมนุษย์ยุคปัจจุบันต้องลงทุนมหาศาลสร้างองค์กรอย่าง "NASA" หรือ "CERN" ฯลฯ เพื่อหาคำตอบ!

CERN : ปฏิบัติการค้นหาความลับของจักรวาล

มีคนถามปัญหาทำนองนี้กับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ตอบและเรียกเรื่องทำนองนี้ว่า "อจินไตย" หรือสิ่งที่ไม่ควรคิด เนื่องจากถ้าขืนคิดจะมีส่วนของความเป็นบ้า! เพราะสิ่งเหล่านี้มิอาจบรรลุได้ด้วยการคิด และเรื่องทำนองนี้ถึงแม้ท่านตอบไปคนฟังก็มิอาจพอใจได้เพราะไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง ตอบไปก็จะก่อให้เกิดการถกเถียงเสียเวลาเปล่า แต่ท่านก็ไม่ได้ตัดบทเสียทีเดียวว่าจะรู้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพียงแต่ให้สติว่าอย่าไปใช้วิธีนั้งคิดเดี๋ยวจะบ้าได้ และท่านก็แนะนำเสริมว่า...ในชีวิตมีเรื่องเร่งด่วนที่ควรกระทำมากกว่าไปศึกษาเรื่องอจินไตย นั้นคือ เรื่องการดับทุกข์

เคยดูหนังเรื่อง "ตรีมูรติ" (เคยฉายทางช่อง TPBS และมีขายเป็นชุดตามร้านดีวีดีทั่วไป) ซึ่งสร้างขึ้นจากคติความเชื่อของศาสนาฮินดู บรรยายไว้ว่า จักรวาลและโลกเกิดจาก "พระเจ้า" ส่วนพระเจ้านั้นกำเนิดออกมาจากสิ่งที่เรียกว่า " ปรมาตมัน หรือเรียกอีกอย่างว่า "พรหมมัน"??? " จากนั้นพระเจ้าแบ่งร่างตัวเองออกมาเป็น 3 ภาค เพื่อแบ่งหน้ากันทำ(หรือแบ่งกันเล่น?) นั้นคือ 1.พระพรหม มีหน้าที่สร้างจักรวาล ชีวิต และสรรพสิ่ง(จักรวาลทั้งหมดนะครับไม่ใช่แค่โลก) โดยสิ่งที่มีชีวิตที่พระพรหมสร้างมีส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "ชีวาตมัน" หรือจิต หรือวิญญาณ นั้นเอง, 2.พระวิษณุหรือพระนารายณ์ คอยดูแลปกป้องรักษาให้จักรวาลทั้งมวลดำเนินต่อไป, 3.พระศิวะหรือพระอิศวร ทำหน้าที่ทำลายหรือล้างบางเมื่อถึงคราวที่เห็นสมควร แต่ก่อนช่วงที่พระเจ้าจะแบ่งร่างเป็น 3 องค์นั้นได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า "มาร!(ซาตาน หรือ อสูร แล้วแต่จะเรียก)" ขึ้นมาก่อน...

ตรีมูรติ VCD ทั้งหมด 34 แผ่นจบ เล่าเรื่องราวละเอียดโดยเฉพาะการสร้างจักรวาล (ดูกันตาแฉะ)

