วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2551

นารายณ์อวตารครั้งสุดท้าย


- นารายณ์อวตารปางที่ 10 -
"กัลกยาวตาร" อวตารครั้งสุดท้าย
(นารายณ์อวตารเป็นคติความเชื่อของศาสนาพรามณ์หรือฮินดู ดู 9 ปางก่อนหน้าตามลำดับที่ หมายเหตุท้ายเรื่องด้านล่าง)

บังเอิญได้ดูหนัง VCD อินเดียเรื่อง นารายณ์ 10 ปาง เป็นหนังที่เก่ามากและย่อความรวบรัด เนื่องจากต้องเล่าถึง 10 ปาง ภายในเวลา 2 ชั่วโมง 9 ปางแรก ได้เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ปางที่ชาวไทยเราน่าจะรู้จักกันดี ก็ได้แก่ อวตารปางที่ 7เป็น พระราม ในรามเกียรติ์นั้นเอง ปางที่ 10 กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนตัวสนใจนารายณ์ปางสุดท้ายนี้เป็นพิเศษ...เพราะเป็นปางที่ยังมาไม่ถึง และมีการ ทำนาย อนาคต!!

ในหนังปางสุดท้ายเป็นฉากการสนทนาระหว่าง...พระนารัท(เทพใกล้ชิดพระนารายณ์) ถามพระนารายณ์ว่า ที่ผ่านมาก็อวตารมาถึง 9 ครั้งแล้ว ถัดจากนี้จะยังมีการอวตารอีกไหม พระนารายณ์ ก็ตอบไปว่า มีอีก และจะเป็นครั้งสุดท้ายของยุคนี้ ก่อนที่จักรวาลจะแตกสลายแล้วเกิดจักรวาลในยุคใหม่ พระนารายณ์ได้บรรยายให้เห็นภาพสถานะการณ์ทั่วไปในโลกก่อนที่จะลงอวตารมาแก้ไขสถานะการณ์ ในรูปแบบของการร่ายเพลงยาวตามแบบฉบับของหนังอินเดีย มีเนื้อหาดังนี้...
---
"ความจริงกลายเป็นเรื่องโกหก
ความยุติธรรมจะล่มสลาย
โลกจะสั่นสะเทือน
ความไม่ยุติธรรมจะครองเมือง
เด็กหนุ่มสาวจะหายสาปสูญ
ผู้คนจะหิวโหย
จะมีแต่ความยากจนและขาดแคลน
โลกจะกลายเป็นเหมือนนรก
นี้คือสัญญาณของการทำลายครั้งสุดท้าย
ในท้ายที่สุดจะเป็นการอวตาลของ กาลกี...
นารายณ์อวตารครั้งที่ 10

ในทุกอย่างมีการโกง
เหตุการณ์ที่กล่าวมาจะเกิดขึ้น
และเพราะเหตุนี้ เด็กๆจะถูกทำให้ได้รับบาดเจ็บ
แต่ยาที่ได้รับก็ไม่ถูกต้องกับอาการ
และคนที่ทำการค้าและธุรกิจต่างๆ
จะได้รับผลประโยชน์จากการโกงเหล่านี้
การบูชาต่างๆ ที่สวยงามด้วยดอกไม้และสิ่งต่างๆ
การบูชาที่ถูกต้อง การบูชาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประเสริฐ์
จะกลายเป็นการบูชาผี จะกลายเป็นการบูชาต่อเหล่าภูติผีปีศาส
เป็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่วัฒนธรรมใหม่
เป็นสัญลักษณ์ของกลียุค
หรือยุคแห่งความมืดมน
ในท้ายที่สุดจะเป็นการอวตารของ กาลกี...
นารายณ์อวตารครั้งที่ 10

