วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"Home" โลกมุมสูง



- Trailer หนังตัวอย่าง "Home" -

"Home" สุดยอดอลังการ! ภาพยนตร์สารคดีวิวมุมสูงหาดูยาก ทั้งวิวที่สวยแปลกตาและวิวที่ดูแล้วถึงกับตะลึงปนเศร้าเคล้าน่ากลัว! ถ่ายทำบนเฮลิคอปเตอร์กว่า 54 ประเทศทั่วโลก ป่า-เมือง-ภูเขา-ทะเล-ขั้วโลก ฯลฯ ครบครัน(มีประเทศไทยด้วย) วิวจริงล้วนๆ ไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิค หรือสเปเชี่ยลเอฟเฟคจัดฉากแต่อย่างใด ชมกันแบบเต็มอิ่มด้วยความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง (มีเวอร์ชั่นพากย์ไทยขายในบ้านเราแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ยังหาซื้อได้ตามร้านดีวีดีทั่วไปหรือเปล่า)

สามารถดูวิดีโอฉบับเต็ม HD ชัดแจ๋วได้ที่ :
http://www.youtube.com/watch?v=jqxENMKaeCU


หรือที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ "Home" :
http://www.home-2009.com/

- เบื้องหลังการถ่ายทำ"Home" -


“Yann Arthus Bertrand"-"ญานน์ อาร์ทูส์-แบร์ทรองด์” ชาวฝรั่งเศส วัย60ต้นๆ นอกจากทำหน้าที่กำกับ "Home "แล้วยังร่วมเขียนบท พร้อมกับใช้เวลาในการสร้างร่วม 3 ปี เพราะต้องเดินทางหาโลเกชั่นเพื่อถ่ายทำให้ได้ภาพแปลกตากว่า 54 ประเทศ เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อโลก จึงต้องตระเวนถ่ายทำเพื่อเก็บสต๊อกภาพถ่ายวิดิโอที่มีความยาวถึง 488 ชั่วโมงแล้วนำมาตัดต่อให้เหลือเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง สำหรับภาพยนตร์สารคดีเรื่องเยี่ยมนี่

- ญานน์ อาร์ทูส์ แบร์ทรองด์ -

Yann Arthus Bertrand กำลังแสดงให้เราเห็นถึงโลกที่เขาเชื่อว่ายังมีอีกหลายมุมมองและหลายภาคส่วนที่ยังไม่เคยพบ มุมมองที่มนุษย์เดินดินไม่มีวันได้เห็น โลกที่เหมือนเพชรสีน้ำเงินลอยอยู่ในห้วงแห่งอวกาศอันมืดมิด ทำให้เราได้เห็น ได้เข้าใจและตระหนักถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านช่วงเวลายาวนานจนทรัพย์สมบัติที่มีชื่อว่า “ธรรมชาติ” กำลังจะสูญสลายไปด้วยมือของเราและนั่นอาจหมายถึงสัญญาณที่เตือนว่าคงถึงเวลาที่เราจำเป็นปกป้อง “บ้าน” หลังใหญ่นี้ไว้ด้วยตัวของเราเอง

สำหรับการเดินทางเพื่อเสาะหาโลเกชั่นนั้น ได้รับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆในกรุงปารีสในการจัดหาลูกมือภาคสนามมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมสร้าง เพราะการถ่ายทำต้องถ่ายทำทั้งบนภาคพื้นดินและบนอากาศโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ เพื่อขนผู้กำกับและช่างกล้องพร้อมผู้คุมงานภาพขึ้นไปถ่ายทำบนท้องฟ้าเพื่อให้ภาพสมบูรณ์และงดงามชนิดชาวโลกไม่เคยเห็นมาก่อน

บทสรุป-ข้อเท็จจริง ความเป็นไปของโลกใบนี้ในปัจจุบันและสิ่งที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้ จากภาพยนตร์สารคดี "Home"

- ทั้งโลกใช้จ่ายด้านยุทโธปกรณ์มากกว่านำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาถึง 12 เท่า

- 5 พันคนต่อวันเสียชีวิตเพราะน้ำดื่มที่ปนเปื้อน และ 1 พันล้านคนไม่มีน้ำสะอาดไว้ดื่ม