มาร มีพลังและความฉลาดใกล้เคียงกับพระเจ้า ในหนังตรีมูรติตอนแรกๆหลังจากพระเจ้าสร้างมาร มารก็ได้สู้กับพระเจ้าและทำให้พระเจ้าบาดเจ็บเป็นแผลถึง 3 แผล! เหตุผลที่พระเจ้าสร้างมารขึ้นมา เกิดจากแนวคิดที่ว่า ถ้าไม่มีตัวขัดแย้งกับท่าน จักรวาลจะเงียบเกินไปไม่สนุก ไม่มีสีสัน ไม่พัฒนา เพราะเป้าหมายของพระเจ้าคือ ต้องการเห็นการพัฒนาของจักรวาลอย่างมีสีสัน! การเรียกว่า ตรีมูรติหรือพระเจ้า 3 องค์ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ควรเรียกว่า พระเจ้า 4 องค์ โดยรวม มาร เข้าไปด้วย เพราะถ้าพิจารณาดีๆ มารก็แบ่งภาคมาจากพระเจ้านั้นเอง เช่นเดียวกับ พระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ หาใช่คนอื่นคนไกลไม่ และมารได้ทำหน้าที่คอยขัดขวางขัดแย้งตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์...และในบทประพันธ์นวนิยาย-ภาพยนตร์ "เทวาและซาตาน" ของ "แดน บราวน์" กล่าวถึงองค์กร CERN ได้ค้นพบสสารชนิดหนึ่งเป็นขั้วตรงกันข้ามกับสสารที่เรียกว่า "ปฏิสสาร (Antimatter)" หรือในหนังเรียกว่า "เถ้าธุลีของพระเจ้า" หรือ "อนุภาคของพระเจ้า" ในทางทฤษฎีแล้ว ปฏิสสาร มีปริมาณพอๆกับสสารที่เกิดจากระเบิด "บิกแบง" (Big Bang) เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีมาแล้ว และที่น่าสนใจ คือ สสารกับปฏิสสารต่างทำลายล้างซึ่งกันและกัน แต่เหตุใดจึงมีสสารออกมาในรูปของดวงดาว ดาวเคราะห์และผู้คนอยู่เต็มไปหมดในเอกภพ นั่นคือหนึ่งในความลึกลับของจักรวาลวิทยา...แนวคิดระหว่างจักรวาลวิทยาศาสนาฮินดูกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ดูจะสอดคล้องใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

"เทวาและซาตาน" ฉบับนวนิยาย

ในเมื่อพระเจ้า 4 องค์นี้ กำเนิดออกมาจาก ปรมาตมัน! แสดงว่า ปรมาตมันนี้จะต้องมโหฬารมาก!ใหญ่กว่าพระเจ้า! แต่ในคติฮินดูเองก็ไม่ได้มีคำอธิบายไว้มากนักว่าปรมาตมันเป็นอย่างไร? เพียงแต่บอกว่าสั้นๆเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ต้องสัมผัสเอง (คล้ายๆกับรสอาหาร เปรี้ยว หวาน เค็ม ฯลฯ ใครจะอธิบายได้ว่า เปรียวเป็นอย่างไร! ต้องสัมผัสเอง) เป็นสิ่งที่อยู่ได้ด้วยตัวเองไม่มีใครสร้างไม่ได้เกิดจากเหตุและผลใดๆ และก็ไม่ได้เป็นพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าแค่สิ่งเล็กๆที่หลุดออกมาจาก ปรมาตมัน อีกที!

ห่วงโช๋อาหาร ผู้ล่าและผู้ถูกล่า ก่อเกิดวิวัฒนาการ

ในทฤษฏีวิวัฒนาการสมัยใหม่กล่าวว่า...พัฒนาการต่างๆในธรรมชาติเกิดจาก การขัดแย้ง อาทิ ห่วงโซ่อาหาร นั้นคือ สิ่งมีชีวิตต้องมี ผู้ล่าและผู้ถูกล่า โดยผู้ล่าวิวัฒนาการเพื่อล่าให้ได้ดีที่สุดทั้งนี้เพื่อจะได้กินและดำรงอยู่รอดเพื่อจะได้สืบพันธุ์ต่อไป ส่วนผู้ถูกล่าก็วิวัฒนาการเพื่อหนีจากการถูกไล่ล่าให้ได้ดีมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อจะกิน-อยู่รอดและได้สืบพันธุ์ต่อไปเช่นกัน ถ้าไม่มีการขัดแย้งทำนองนี้ก็จะไม่มีวิวัฒนาการและพัฒนาการใดๆเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตก็จะหยุดนิ่ง! ซึ่งหลักการนี้ตรงกับแนวคิดแบบ "เต๋า" ของจีนที่ว่า ก่อนจะกำเนิดสรรพสิ่งมี เต๋า ดำรงอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง จากนั้นก็กำเนิดสิ่ง 2 สิ่งคือ หยินและหยาง ซึ่งขัดแย้งเป็นขั้วตรงกันข้างกัน และจากการขัดแย้งของหยินหยางก่อให้เกิดสรรพสิ่งเอนกอนันต์ไม่รู้จบและที่น่าสนใจอีกอย่างหากโยงกลับไปที่เรื่อง "เทวาและซาตาน" ในเรื่องนี้จะกล่าวถึงพวก "อิลูมินาติ"(พวกต่อต้านคริสตจักรโดยเฉพาะเรื่องแนวคิดกำเนิดจักรวาล-กำเนิดชีวิต) ตัวหนังสือสัญลักษณ์แบบอิลูมินาเมื่อหมุนกลับหัวแล้วจะได้เป็นภาพเดิม ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับ สัญลักษณ์ หยิน หยาง ของ เต๋า (อิลูมินาติ ตรีมูรติ มาแนว ติ ติ คล้ายๆกันนะ)