คนโกหกขี้โกงจะได้รับความสนุกสนาน
คนรวยจะได้รับความเพลิดเพลิน
ส่วนคนดีคนจนและนักบวช โศกเศร้าเสียใจ
ดาวเคราะห์ทั้งหลายจะรับความหนักไม่ได้
และเกิดภัยธรรมชาติ
ส่วนภูติผีปีศาสทั้งหลายจะเต้นด้วยความดีใจ
ภูเขาโลกทั้งหลายจะเกิดแผ่นดินไหว
ปีศาจออกมาเต้น
ไฟแห่งความโกรธจะบดขยี้โลกเป็นเสี่ยงๆ
พายุฝนจะทำลายป่าและทะเลจะท่วมเมืองและจะกลืนโลก
ในท้ายที่สุดจะเป็นการอวตารของ กาลกี
นารายณ์อวตารครั้งที่ 10"
---
หนังจบลงแค่นี้ พระนารายณ์ไม่ได้บอกรายละเอียดต่อว่า เมื่ออวตารเป็น อัศวินขี่ม้าขาวนามกาลกีแล้ว จะจัดการกับวิกฤติโลกที่ว่าด้วยวิธีการใดและอย่างไร คงต้องรอดูเมื่อท่านมาถึง :)
---
...........................................

***หมายเหตุ : พระนารายณ์ อวตาร 9 ปางก่อนหน้า

1. มัตสยาวตาร (อวตารเป็นปลา) เพื่อช่วยเหลือมวลมนุษย์และสัตว์ให้พ้นจากน้ำท่วมโลก

2. กูรมาวตาร (อวตารเป็นเต่า) เพื่อช่วยเหล่าเทวะและอสูรกวนเกษียรสมุทรปาง

3. วราหาวตาร (อวตารเป็นหมูป่า) มีสองตำนานหลักๆคือ 1) เพื่อปราบอสูรนาม"หิรัณยากษะ"ซึ่งลักเอาแผ่นธรณีไปโดยการม้วนแล้วเหน็บไว้ ที่ข้างกาย และ 2) เพื่อยุติการประลองพลังอำนาจกันระหว่าง พระศิวะ และ พระพรหม

4. นรสิงหาวตาร (อวตารเป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์) เพื่อปราบอสูรนาม "หิรัณยกศิปุ" ผู้เป็นน้องชายของ "หิรัณยากษะ"

5. วามนาวตาร (อวตารเป็นพราหมณ์เตี้ย) เพื่อปราบอสูรนาม "พาลี" ผู้เป็นเหลนของ "หิรัณยกศิปุ"(ในปางที่ 4)

6. ปรศุรามาวตาร (อวตารเป็นพราหม์ผู้ใช้ขวานเป็นอาวุธ) เพื่อปราบกษัตริย์ (ผู้เป็นมนุษย์) นาม "พระเจ้าอรชุน" หรือ "พระเจ้าสหัสอรชุน" ผู้มีใบหน้า 1พันหน้า ผู้ก่อยุคเข็ญ ขูดรีดประชาชีและทำลายล้างศาสนา

7. รามาวตาร หรือ รามจันทราวตาร(อวตารเป็นพระราม กษัตริย์แห่งอโยธยา) เพื่อปราบอสูรนาม "ราวณะ" หรือ "ราพณ์" หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม "ทศกัณฐ์" กษัตริย์ แห่งกรุงลงกา - ปางนี้เป็นหลักในการจัด จารีต และ ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมของสังคมอินเดีย-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับมาจากอินเดียอีกที ดังที่เห็นหลักฐานกันอยู่ปะปนกับคติพุทธ ตามวัดวาอารามโบราณสถานทั่วไปในภูมิภาคนี้

8. กฤษณาวตาร (อวตารเป็นพระกฤษณะ) เพื่อขับรถม้าให้ "พระอรชุน" และสอนปรัชญาชีวิต-โลก-จักรวาล ให้แก่พระอรชุน เพื่อปลุกเร้าให้มีใจต่อสู้ในสงคราม คำสอนกลายเป็น คัมภีร์ "ภควัทคีตา" ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา

9. พุทธาวตาร (อวตารเป็นพระพุทธเจ้า) ชาวฮินดูมีความเชื่อว่าพระนารายณ์อวตารในปางนี้เพื่อหลอกลวงให้พวกนอกรีตที่ไม่นับถือระบบวรรณะแยกออกไปจากศาสนาพราหมณ์ ; ในบางแห่งเชื่อว่าปางที่เก้านี้คือ พลรามาวตาร (อวตารเป็นพลราม) หรือพระพลรามซึ่งเป็นพี่ชายของพระกฤษณะ เป็นการอวตารคู่กับพระกฤษณะ.... *** คติความเชื่อปางนี้ ชาวพุทธต่อต้าน และถือเป็นการกล่าวตู่จงใจทำลายพุทธศาสนา เกิดจากพวกที่ต้องการยุยงให้เกิดความแตกแยก รวมทั้งเป็นความตั้งใจจะกลืนพุทธให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพรามณ์หรือฮินดู