- 1 พันล้านคนกำลังหิวโหย

- กว่า 50% ของเมล็ดธัญพืชที่ซื้อขายกันทั่วโลกใช้เป็นอาหารสัตว์และผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ

- พื้นที่กสิกรรมเสื่อมสภาพไปถึง 40%

- ทุกๆ ปี พื้นที่ป่าสูญหายไป 13 ล้านเฮกตาร์

- 1 ใน 4 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, 1 ใน 8 ของนก และ 1 ใน 3 ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำใกล้จะสูญพันธุ์

- สัตว์หลายๆ สปีชี่ตายเร็วกว่าอายุขัยตามธรรมชาติถึง 1 พันเท่า

- ผลิตผลทางการประมงลดน้อยลง สูญสิ้น หรือเสี่ยงต่อการสูญสิ้นถึง 75%

- ตั้งแต่เริ่มบันทึกสถิติ อุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมานับว่าสูงที่สุด

- แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกบางลงถึง 40% ในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา

- ก่อนถึงปี 2050 คาดว่าจะมีผู้ลี้ภัยจากสภาพอากาศอันเลวร้าย 200 ล้านคน

- ทรัพยากรของโลกถูกถลุงไปใช้ถึง 80% โดยคนเพียง 20% ของประชากรโลกทั้งหมด

- ภายในปี ประมาณ ค.ศ. 2015 หากพฤติกรรมการถลุงทรัพยากรของมนุษย์(20%ข้างต้น)ไม่มีการปลี่ยนแปลงใดๆ และสภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินดังเช่นปัจจุบันต่อไปเรื่อยๆไม่มีการปรับปรุง-แก้ไข น้ำแข็งขั้วโลกจะค่อยๆละลายในอัตราที่เร็วขึ้น ส่งผลให้น้ำทะเลจะสูงเพิ่มขึ้นถึง 7 เมตร นั้นหมายความว่า บางเมืองใหญ่ๆในหลายประเทศ(รวมทั้ง กทม.บ้านเรา) น้ำจะท่วมจมมิดแบบถาวร อย่างแน่นอน! : ได้เคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องน้ำท่วมกุรงเทพ ไว้ครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี2008 หากสนใจลองไปที่ : วันสิ้นโลก 21:12:2012

..................

ปล. เว็ปไซต์ของ "Yann" ผู้สร้าง "Home" มีรูปถ่ายมุมสูงสวยๆจากสารคดีเรื่องนี้มากมายให้ดูชมและดาวน์โหลดกว่า 2000 ภาพ... http://www.yannarthusbertrand2.org/

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

"สุกี้ยากี้"


...ขอบคุณรายการวิทยุรายการหนึ่งที่ได้จัดเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้ง...เพลงที่ได้ยินผ่านหูมาบ้างตั้งแต่เด็กๆแต่ก็ลืมไปนานแล้ว...เพลงที่เพราะระดับตำนานเพลงหนึ่งที่โลกต้องจารึก...(เพลงที่ฟังแล้วทำให้นึกถึง น้องอ้อย! หรือที่มีชื่อเต็มว่า Aoi Sora นั้นเอง...ฮึๆๆ...ล้อเล่นนะครับ อย่าคิดลึก :)


เพลง 上を向いて歩こう (Ue wo muite arukou) หรือ
“ฉันเดิน เงยหน้ามองท้องฟ้า” หรือที่รู้กันกันแพร่หลายในชื่อ "สุกี้ยากี้"
ขับร้องโดย 坂本九 หรือ Kyu Sakamoto หรือภาษาไทย "เคียว ซาคาโมโต"


"สุกียากี้" ต้นฉบับคลาสสิค : Kyu Sakamoto ร้องเอง-เล่น MV เอง


-คำแปลเนื้อเพลงเป็นไทย จากฉบับ Original ภาษาญี่ปุ่น-
(อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกเลยจริงๆ :P ...แต่เพื่อ build อารมณ์สร้างบรรยากาศแบบญี่ปุ่น ญี่ปุ่น และเป็นการให้เกียรติเขานะครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยยยยยย...ฮึ ๆ)

上を向いて歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันเดินเงยหน้ามองท้องฟ้า