หรือเต๋า คือสิ่งเดียวกับ ปรมาตมัน และพวกเต๋า มีความเกี่ยวข้องกับ พวกอิลูมินาติ ???

ในหนัง ตรีมูรติ ถ้าใครได้ดูจะสังเกตเห็นได้ว่า พระเจ้า 3 องค์ นั้งดูชมความเป็นไปในจักรวาลและโลกอย่างสนุกสนานครื้นเครงเหมือนกับที่เราดูภาพยนตร์ ถ้าช่วงไหนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นท่านก็นอนหลับยาวอย่างกรณีพระนารายณ์ท่านจะหลับในเกษียรสมุทร และบางโอกาสท่านนึกสนุกหรือเห็นท่าสถานะการณ์ไม่ค่อยดี ก็แบ่งภาคมาเกิดและลงเล่นด้วยเสียเองเลย อาจมาในรูปสัตว์บ้าง มนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง ฯลฯ ที่เรียกกันว่า "การอวตาร" เป็นภาคต่างๆนั้นเอง พิจารณาดูความเป็นต่างๆในหนังตรีมูรติแล้วจะพูดว่า... จักรวาลสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นแค่ "เกมส์ของพระเจ้า" ก็ได้กระมัง พระเจ้าได้วางกฏเกณฑ์กติกาการเล่นต่างๆไว้ตั้งแต่แรกสร้างจักรวาลแล้วโดยมาในรูปแบบของกฏธรรมชาติต่างๆที่มนุษย์ค้นพบ เช่น กฏฟิสิกส์ กฏชีวภาพ หลุมดำ หรือแม้แต่ กฎแห่งกรรม!! ฯลฯ มนุษย์เราจึงเป็นแค่หมากตัวเล็กๆตัวหนึ่งในเกมส์นี้ และพระเจ้าก็ได้ฝังโปรแกรมสัญชาตญาณต่างๆไว้ในตัวสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ มนุษย์ หรือแม้แต่เทวดา! ไว้ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน ไม่ว่าสัญชาตญาณ การกลัว การสืบพันธุ์ การดิ้นรนเอาตัวรอด ฯลฯ ในคติ ฮินดู มีหลักการว่า ถ้ามนุษย์บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมทำสมาธิอันหมายถึงต้องทวนกระแสสัญชาตญาณดิบต่างๆที่พระเจ้าฝังไว้ ถ้าสำเร็จก็สามารถกลับไปรวมกับปรมาตมันได้ ถ้าไม่สำเร็จก็อยู่ในเกมส์ต่อไป

!! จักรวาล ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นเพียงแค่เกมส์??? !!

และถ้าเราโยงเรื่องนี้กับตำนานฝ่ายพุทธอาจตีความได้ว่า พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลหนึ่งที่ปฏิเสธเกมส์ของพระเจ้า! และหาทางออกจากเกมส์ได้สำเร็จ โดยเรียกสิ่งที่ท่านบรรลุว่า "นิพพาน"(เกี่ยวอะไรกับปรมาตมันหรือเปล่า?) ซึ่งพญามารไม่พอใจนัก ใครเคยเรียนวิชาพุทธศาสนาคงเคยได้ยินมาบ้างว่า...ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังทำความเพียร ก็มีพญามารและพวกพ้องพยายามขัดขวางต่างๆนานาแต่ไม่สำเร็จ และในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า พญามารก็เลยขอให้พระพุทธเจ้า ดับขันธ์ หรือ ขอให้ตายไปซะ! แต่พุทธเจ้าปฏิเสธ มารก็เลยขอในทำนอง... "ถ้างั้นก็ขออย่าได้เอาเรื่งที่บรรลุ(ความลับเรื่องเกมส์)ไปสั่งสอนใคร เพราะถ้ามีคนรู้เรื่องนี้มากเดี๋ยวเกมส์จะไม่สนุก!" พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธอีก แต่ท่านก็ไม่เน้นสอนหรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลหรือเรื่องทำนองอจินไตย ดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ ท่านจะเน้นสอนวิธีเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์เป็นหลัก...หรือว่าจริงๆแล้วการบรรลุธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งในเกมส์ของพระเจ้า???