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

กรอบความคิดแบบฮินดูในไทย

ถ้าคุณสังเกตดู จากสิ่งหรือสภาพการณ์ต่างๆที่เป็นอยุ่ใกล้ๆตัว ในประเทศไทย
ชื่อสถานที่ต่างๆ งานศิลปะ วัฒนธรรมไทย ฯลฯ ล้วนมีที่มา มีเนื้อหา จากคติความเชื่อหรือกรอบความคิด(Paradigm) ของ ฮินดูเสียส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รามเกียรติ์ ตำนานเทพเจ้า ระบบจักรวาล ฯลฯ

-สะพานพระราม ๘ (พระราม มาจากรามเกียติ์)
-โรงแรม เอราวัณ(เอราวัณเป็นพาหนะของพระอินทร์ในตำนานเทพเจ้าฮินดู)
- ศาลพระพรหม (พรหมเป็นเทพเจ้าสร้างโลก ในตำนานฮินดู) มีคนกราบไหว้ขอพรกันไม่ขาดสาย
- สิ่งต่างๆในเมืองโบราณ ส่วนใหญ่มากจาก เรื่องเล่าใน รามเกียรติ์บ้าง ตำนานเทพเจ้าฮินดูบ้าง
- วันทั้ง 7 วัน ของไทยตั้งตามชื่อเทพเจ้าฮินดู (พระจันทร์ พระอังคาร...พระอาทิตย์)
- ตราราชการ ของไทยคือ ตรา ครุฑ (ครุฑ เป็นสัตว์ป่าหิมพานต์ ในคติความเชื่อ จักรวาลของฮินดู
- ท่าเรือ วาสุกรี (วาสุกรี เป็น ชื่อ ประมุขพญานาค ในเมือง บาดาล)
- ยักษ์ต่างๆในวัดพระแก้ว รวมทั้งจิตรกรรม ฝาฝนัง ส่วนใหญ่ สร้างจากนิทานเรื่อง รามเกียรติ์
- คณะวิศวกรรมศาตร์ หรือ วิทยาลัยเทคนิค หรือ วิทยาลัยการช่างต่างๆ มี พระวิษณุหรือพระนารายณ์ เป็นสัญลักษณ์ และเป็นทีเคารพบูชา
- มหาลัยศิลปากร มี พระพิฆเณศร์ เป็น ตราสัญลักษณ์
- สำนวน อัศวินม้าขาว หมายถึง ฮีโร่ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาหรือช่วยให้พันภัย ที่มาจากคติความเชื่อ นารายณ์อวตาร10 ปาง ปางสุดท้าย ซึ่งมีลักษณะเป็น อัศวินขี้มาขาวมาช่วยโลกในกลียุคภายภาคหน้า
- โหราศาสตร์ไทย ใช้ชื่อในคติความเชื่อต่างๆของฮินดูในการทำนายเช่น ช่วงนี้ อยุ่ในช่วง ราหูเข้าแทรก!!
- พระแม่โพสพ เป็นเทพี แห่งข้าว ชาวนาไทยนับถือมีการทำพิธีแม่โพสพก่อนทำนา

- ฯลฯ...

นี้คือ หลักฐาน ที่แสดงให้เห็นว่าคติความเชื่อ ฮินดู ได้ฝังรางลึกในไทย ถึงแม้จะมีคติความเชื่ออื่นๆ ปะปนบ้างในยุคหลัง แต่คติความเชื่อแนวฮินดูก็ยังคงครอบวงำฝังรากลึกกว่าคติความเชื่ออื่นๆ และยังคงเชื่อถือและใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน

เคยตั้งคำถาม กับสิ่งรอบๆตัวที่เราต้องเกี่ยวข้องดังกล่าวมานี้-สิ่งที่เราเคารพนับถือ-สิ่งที่เราผ่านแล้วต้องไหว้ ฯลฯ หรือเปล่า?

