วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สนทนาไซ-ไฟ



แนะนำเว็บไซต์ Sci-Fi สนทนาไซ-ไฟ(+แฟนเพจ)
เชิญเข้าไปชมที่ : http://www.scifi.siligon.com/


"จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้" อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าว...เป็นประโยคที่คุ้นเคยกันดีและยังคงเป็นอมตะ ถ้ามนุษย์ขาดจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์ก็คงเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมธรรมดาๆทั่วๆไป ไม่สามารถพัฒนาเป็นอารยธรรมล้ำสมัย-ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตสปีชีย์อื่นๆของโลกได้ ความจริงข้อนี้เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วในยุคปัจจุบัน และถ้าสังเกต จินตนาการในเชิง ไซ-ไฟ นี่แหละที่เป็นจินตนาการอันทรงอิทธิพลใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ ทั้งในแง่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี-นวัตกรรมใหม่ๆ มุมมองตรรกะวิธีคิด พื้นฐานความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ของชีวิต-โลก-จักรวาล หรือแม้แต่ถ้าหากจะเป็นแค่เพียงความบันเทิง สื่อที่มาในแนว ไซ-ไฟ ก็ดูจะเหมือนจะให้ความตื่นตาตื่นใจ ทั้งกระตุ้นต่อมความคิดจินตนาการต่อผู้เสพได้ค่อนข้างรุนแรง! โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ไซ-ไฟ
.......................................................

ทัศนะการนิยาม "ไซ-ไฟ" ของผู้ทรงคุณวุฒิ

"ไอแซก อาซิมอฟ" ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้คำนิยามของนิยายไซไฟไว้ว่า... "นิยายวิทยาศาสตร์ มีสามแบบคือ หนึ่งอะไรจะเกิดขึ้น...ถ้า... สองเพียงแต่....ถ้า และ สาม ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นต่อๆไป"...+_+

"อาร์เธอ ซี คลาร์ก" บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ อีกท่านหนึ่ง ได้เคยให้นิยามไว้ "นิยายวิทยาศาสตร์ หมายถึงงานวรรณกรรมที่สะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในบริบทแห่งวัฒนธรรมของสังคมแห่งตนภายใต้อิทธิพลของพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี"

"โรเบิร์ต เอ ไฮน์ไลน์" นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นลายครามของสหรัฐ ได้ให้คำนิยามของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยความรู้ของโลกปัจจุบันและอดีต และโดยอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติ และความสำคัญของระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน และการสรุปผล)

"เฟรดเดอริก โพห์ล" นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์นามกระเดื่องผู้หนึ่งได้ให้คำจำกัดความของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์เป็นนิยายที่ แสดงถึงผลที่ตามมา เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษา ผลกระทบจากการกระทำและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์"

*ถ้าจะสรุปให้เข้าใจสั้นๆเข้าใจง่ายๆที่สุดก็คือ นวนิยาย-ภาพยนตร์-หนังสือการ์ตูน หรือสื่อบันเทิงคดีอื่นๆ ถ้าหากโครงเรื่องโดยรวมมีการจินตนาการถึงองค์ประกอบหลักอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

1. มีสิ่งประดิษฐ์-อุปกรณ์เทคโนโลยีไฮเทค, หุ่นยนต์ ฯลฯ รวมทั้งผลกระทบของมัน(อันมักว่าด้วยโลก-เมืองในอนาคต)

2. มีมนุษย์ต่างดาว, สิ่งมีชีวิตประหลาดนอกโลก, หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตพิเศษในโลก(ที่เกิดจากกระบวนการพิเศษทางวิทยาศาสตร์)

3. มีเดินทางออกนอกโลก-การท่องสำรวจอวกาศ ไปยังต่างดาวอื่นๆ, หรือแม้การเดินทางผ่านกาลเวลา ย้อนอดีต-ท่องอนาคต

ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ ก็พอจะเรียกได้ว่าเป็น ไซ-ไฟ ได้แล้ว และแน่นอนว่าในโลกยุคใหม่ปัจจุบัน อันมักเรียกกันว่า ยุคโพสต์โมเดิร์น(Post-Modern) เป็นยุคแห่งความหลากหลาย ไซ-ไฟ สามารถจัดเป็นประเภทลูกผสม(Hybrid) ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Sci-fi Action, Sci-fi Thriller, Sci-fi Horror, Sci-fi Drama, Sci-fi Comedy ฯลฯ...สุดแท้แต่ผู้แต่งหรือผู้ชมจะตีความจัดให้เป็นประเภทไหน (*ในขณะเดียวกัน หนัง-นิยาย-บันเทิงคดีตระกูลอื่นๆ บางทีก็มีความเป็น ไซ-ไฟ เจือปนอยู่ด้วยบ้างเช่นกัน แต่อาจเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กๆน้อยๆ หรือมากพอสมควรก็แล้วแต่)



วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Chariot of fire เกียรติยศแห่งชัยชนะ