涙が こぼれないように
Namida ga koborenai you ni
กลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

思い出す春の日 一人ぽっちの夜
Omoidasu haru no hi, hitori bocchi no yoru
นึกถึงช่วงเวลาในฤดูใบไม้ผลิ, แต่ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนอันแสนอ้างว้าง

上を向いて歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันเดิน เงยหน้ามองท้องฟ้า

にじんだ 星をかぞえて
Nijinda hoshi wo kazoete
เฝ้านับดวงดาวที่ทอแสงประกายริบหรี่

思い出す夏の日 一人ぽっちの夜
Omoidasu natsu no hi, hitori bocchi no yoru
นึกถึงเวลาในช่วงฤดูร้อน, แต่ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนอันแสนอ้างว้าง

幸せは 雲の上に
Shiawase ha kumo no ue ni
ความสุขคงอยู่เหนือปุยเมฆ

幸せは 空の上に
Shiawase ha sora no ue ni
ความสุขคงอยู่บนท้องฟ้า

上を向いて 歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันเดิน เงยหน้ามองท้องฟ้า

涙が こぼれないように
Namida ga koborenai you ni
กลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

泣きながら歩く 一人ぽっちの夜
Nakinagara aruku, hitori bocchi no yoru
ฉันเดินไปร้องไห้ไป, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนอันแสนอ้างว้าง

--- ผิวปาก ---

思い出す秋の日 一人ぽっちの夜
Omoidasu aki no hi, hitoribocchi no yoru
นึกถึงเวลาในช่วงฤดูฝน, แต่ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนอันแสนอ้างว้าง

悲しみは 星のかげに
Kanashimi ha hoshi no kage ni
ความเศร้าแฝงตัวอยู่ในเงาของดวงดาว

悲しみは 月のかげに
Kanashimi ha tsuki no kage ni
ความเศร้าแฝงตัวอยู่ในเงาของดวงจันทร์

上を向いて 歩こう
Ue wo muite, arukou
ฉันเดิน เงยหน้ามองท้องฟ้า

涙が こぼれないように
Namida ga koborenai you ni
กลั้นน้ำตาไม่ให้รินไหล

泣きながら歩く 一人ぽっちの夜
Nakinagara aruku, hitoribocchi no yoru
ฉันเดินไปร้องไห้ไป, ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนอันแสนอ้างว้าง

一人ぽっちの夜
Hitoribocchi no yoru
ฉันอยู่คนเดียวในค่ำคืนที่แสนอ้างว้าง

--- ผิวปาก ---

จบ


เคียว ซาคาโมโต : ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๘๔ - ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๘ : เกิดที่จังหวัดคาวาซากิ ในเขตคันนากาวา เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินสายการบิน Japan airline flight ๑๒๓ ขัดข้องทางเทคนิคจนเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกชนสันเขาห่างจากกรุงโตเกียวประมาณ ๑๐๐ กิโลเมตร อุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น ๕๒๐ ชีวิต ผู้รอดชีวิต ๔ คน เคียว เสียชีวิตตอนอายุเพียงแค่ ๔๓ ปีเท่านั้น…

เพลง Ue wo muite arukou ข้างต้นนี้ถูกขับร้องครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๐๔ โดย เคียว ซาคาโมโต จัดจำหน่ายโดยบริษัท Toshiba (ประเทศญี่ปุ่น) หลังจากนั้นในปี ๒๕๐๖ เพลง Ue wo muite arukou ได้ถูกขายลิขสิทธิ์ให้แก่บริษัท Pye Records (ประเทศอังกฤษ) และนำไปร้องใน Version ภาษาอังกฤษ โดย Kenny Ball and his Jazzmen เนื่องด้วยชื่อเพลงและเนื้อเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่น จึงทำการเปลี่ยนเนื้อร้องใหม่ทั้งหมด และตั้งชื่อเพลงใหม่ว่า Sukiyaki โดยให้เหตุผลว่า...เป็นคำที่จำง่าย ออกเสียงง่าย และเป็นคำจำกัดความที่พูดขึ้นมาจะต้องนึกถึงประเทศญี่ปุ่น โดยเนื้อเพลงและความหมายของเพลงทั้งเวอร์ชั่นต้นฉบับญี่ปุ่นและอังกฤษก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สุกี้ยากี้ เลยแม้เต่น้อย…

เพลง Ue wo muite arukou ถูกนำไปขับร้องใหม่ในภาษาและเนื้อร้องที่ต่างกันไป แต่ใช้ทำนองดั้งเดิมทั้งหมดรวมแล้วโดยประมาณเกิน ๑๐๐ ศิลปิน ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีก็น่าจะเป็นเวอร์ชั่น วง 4 P.M.