- พระพรหมคือใคร มี่ที่มายังไง เกี่ยวข้องกับมนุษย์เรายังไง?
- ครุฑ คืออะไร?ทำไมต้องครึ่งคนครึ่งนก ?
- ทำไม พระอินทร์ต้องทรงช้างที่ชื่อเอราวัณ ?
- พระพิฆเณศร์ ทำไมหัวเป็นช้างและอ้วนลงพุง ?
- พระจันทร์เป็นใคร แตกต่างจากพระอาทิตย์ยังไง?
- ราหูทำไมต้องอมพระจันทร์ ?
- ป่าหิมพานต์ คืออะไร อยู่ที่ไหน?
ฯลฯ...

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ทฤษฏีไร้ระเบียบ(ChaosTheory)


ถ้าจะหา ทฏษฏีที่อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในเชิงโครงสร้างกว้างๆในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง ชีวิต การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ระบบโลก ฯลฯ ทฤษฏี Chaos Theory หรือที่เรียกเป็นไทยว่า "ทฤษฎีไร้ระเบียบ" หรือ "ทฤษฏีโกลาหล" (แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบมากว่า) ดูจะเป็นทฤษฎีที่ให้ภาพได้ชัดเจนแจ่มชัดและครอบคลุมที่สุด ณ ขณะนี้

ก่อนจะเข้า ทฤษฏี "ไร้ระเบียบ" ทำความเข้าใจกับคำ "ระเบียบ" ก่อน

ระเบียบ (Order) เป็นศัพท์เชิงเทคนิค ความหมายอธิบายง่ายๆก็คือ รูปแบบ ระบบ หรือ แบบแผน อาทิ รูปแบบสังคม รูปแบบการดำเนินชีวิต รูปแบบการเมือง ฯลฯ



Order มีทั้งระเบียบในธรรมชาติ เช่น กฏธรรมชาติต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนจากหนอนเป็นผีเสื้อ, วิวัฒนาการของสัตว์, น้ำกลายเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิ 0 องศา ฯลฯ ซึ่งเป็นกฏถาวรไม่เปลี่ยนแปลง และระเบียบสมมุติที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย.. ตัวอย่าง เช่น กรณี...เมื่อระบบการปกครองการเมืองแบบเก่าล้าหลังไม่มีประสิทธิภาพ-ไม่ก้าวหน้า ไม่สอดคล้องกับสภาพและเหตุปัจจัยอื่นๆที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่สามารถทนทานอยู่ได้ ในที่สุดก็จะต้องมีการปรับรูปแบบ แต่การเปลี่ยนระเบียบจากเก่าไปใหม่นั้นโดยทั่วๆไปนั้นก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนกันแบบง่ายๆดื้อๆหักดิบได้ ต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านไปก่อนนั้นคือ ช่วงของ Chaos!! หรือภาวะไร้ระเรียบเกิดขึ้นก่อนเสมอ อาจมีการต่อสู้กันระหว่าง กลุ่มการเมืองระบบเก่ากับระบบใหม่ ช่วงชิงกัน สลับกันแพ้ชนะ จนในที่สุดสิ่งที่ล้าหลังกว่าไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องล้มหายตายจากไป เปิดทางให้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าก็เข้ามาแทนที่ ตรงจุดนี้จะเห็นว่าสอดคล้องกับทฏษฎี การคัดเลือกตามธรรมชาติของ ดาร์วิน ( *รายละเอียดเพิ่มเติม ดูหัวข้อ ชาลส์ ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย" )

ลำดับการเปลี่ยนแปลงในทฤษฏีไร้ระเบียบ มีโดยย่อ ดังนี้
1.ระเบียบเดิม
2.ดำเนินไปเรื่อยๆอย่างราบเรียบ จนเมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง...
3.ไร้ระเบียบโกลาหล
4.ทางแพร่ง
5.จัดตั้งระเบียบใหม่ : ตรงจุดที่เกิดระเบียบใหม่นี้บางทีเมื่อเราเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น เราอาจคิดว่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน แบบผ่าเหล่า(Mutation) แต่ในความเป็นจริง ย่อมมีเหตุที่ค่อยๆก่อตัวค่อยๆเปลี่ยนมาแล้วก่อนหน้า ตามขั้นตอนข้อ 1-3 ที่มีมาอยู่ก่อน เพียงแต่เราอาจไม่รู้ตัว ให้ความใส่ใจน้อยหรือไม่มีความรู้พอ เช่น กรณีการเกิด สึนามิ ดูเหมือนเกิดแบบ ฉับพลัน แต่จริง แผ่นเปลือกโลก ได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงเคลื่อนตัวมานานแล้ว จนเมื่อเคลื่อนที่ถึงจุดหนึ่งก็เกิดผลเป็น สึนามิ
6.ระเบียบใหม่ (ซึ่งจะกลายเป็นระเบียบเก่าในเวลาต่อมา)
7.ระเบียบเริ่มสั่นคลอน เริ่มเข้าสู่ความไร้ระเบียบ(เข้าสู่วงจรเดิมจากข้อ 1-3 ต่อๆไปเป็นวัฏจักร)