---  Chariot of fire(1981) เกียรติยศแห่งชัยชนะ ---


เพลงเก่า- แต่สุด ฟิน! จากภาพยนตร์เก่า แต่เก๋า! "Chariot of fire (1981)" เพลง Original ประพันธ์ดนตรีโดย Vangelis ...(เพลงที่ได้ถูกนำมาใช้พิธีเปิดโอลิมปิก 2012)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1924 สองยอดลมกรดของทีมสหราชอาณาจักร ได้สร้างตำนานแห่งการพิสูจน์ตัวเองบนลู่วิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สองวีรบุรุษแห่งแดนผู้ดีในครั้งนั้นมีนามว่า  "แฮโรลด์ อับราฮัมส์" เจ้าของเหรียญทองประเภท 100 เมตร สุดท้ายขึ้นเป็นสมาชิกอาวุโสสมาคมกรีฑาอังกฤษ สิ้นใจปี1978 ...และ "เอริค ลิดเดลล์" ผู้พิชิตเหรียญทองประเภท 400 เมตร แล้วผันตัวเอง ไปเป็นมิชชันนารี สิ้นใจที่เมืองจีน ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

   57 ปีต่อมา ตำนานของยอดนักวิ่งทั้งสอง ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ และกลายมาเป็นอีกหนึ่งตำนานของโลกเซลลูลอยด์ด้วยเกียรติยศระดับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อว่า Chariots of Fire ภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาไทยว่า "เกียรติยศแห่งชัยชนะ" เป็นผลงานกำกับของ ฮิวจ์ ฮัดสัน ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของทั้ง อับราฮัมส์ และ ลิดเดลล์ ซึ่งต่างต้องการพิชิตโลกด้วยฝีเท้าของตน โดยไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองใดๆ แต่ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และจารึกชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในยุคสมัยของตนเองไปตลอดกาล

   Chariots of Fire อาจจัดว่าเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก แต่เนื้อแท้ของงานชิ้นนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของการพิสูจน์ตน มากกว่าการเอาชนะคู่ต่อสู้ในเกมกีฬา ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงว่าด้วยการเดินทางของตัวเอกสู่เป้าหมาย โดยที่ไม่มีอุปสรรคเป็นตัวร้ายที่คอยแย่งชิงชัยชนะ แต่อุปสรรคอยู่ในจิตใจของตัวเองที่จะอุทิศตนเพื่อสู้ให้ถึงที่สุดหรือไม่ ภาพของน้ำใจนักกีฬาจึงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีความเป็นศัตรูหรือคู่แข่งเลยในระหว่างนักวิ่งด้วยกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีฉากอันประณีตสวยงามทั้งบรรยากาศในอังกฤษและสก็อตแลนด์ รวมถึงฉากการแข่งโอลิมปิก ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างของกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากนั้นแล้ว องค์ประกอบอีกอย่างที่กลายเป็นอมตะไปพร้อมกับตัวหนัง ก็คือดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นผลงานของ "แวนเจลิส"(Vangelis) นักประพันธ์ดนตรีชาวกรีก ซึ่งช่วยขับเน้นให้ตัวหนังทรงพลังด้วยความมุ่งมั่น และความศรัทธาในพรสวรรค์ของตัวละครออกมาได้อย่าง สุดฟิน สมบูรณ์แบบ

 
สำหรับเกียรติยศสูงสุดของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ก็คือการชนะรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ (ออสการ์) ประจำปี 1981 ได้ถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รวมถึงยังเข้าชิงอีก 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เอียน โฮล์ม ในบท มุสซาบินี่) และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม

   Chariots of Fire จึงเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพของกีฬาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาชนะคู่แข่งในสนาม หรือ การแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง แต่เป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเองให้โลกได้รับรู้ และการเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆนานาเพื่อจุดหมายที่ใฝ่ฝันนั้น มันคือเกียรติยศแห่งชัยชนะอันแท้จริง

   "นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก ที่มีเนื้อหามากกว่าการกีฬา และมีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเท่านั้นแต่เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ได้รับชม และเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยม ที่ไม่มีวันเลือนหายไปกับกาลเวลา คงอยู่เป็นมรดกบนแผ่นฟิล์มไปตราบนานเท่านาน"

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2475 ถอยหลัง ตั้งหลัก ทบทวน



สารคดี 2475 ช่อง Thai PBS


สารคดี 2475 เป็นสารคดีประกอบเหตุการณ์จำลอง (Documentary-Drama) มุ่งหวังให้ประชาชนคนไทยได้กลับมาทบทวนถึงเหตุและผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  และมองระบอบการปกครองของไทยอย่างไตร่ตรอง  และเข้าใจมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง

- Spot Trailer -

สารคดี 2475 เวอร์ชั่นสารคดีนี้  เขียนบทโดย คุณเอก เอี่ยมชื่น  และการกำกับสารคดีโดย คุณสุรัสวดี เชื้อชาติ หรือ แหม่ม มาม่าบูลส์  ซึ่งทั้งสองท่านเคยฝากผลงานชิ้นเยี่ยม และปลุกกระแสการรักชาติไว้ที่ไทยพีบีเอสคือภาพยนตร์เรื่อง “ขุนรองปลัดชู” เวลาออกอากาศเมื่อ  :  25, 26 และ 27 ก.ค. 55  เวลา 22.00 - 23.00 น. (2012)


สารคดี 2475 ตอน 1 "ความทรงจำ"
 


สารคดี 2475 ตอน 2 "สองฝั่งประชาธิปไตย"


 สารคดี 2475 ตอน 3 "ชะตาชาติ" (จบ)