วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

ด.ญ. "ศานติเทวี" กรณีศึกษาผู้ระลึกชาติ ในตำนาน

รายละเอียดสังเขป ล่างนี้ #โปรดใช้วิจารณญาณ : เรื่องระลึกชาติ! ทำนองนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินหลายๆเคสอดีตยันปัจจุบัน ... บ้างก็พบว่าต้มตุ๋มชัดๆ บ้างก็ยังคลุมเครือเล่าอ้างกันไป ... แต่กรณี #ศานติเทวี ดูจะเป็นกรณีที่ว่ากันว่า พอจะน่าเชื่อได้ที่สุด ? และยังคงนิยมอ้างอิง กล่าวขวัญถึง ... 

ด.ญ. "ศานติเทวี" (Shanti Devi) (เกิดปี 1926) ... อยู่ที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เมื่ออายุได้ 4 ขวบ (ปี 1930) ก็เริ่มเล่าพ่อแม่แปลกๆว่า ชื่อของเธอคือ "ลุคทิเทวี"(Lugdi Devi) ต่างหาก เมื่อก่อน(ชาติก่อน!)นั้น บ้านเดิมเธออยู่เมืองมธุรา(ห่างจากเดลีประมาณแค่ 145 กม.) มีสามีเป็นพ่อค้าชื่อ "เกทาร์นาถ" (KedarNath) แต่เธอได้ตายหลังจากคลอดลูกชายได้ 10 วัน แล้วจึงเกิดใหม่เป็นเธอนี่เอง ... แน่ละ มาแบบนี้ พ่อแม่ย่อมไม่เชื่อ ทั้งต่อมาก็กังวลว่าลูกคงไม่ปกติเสียแล้ว เพราะเธอพร่ำบอกเรื่องนี้ยิ่งขึ้นเป็นระยะๆ

จนตอนอายุ 6 ขวบกว่าๆ ศานติเทวี พยายามหนีโดยเดินเท้าหมายจะไปมธุรา แต่พ่อแม่รู้ก็ตามตัวกลับได้ก่อน... พ่อแม่ยิ่งกังวลคิดว่า ศานติเทวี ไม่ปกติแน่ๆ ครูที่โรงเรียนของเธอก็รู้เรื่องนี้ ครูจึงคิดลองไปสืบที่เมืองมธุรา ตามหาพื้นที่ ที่ศานติเทวีเคยอ้าง (ศานติเทวี ไม่ได้ไปด้วย)

ปรากฏว่า ครูก็ได้พบชายผู้ที่ชื่อว่า เกทาร์นาถ ... พูดคุยกัน ก็ได้เล่าว่าเขามีอาชีพเป็นพ่อค้า เคยมีภรรยาชื่อ ลุคทิเทวี แต่เธอตายเมื่อ 9 ปีที่แล้ว หลังเธอคลอดลูกชายได้เพียง 10 วัน ตรงตามที่ ศานติเทวี เล่า ... เกทาร์นาถ เองเมื่อได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ ด.ญ.ศานติเทวี ก็ไม่อยากจะเชื่อนัก

อีกไม่นานหลักจากได้พบครู เกทาร์นาถ พร้อมลูกชาย ได้นัดแนะกับครู ไปที่เดลี ยังบ้านของ ศานติเทวี แบบไม่บอกกล่าว ...ศานติเทวี ได้เห็นก็จำได้ทันทีว่าคือ สามีและลูกของเธอในชาติก่อน เธอเข้ากอดจูบลูก และร้องไห้อาลัยมาก (แน่ละ ลูกของเธออายุมากกว่าเธอ) ... ศานติเทวี ยังได้เล่ารายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆเพิ่มเติมไปอีก เกทาร์นาถและทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจว่ารู้ได้ยังไง

ที่สำคัญต่อมาอีกไม่นานเรื่องนี้ร่ำลือมาก จนไปถึง มหาตมะคานธี! ... คานธีและคณะ ถึงกับไปพบ ศานติเทวี ด้วยตัวเอง และยังได้ส่งเธอไปบ้านเก่าที่ มธุรา เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 1935 (คานธีอายุ 66) อันมีคณะที่ค่อนข้างทรงวุฒิ ตามไปมากมาย ทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักกฏหมาย ฯลฯ ซึ่งศานติเทวี ก็สามารถจดจำสมาชิกในครอบครัวดังกล่าวได้ทุกคน ไล่ตั้งแต่ปู่ และญาติและเหตุการณ์สถานที่เกี่ยวเนืองอืนๆ ก็สามารถตรวจเทียบพิสูจน์ตรงได้หมดอย่างเหลือเชื่อ 