"สุกียากี้" นำมาร้องและเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ โดย บอยแบนวง 4 P.M.


เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่นปนฝรั่ง โดย "Trish Thuy Trang"(ลูกครึ่งเวียดนาม-อเมริกัน อืมมมมม)



วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

!!Genpets ของเล่นมีชีวิต!!



หลายคนคงได้รับ Forward Mail เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้ว(ตั้งแต่ปี 2550) ผมได้รับอีเมล์นี้ซ้ำๆหลายรอบบางเมล์ ก็จั่วหัวเพิ่มเติมโดยผู้ส่งต่อด้วยความตื่นตระหนก อาทิ "Genpets ของเล่นที่มีชีวิตจริง!! โลกวิปริตขึ้นทุกวัน! , นวัตกรรมเพี้ยน!" แต่โดยส่วนตัวประทับใจในวิธีคิดนอกกรอบ(ถึงแม้จะเกิดอาการจุก!อย่างแรงก็ตาม)ของผู้สร้าง Genpets นี้เป็นพิเศษนะ...ฮึๆๆๆ...จึงขอนำมาเสนอกันอีกรอบ...หลายคนอาจยังไม่เคยเห็นและบางคนอาจยังไม่รู้เบื้องหลังที่มา...

ขอเดาว่า คนคิดของเล่นชิ้นนี้ขึ้นมา คงเคยมาเมืองไทย แล้วบังเอิญได้ดูหนังเรื่อง "ขุนแผน" จึงได้ "ลูกกรอกกุมารทอง" เป็นแรงบันดาลใจ...

เรื่องของกระแสเทคโนโลยีชีววิศวกรรมที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน อันเป็นเทคโนโลยีที่นำหลักการทางวิศวกรรมมาเป็นแกนในการศึกษาและพัฒนาระบบชีววิทยาสมัยใหม่ เพื่อคิดค้นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ทางด้านชีวภาพและการแพทย์ เช่น ผิวหนังสังเคราะห์ หรืออวัยวะเทียม เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีชีววิศวกรรมนี้เกิดขึ้นแล้ว และพวกเราพร้อมหรือยังที่จะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น...



ในรูปคือ "GENPETS" เกิดจากกระบวนการ Zygote Micro Injection แล้วก็เติบโตขึ้นในแล็บ เป็นการผสมและปรับแต่ง DNA จากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่าง ๆ ออกมาเป็น Genpets ดังนั้น Genpets จึงมีชีวิตจริง ๆ หายใจได้ มีเลือด กระดูก และกล้ามเนื้อ ซึ่งถ้าโดนบาดหรือตัดออก ก็จะมีเลือดไหลออกมา และถ้าดูแลผิด Genpets นี้ก็จะตายได้เหมือนกับสัตว์ทั่วไป หากเสียชีวิตก็นำไปฝังดินเช่นเดียวกันสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ หรือจะส่งกลับไปที่ศูนย์บริการของบริษัทก็ได้ เจ้า Genpets นี้ไม่ต้องใช้ถ่านหรือแบตเตอรี่ เนื่องจากมันมีชีวิตจริง แหล่งพลังงานของของ Genpets ก็คือ life monitoring devices ที่อยู่ในแพ็จเกจของ Genpets เอง โดยขณะที่ Genpets แขวนรอขายอยู่บนชั้นวางสินค้า จะมีสายให้อาหารที่ทำขึ้นพิเศษ เพื่อให้ Genpets มีชีวิตอยู่อย่างสงบรอคนที่จะมาซื้อ