.......................................................


ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น
1.เริ่มเข้าเรียนมหาลัย (เข้าสู่ระเบียบ)
2.เรียนๆไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าช่วงนี้โดยรวมจะเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ
3.เรียนปีสุดท้ายจบการศึกษา ชีวิตเริ่มวุ่นวายโกลาหล เพราะต้องหางานทำ ย้ายที่อยู่ ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเริ่มเกิดขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ ที่เรียกในขั้นต่อไปว่า "ทางแพร่ง"
4.พบทางแพร่ง ตอนนี้สำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดหน้าตาของระเบียบใหม่คือ ต้องเลือกในหลายด้านเช่น จะทำงานก่อน หรือ เรียนต่อ หรือ บวช หรือ แต่งงานก่อน ฯลฯ สมมุติถ้าเลือกที่จะทำงาน ก็จะมีทางแพร่งซ้อน เช่น จะเลือกที่ไหน งานแบบไหน ฯลฯ
5.หลังจากเลือกจาก ข้อ 4.ได้แล้ว สมุมุติว่าเลือกที่จะทำงานในบริษัท ก็ต้องละทิ้งระเบียบเก่า คือการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เริ่มค่อยจัดตั้งเข้าสู่ ชีวิตการทำงานในระบบลูกจ้าง จึงต้องมีการค่อยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในหลายด้าน
6.ถึงขั้นนี้ก็ได้มีชีวิตเป็น พนักงานบริษัท อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะดำเนินไปเรื่อย อย่างราบเรียบสงบ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆเข้ามา...
7.เริ่มเบื่อ และเห็นว่า ชีวิตลูกจ้างไม่ก้าวหน้าไม่อิสระเลยคิดลาออก มาทำกิจการส่วนตัวจากตัวอย่างที่ยก เมื่อมาถึงข้อ 7. ก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม คือ เข้าสู่ ความโกลาหล ต้องลาออกจากงาน ย้ายที่อยู่ กู้เงินทำธุรกิจ ฯลฯ

จะพบว่า จุดสำคัญที่จะกำหนดชีวิตเป็น order ไหน มีอยู่ 2 จุดคือ จุดไร้ระเบียบ และ ทางแพร่ง คือ ถ้าไม่มีจุดที่ ไร้ระเบียบโกลาหล ก็จะไม่มีการริเริ่มเปลี่ยนแปลง (อย่างน้อยที่สุดก็ โกลาหลทางความคิด) ส่วนทางแพร่ง เป็นจุดที่ต้องตัดสินใจว่า จะเอาแบบไหนจะไปซ้ายหรือขวา!! เลือกดีก็ดีไป แต่ถ้าพลาดก็อาจเจ็บตัวยาว!! และจุดทางแพร่งนี้ เป็นจุดที่อ่อนไหวมาก ปัจจัยที่อาจดูเล็กน้อย ไม่สำคัญ อาจเป็นเหตุหลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ที่เรียกว่า Butterfly effect : ผีเสื้อกระพือปีกก่อให้เกิดพายุใหญ่ หรือ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" เช่นช่วงเวลาที่กำลังตัดสินใจเลือกงานในบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง บังเอิญเกิดไปนั้งรถไฟฟ้า แล้วได้ยินคนข้างๆคุยกันถึงบริษัทที่เรากำลังเลือกแห่งหนึ่งว่า "ตอนดึกๆมีผีดุ" เรื่องเล็กแค่นี้ เราอาจโลเลที่จะตกลงเลือกทำงานที่นี้แล้ว ถึงแม้เราไม่ได้สนใจเรื่องผีก็ตาม...