หลักจากครานั้น ก็แยกย้ายกันไปต่างคนต่างอยู่(สามีเก่าเธอก็มีภรรยาใหม่แล้ว) ศานติเทวี ก็กลับเดลี ใช้ชีวิตตามปกติต่อไป แม้จะออกอาการรู้สึกพูกพันบ้านเดิมชาติที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ย้ายหรือทิ้งพ่อแม่ครอบครัวชาติใหม่ใดๆ และเมื่อ ศานติเทวี เติบโตขึ้น ก็ครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตเงียบๆง่ายๆสมถะ ศึกษาปฏิบัติธรรมจริงจัง... ทั้งพูดเรื่องนี้น้อยลง จนไม่ปริปากอะไรมากนัก และก็ไม่ได้ออกงานเชิงหาประโยชน์จากเรื่องระลึกชาติของเธอใดๆ...จนปี 1986 เธอจึงได้ให้สัมภาษณ์กับบุคคลที่มาขอสัมภาษณ์-อยากสืบสวนเรื่องราวชีวิตของเธออีกครั้ง อาทิ ให้สัมภาษณ์ต่อ Ian Stevenson (จิตแพทย์ชาวแคนาดา) และต่อมาอีกปีถัดไป(1987) ก็มี DR. Rawat ได้ทำการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของศานติเทวี ที่เกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่ เธอ จะเสียชีวิตในวันที่ 27 ธ.ค. 1987 (อายุได้ 61 ปี)

* เครดิตหลักจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Shanti_Devi (+กูเกิล ข้อมูลเสริมปลีกย่อยสบทบจากเว็บต่างๆ )

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สนทนาไซ-ไฟ



แนะนำเว็บไซต์ Sci-Fi สนทนาไซ-ไฟ(+แฟนเพจ)
เชิญเข้าไปชมที่ : http://www.scifi.siligon.com/


"จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้" อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าว...เป็นประโยคที่คุ้นเคยกันดีและยังคงเป็นอมตะ ถ้ามนุษย์ขาดจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์ก็คงเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมธรรมดาๆทั่วๆไป ไม่สามารถพัฒนาเป็นอารยธรรมล้ำสมัย-ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตสปีชีย์อื่นๆของโลกได้ ความจริงข้อนี้เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วในยุคปัจจุบัน และถ้าสังเกต จินตนาการในเชิง ไซ-ไฟ นี่แหละที่เป็นจินตนาการอันทรงอิทธิพลใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ ทั้งในแง่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี-นวัตกรรมใหม่ๆ มุมมองตรรกะวิธีคิด พื้นฐานความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ของชีวิต-โลก-จักรวาล หรือแม้แต่ถ้าหากจะเป็นแค่เพียงความบันเทิง สื่อที่มาในแนว ไซ-ไฟ ก็ดูจะเหมือนจะให้ความตื่นตาตื่นใจ ทั้งกระตุ้นต่อมความคิดจินตนาการต่อผู้เสพได้ค่อนข้างรุนแรง! โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ไซ-ไฟ
.......................................................

ทัศนะการนิยาม "ไซ-ไฟ" ของผู้ทรงคุณวุฒิ

"ไอแซก อาซิมอฟ" ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้คำนิยามของนิยายไซไฟไว้ว่า... "นิยายวิทยาศาสตร์ มีสามแบบคือ หนึ่งอะไรจะเกิดขึ้น...ถ้า... สองเพียงแต่....ถ้า และ สาม ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นต่อๆไป"...+_+

"อาร์เธอ ซี คลาร์ก" บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ อีกท่านหนึ่ง ได้เคยให้นิยามไว้ "นิยายวิทยาศาสตร์ หมายถึงงานวรรณกรรมที่สะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในบริบทแห่งวัฒนธรรมของสังคมแห่งตนภายใต้อิทธิพลของพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี"

"โรเบิร์ต เอ ไฮน์ไลน์" นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นลายครามของสหรัฐ ได้ให้คำนิยามของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยความรู้ของโลกปัจจุบันและอดีต และโดยอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติ และความสำคัญของระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน และการสรุปผล)

"เฟรดเดอริก โพห์ล" นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์นามกระเดื่องผู้หนึ่งได้ให้คำจำกัดความของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์เป็นนิยายที่ แสดงถึงผลที่ตามมา เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษา ผลกระทบจากการกระทำและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์"

*ถ้าจะสรุปให้เข้าใจสั้นๆเข้าใจง่ายๆที่สุดก็คือ นวนิยาย-ภาพยนตร์-หนังสือการ์ตูน หรือสื่อบันเทิงคดีอื่นๆ ถ้าหากโครงเรื่องโดยรวมมีการจินตนาการถึงองค์ประกอบหลักอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

1. มีสิ่งประดิษฐ์-อุปกรณ์เทคโนโลยีไฮเทค, หุ่นยนต์ ฯลฯ รวมทั้งผลกระทบของมัน(อันมักว่าด้วยโลก-เมืองในอนาคต)

2. มีมนุษย์ต่างดาว, สิ่งมีชีวิตประหลาดนอกโลก, หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตพิเศษในโลก(ที่เกิดจากกระบวนการพิเศษทางวิทยาศาสตร์)

3. มีเดินทางออกนอกโลก-การท่องสำรวจอวกาศ ไปยังต่างดาวอื่นๆ, หรือแม้การเดินทางผ่านกาลเวลา ย้อนอดีต-ท่องอนาคต

ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ ก็พอจะเรียกได้ว่าเป็น ไซ-ไฟ ได้แล้ว และแน่นอนว่าในโลกยุคใหม่ปัจจุบัน อันมักเรียกกันว่า ยุคโพสต์โมเดิร์น(Post-Modern) เป็นยุคแห่งความหลากหลาย ไซ-ไฟ สามารถจัดเป็นประเภทลูกผสม(Hybrid) ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Sci-fi Action, Sci-fi Thriller, Sci-fi Horror, Sci-fi Drama, Sci-fi Comedy ฯลฯ...สุดแท้แต่ผู้แต่งหรือผู้ชมจะตีความจัดให้เป็นประเภทไหน (*ในขณะเดียวกัน หนัง-นิยาย-บันเทิงคดีตระกูลอื่นๆ บางทีก็มีความเป็น ไซ-ไฟ เจือปนอยู่ด้วยบ้างเช่นกัน แต่อาจเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กๆน้อยๆ หรือมากพอสมควรก็แล้วแต่)



วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Chariot of fire เกียรติยศแห่งชัยชนะ


---  Chariot of fire(1981) เกียรติยศแห่งชัยชนะ ---


เพลงเก่า- แต่สุด ฟิน! จากภาพยนตร์เก่า แต่เก๋า! "Chariot of fire (1981)" เพลง Original ประพันธ์ดนตรีโดย Vangelis ...(เพลงที่ได้ถูกนำมาใช้พิธีเปิดโอลิมปิก 2012)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1924 สองยอดลมกรดของทีมสหราชอาณาจักร ได้สร้างตำนานแห่งการพิสูจน์ตัวเองบนลู่วิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สองวีรบุรุษแห่งแดนผู้ดีในครั้งนั้นมีนามว่า  "แฮโรลด์ อับราฮัมส์" เจ้าของเหรียญทองประเภท 100 เมตร สุดท้ายขึ้นเป็นสมาชิกอาวุโสสมาคมกรีฑาอังกฤษ สิ้นใจปี1978 ...และ "เอริค ลิดเดลล์" ผู้พิชิตเหรียญทองประเภท 400 เมตร แล้วผันตัวเอง ไปเป็นมิชชันนารี สิ้นใจที่เมืองจีน ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

   57 ปีต่อมา ตำนานของยอดนักวิ่งทั้งสอง ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ และกลายมาเป็นอีกหนึ่งตำนานของโลกเซลลูลอยด์ด้วยเกียรติยศระดับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อว่า Chariots of Fire ภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาไทยว่า "เกียรติยศแห่งชัยชนะ" เป็นผลงานกำกับของ ฮิวจ์ ฮัดสัน ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของทั้ง อับราฮัมส์ และ ลิดเดลล์ ซึ่งต่างต้องการพิชิตโลกด้วยฝีเท้าของตน โดยไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองใดๆ แต่ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และจารึกชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในยุคสมัยของตนเองไปตลอดกาล

   Chariots of Fire อาจจัดว่าเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก แต่เนื้อแท้ของงานชิ้นนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของการพิสูจน์ตน มากกว่าการเอาชนะคู่ต่อสู้ในเกมกีฬา ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงว่าด้วยการเดินทางของตัวเอกสู่เป้าหมาย โดยที่ไม่มีอุปสรรคเป็นตัวร้ายที่คอยแย่งชิงชัยชนะ แต่อุปสรรคอยู่ในจิตใจของตัวเองที่จะอุทิศตนเพื่อสู้ให้ถึงที่สุดหรือไม่ ภาพของน้ำใจนักกีฬาจึงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีความเป็นศัตรูหรือคู่แข่งเลยในระหว่างนักวิ่งด้วยกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีฉากอันประณีตสวยงามทั้งบรรยากาศในอังกฤษและสก็อตแลนด์ รวมถึงฉากการแข่งโอลิมปิก ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างของกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากนั้นแล้ว องค์ประกอบอีกอย่างที่กลายเป็นอมตะไปพร้อมกับตัวหนัง ก็คือดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นผลงานของ "แวนเจลิส"(Vangelis) นักประพันธ์ดนตรีชาวกรีก ซึ่งช่วยขับเน้นให้ตัวหนังทรงพลังด้วยความมุ่งมั่น และความศรัทธาในพรสวรรค์ของตัวละครออกมาได้อย่าง สุดฟิน สมบูรณ์แบบ

 
สำหรับเกียรติยศสูงสุดของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ก็คือการชนะรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ (ออสการ์) ประจำปี 1981 ได้ถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รวมถึงยังเข้าชิงอีก 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เอียน โฮล์ม ในบท มุสซาบินี่) และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม

   Chariots of Fire จึงเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพของกีฬาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาชนะคู่แข่งในสนาม หรือ การแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง แต่เป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเองให้โลกได้รับรู้ และการเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆนานาเพื่อจุดหมายที่ใฝ่ฝันนั้น มันคือเกียรติยศแห่งชัยชนะอันแท้จริง

   "นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก ที่มีเนื้อหามากกว่าการกีฬา และมีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเท่านั้นแต่เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ได้รับชม และเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยม ที่ไม่มีวันเลือนหายไปกับกาลเวลา คงอยู่เป็นมรดกบนแผ่นฟิล์มไปตราบนานเท่านาน"