ถ้าไปดูหลักการของชาวพุทธกับฮินดูในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าคติความเชื่อและการปฏิบัติบางเรื่องคล้ายคลึงกันมาก เช่น การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องกรรม เรื่องภพภูมิต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา เปรต อสุรกาย พญานาค พญามาร ฯลฯ การกราบไหว้เทวรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น แต่นักวิชาการและพระสงฆ์บางท่านก็ให้ทัศนะว่า โดยดั้งเดิมแล้วพุทธกับฮินดูนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าปฏิเสธเรื่องพระจ้า-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นรกสรรค์ การกราบไหว้บูชาอ้อนวอนเทพเจ้า เทวรูปและวัตถุทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เป็นเรื่องที่ชนชั้นสูง(กษัตริย์-พรามณ์)ยุคนั้นสร้างขึ้นกล่อมประชาชนให้งมงาย เพื่อหวังผลทางการเมืองการปกครองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เหตุที่ในพุทธศาสนามีเรื่องทำนองนี้ปะปนเพราะมีการบิดเบือนที่เกิดขึ้นในยุคหลังๆ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและยังคงถกเถียงโต้แย้งกันไม่จบไม่สิ้นจนถึงทุกวัน


พระพุทธเจ้าเผชิญหน้าพญามาร Version ภาพยนตร์ "The Little Buddha"

ปัจจุบันถึงแม้ว่ามนุษย์จะค้นพบและเข้าใจกฏเกณฑ์ต่างๆในธรรมชาติและนำมาใช้เป็นประโยชน์กับตัวเองได้อย่างมากมายดังที่เห็นอยู่ในรูปแบบของวิทยาการเทคโนโลยีต่างๆ จนมนุษย์หลงตัวเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตวิเศษในโลกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไงก็ตามเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ในธรรมชาติและจักรวาลก็จะพบว่ามนุษย์เป็นแค่เศษฝุ่นเล็กๆ ถ้าจำเหตุการณ์ สึนามิ หรือ พายุแคทริน่าถล่ม จะเห็นว่ามนุษย์ก็ได้แต่จ้องดูหายนะให้ผ่านไปเฉยๆต่อหน้าต่อตา ไม่มีพลังอำนาจอะไรจะต่อต้านพลังธรรมชาติได้เลย และมนุษย์ก็ยังคงสับสนงุนงง-มึนในตัวเองและยังคงพยายามศึกษาทำความเข้าใจกับหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พระเจ้าอาจกำลังเฝ้าดูและหัวเราะอยู่!..

จักรวาลและสรรพสิ่งยังคงลึกลับ ดังตอนหนึ่งในเรื่องตรีมูรติที่พระนารัท(เทพคนสนิทของพระนารายณ์) มักกล่าวอยู่บ่อยๆว่า "พระผู้เป็นเจ้าท่านลึกลับเสมอ นาร้ายณ์ นารายณ์" มนุษยชาตินับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงแก้ปัญหาความงุนงงสงสัยต่างๆที่ยังไม่มีคำตอบด้วยกรอบเดิมๆนั้นคือ การสมมุติอะไรสักอย่างขึ้นมาเชื่อถือและปฏิบัติตามไปพรางๆก่อน แม้แต่ในสิงที่เรียกว่าวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ก็ยังอยู่ในกรอบนี้ นั้นคือเริ่มด้วยการ "ตั้งสมมติฐาน"..."สิ่งใดไม่รู้ สมมุติมันขึ้นมา"