Genpets สามารถ นำออกมาจากแพ็คเกจได้ เรียกได้ว่าเป็นเหมือนตุ๊กตาที่มีชีวิต โดยได้รับการออกแบบให้เหมือนกับเด็กแรกเกิด เส้นผมของ Genpets ก็จะสามารถงอกยาวออกมาได้ เล็ก น้อย สามารถลืมตาได้เมื่อนำออกจากแพ็จเกจ สำหรับการเคลื่อนไหวในรุ่นแรกนี้ สามารถบิดตัวได้ เล็ก น้อยแต่ไม่ถึงกับคลานหรือเดินได้ อาหารของ Genpets จะเป็นอาหารพิเศษ ที่จำหน่ายโดยบริษัทผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่าย ซึ่งจะให้ครั้งหนึ่งต่อสัปดาห์." ...



..............................................................



เนื้อหาข้างบนทั้งหมดนี้คือคำอธิบายส่วนหนึ่งเกี่ยวกับ "Genpets" ในเว็บไซต์ http://www.genpets.com/

เว็บไซต์และร้านค้าขาย Genpets จัดขึ้นมาอย่างสมจริงและเป็นทางการ



***จะบอกว่า...เรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับ Genpets ข้างบนนี้

!! เป็นเรื่องโกหกนะครับ !!

ความจริงก็คือ...ทั้งหมดที่เห็นในสื่อต่างๆ ไม่ว่า ตัว Genpets เอง, เว็บไซต์Genpets, ร้านค้าขายตัวGenpets, รูปภาพโฆษณาต่างๆ ฯลฯ...เป็นแค่วิธีการแสดงงานศิลป์แนวใหม่!! วัตถุประสงค์เพื่อเสียดสีวิทยาการทางวิทยาศาสตร์ และทดสอบกระแสการตอบรับของสังคม ของ ศิลปินหนุ่มชาวแคนาดา นามว่า "Adam Brandejs"

เชื่อว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับการแสดงงานศิลป์ไม่ว่าจะเป็น จิตรกรรม ประติมากรรม ฯลฯ ในห้องแกเลอรี่แบบตรงไปตรงมา หรือไม่...แบบที่หวือหวา-แปลกประหลาดหน่อยก็เป็นแนวศิลปะการจัดวางวัตถุ ที่เรียกว่า "Installation Art" ซึ่งถึงยังไงก็ยังมีการประกาศให้รู้อย่างเป็นทางการว่า นี้คือการแสดงงานศิลปะนะ... แต่พอมาเจอไอเดียการนำเสนอผลงานศิลปะของนาย Adam Brandejs นี้ เล่นเอาโลกช็อคไปตามๆกันเป็นประเด็นถกเถียงกันยกใหญ่ ด้วยนึกว่าเป็นของจริง! วางขายจริงๆ!... เรียกว่าลวงโลก(อย่างสร้างสรรค์)ได้อย่างแนบเนียนจริงๆ!!...นายแน่(+บ้า)มาก...คิดได้ยังไง!... :)

ตัวอย่างงานศิลปะประเภท Installation


Adam Brandejs ผลิต Genpets ด้วยสองมือ ผสมผสานตั้งแต่พลาสติก ยาง โฟม กระดาษ ไมโครชิป มอเตอร์ แผงวงจร ไฟฟ้า ระบบหุ่นยนต์ และคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ เป็นต้น วิธีการเริ่มจากแบบร่างจากสมองสู่การทำแม่พิมพ์ดินเหนียวไปจนถึงการหล่อ และผลิตจำนวนจำกัดเพียง 19 ชิ้นเท่านั้น ซึ่งจำหน่ายเหมือนงานศิลปะชิ้นอื่นๆ ในราคา 1,070 เหรียญสหรัฐสำหรับรุ่นที่เคลื่อนไหวได้ และ 715 เหรียญสำหรับรุ่นที่ไม่เคลื่อนไหว โดยไม่มีการผลิตจำนวนมากเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าอย่างที่หลายคนเข้าใจ

"Genpets รุ่น 01" เป็นงานประเภทสื่อผสม ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาหุ่นสัตว์เลี้ยงหน้าตาประหลาด บรรจุอยู่ในห่อพลาสติกเข้ารูป มีแถบบอกความสดใหม่ กราฟแสดงการทำงานของหัวใจ ไมโครชิปฝังอยู่ในตัว ระบบสายยางให้อาหาร และหน้าจอ LCD ในรุ่น Getpets LCD สัตว์เลี้ยงชีววิศวกรรมนี้ มีให้เลือกถึง 7 อุปนิสัย ตามสีต่างๆ สามารถส่งเสียงได้ มีอายุขัยประมาณ 1 หรือ 3 ปี ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความสด

"Genpets" เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า หากวันหนึ่งในท้องตลาดเกิดมีสินค้าประเภทสิ่งมีชีวิตบรรจุอยู่ในหีบห่อ สามารถซื้อขายได้ สามารถใช้แล้วทิ้งได้ คุณจะคิดอย่างไรและอยากเป็นเจ้าของสินค้านั่นไหม เป็นโจทย์ที่ Adam Brandejs ตั้งขึ้น "ผมไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยีชีววิศวกรรม แต่ผมเพียงแค่ลังเลใจ เกี่ยวกับใครจะเป็นผู้ใช้เทคโลโลยีนี้ และใช้ที่ไหนและใช้อย่างไร" เขาแสดงความเห็นส่วนตัวอันเป็นที่มาของงานชิ้นนี้ที่เขาต้องการทดสอบแนวโน้มของผู้คลั่งสัตว์เลี้ยงกับเทคโนโลยีนี้ที่นับวันจะเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขายังยกตัวอย่าง ปลาเรืองแสงของบริษัท Glofish ในสิงคโปร์ที่ผลิตของมาเอาใจคนชอบเลี้ยงปลา และแมวสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้จากบริษัท Allerca ในแอลเอ แคลิฟอร์เนีย โดยบริษัทเหล่านี้ทำการจำหน่ายจริง ไม่ใช่แค่งานศิลปะแบบเขาเท่านั้น...หลังจากที่เขาแสดงงานในแนวใหม่นี้ เขาได้รับการตอบรับที่เหนือความคาดหมายมากมาย อาทิ

1. ตัวประติมากรรม Genpets ในบรรจุภัณฑ์ดังรูปที่เห็น ได้แสดงในห้องแสดงศิลปะ และร้านค้า (ร้าน Iodine & Arsenic) ณ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในปี2550 และเขาก็ได้รับเชิญไปแสดงที่เมือง Alberta ที่อยู่ทางตะวันตกของแคนาดา และข้ามทวีปไปแสดงที่ V-Gallery ใน Basel ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากที่เขาติดตั้ง Genpets ที่ร้าน Iodine ในโตรอนโต เจ้าของร้านต้องหอบหมอนมานอนเฝ้าร้าน เนื่องจากมีคนมาทุบหน้าต่างร้านอย่างโกรธแค้น เพราะคิดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีชีวิตจริงๆ และถูกนำมาใส่บรรจุภัณฑ์แบบของเล่น บางคนประท้วงว่า การนำผลผลิตจากการทดลองทางชีวพันธุกรรมมาบรรจุกล่องพลาสติกจำหน่ายเป็นเรื่องผิดจริยธรรม บางคนก็อยากปลุกให้เจ้าตัวน้อยนี้ตื่นและซื้อกลับบ้าน ผู้ปกครองของวัยรุ่นหลายคนที่อยากเป็นเจ้าของ Genpets ถึงกับเกิดอาการสับสนและตะลึงงัน ซึ่ง Adam ก็ได้ตั้งคำถามอีกว่า "สัตว์เลี้ยงในกล่องพลาสติกแบบนี้แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงในตู้กระจกหรือกรงตามร้านขายสัตว์เลี้ยงอื่นๆ หรือไม่อย่างไร"

2. เว็บไซต์ Genpets.com ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับเว็บไซต์ที่มีวัตถุประสงค์ทางการตลาดของบริษัทใหญ่ๆทั่วไป โดยทั่วไปแล้วการเข้าถึงผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งๆเป็นเรื่องจำกัด เขาจึงสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้เรื่องราวของ Genpets เข้าถึงคนหมู่มาก ทำให้การถกเถียงหรือการคิดถึงประเด็นเรื่องชีวิตและวิทยาศาสตร์กระจายออกกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งจะพบว่าเขาประสบความสำเร็จมากในการนำเสนอรูปแบบนี้ อย่างไรก็ดี Adam มีความเห็นว่า การเห็นผลงานจริงดีกว่าเห็นจากรูปภาพหรือเว็บไซต์ เนื่องจากของจริงมีการเคลื่อนไหว มีแสงและเสียงปรากฏ ยิ่งให้ความรู้สึกจริงมากขึ้น

3. แค็ตตาล็อกงาน Genpets (มีให้ดาวน์โหลดในเว็บด้วย) เป็นงานวิทยานิพนธ์ของ Adam แทนที่เขาจะเขียนเป็นรายงานวิทยานิพนธ์แห้งๆ น่าเบื่อทั่วไปๆ เขาสร้างแค็ตตาล็อกจำนวน 20 หน้า เป็นการเพิ่มสร้างสรรค์แบบศิลปินตัวจริง ผลที่ได้คือ เขาจบการศึกษาพร้อมด้วยเกียรตินิยมเหรียญทอง

4. การใช้กลยุทธ์ "ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง" (Viral Marketing) อันเป็นการตลาดแนวใหม่ในยุคไซเบอร์ เป็นการส่งข้อความหรืออีเมลต่อกันไปในระยะเวลาอันสั้นและจำนวนมาก ผ่านอีเมลลูกโซ่ หรือ Forward Mail ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลดีมาก บทความนี้ถือเป็นผลพวงของไวรัล มาร์เก็ตติ้งที่ได้รับจากอีเมลลูกโซ่ และผู้เขียนนำมาเขียนขยายความอีกทอดหนึ่ง ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างล้นหลามเหนือความคาดหมาย

โฉมหน้า "Adam Brandejs"


"Adam Brandejs" เกิดที่เมือง Ottawa ประเทศแคนาดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสื่อผสม คณะวิจิตรศิลป์ จาก Ontario College of Art & Design เขาไม่ได้เป็นแค่ศิลปิน แต่เขายังเป็นนักเขียนโปรแกรมอีกด้วย งานของเขามีตั้งแต่งานหุ่นจำลองเหมือนจริง งานสร้างเว็บไซต์ และงานประดิษฐ์หุ่นยนต์ งานชิ้นล่าสุดที่สร้างความภาคภูมิใจให้เขาไม่น้อยคือ งานสร้างหุ่นอสูรกายในภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง "The Host" ซึ่งเป็นเรื่องที่ซ่อนประเด็นประเทศมหาอำนาจกับสิ่งแวดล้อมของโลกไว้ให้ผู้ชมได้เก็บไปคิดเป็นการบ้าน เช่นเดียวกับผลงาน "Genpets" ชมผลงานอื่นๆของเขาได้ที่ http://www.brandejs.ca/

“THE HOST” ภาพยนตร์ทุนสร้างสูงแนวแอคชั่น-ระทึกขวัญ ของผู้กำกับบอง จุน-โฮ คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวทีเอ็มบีซี ครั้งที่ 5 ที่กรุงโซล
ภาพยนตร์เรื่อง “THE HOST” ที่มีชื่อในภาษาเกาหลีว่า เกวมุล (Gwoemul) ซึ่งแปลว่า อสุรกาย ขึ้นแท่นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเกาหลีใต้ เรื่องราวของครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำฮัน อย่างสงบ แต่มาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อมีตัวประหลาดมากัดกินคนรอบตลิ่งริมแม่น้ำที่กลายสภาพเป็นนรกภายในพริบตา พร้อมกับจับตัวเด็กสาวหายไปในแม่น้ำ ซึ่งที่จริงแล้วอสุรกายตัวนั้นคือ ร่างที่เกิดจากเชื้อโรคกลายพันธุ์ซึ่งมาจากการที่กองทหารอเมริกันทิ้งสารพิษลงแม่น้ำฮัน ที่เป็นแม่น้ำสายสำคัญของกรุงโซล เทคนิคพิเศษของหนังเรื่องนี้เรียกผู้ชมได้กว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั่วประเทศ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ที่สหรัฐยังประจำการทหารอยู่ในเกาหลีใต้มาตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลีเมื่อ 53 ปีก่อน

ตัวอย่างฉากตอน สัตว์ประหลาดอาละวาด ใน The Host