วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สัจธรรมฝันหลอนของ Jan Švankmajer

"Jan Švankmajer" ศิลปินหนังสั้น Stop-Motion(ถ่ายภาพวัตถุทีละชอต ขยับทีละนิด แล้วนำมาประกอบเป็นภาพเคลื่อนไหว)นอกกระแส Jan Švankmajer เกิดวันที่ 4 กันยายน 1934 ณ กรุงปราก ประเทศเชคโกสโลวาเกีย ผลงานส่วนใหญ่สร้างสรรค์ในสไตล์เหนือจริง(Surrealism) เต็มไปด้วยการมีชีวิตของข้าวของ เฟอร์นิเจอร์พังๆ ตะปูขึ้นสนิม โดยเฉพาะรูปปั้นดินเหนียวและอวัยวะสัตว์!!! ด้วยมุมมอง-แนวคิดที่ล้ำลึกผนวกฝีมือการนำเสนออันน่าพิศวง เขาจึงได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ทางด้าน Stop-Motion คนหนึ่งของโลก เนื้อหาภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะออกเป็นแนวสะท้อน-เสียดสีความจริงในชีวิตและสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เซ็กซ์ ความตาย อำนาจ การเมือง ฯลฯ...ให้ความรู้สึก ฝันหลอนสยองซ่อนขบขัน!...

ด้วยผลงานส่วนใหญ่มีรูปแบบการนำเสนอที่ชวนตื่นตระหนก! ลึกลับ! ด้านมืด!...บ้างก็ซ่อนนัยยะทางการเมืองไว้อย่างแหลมคม ทำให้งานของเขาไม่เป็นที่พึงปรารถนาของรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อโซเวียตกรีทาทัพเข้ายึดเชค ในปี1968 หนังทั้งหมดของเขาก็ถูกแบนและกลายเป็นหนังต้องห้ามในประเทศ เขาจึงจำต้องสร้างสรรค์งานอย่างเงียบๆหลบๆซ่อน จนกระทั่งปี 1982 "DIMENSION OF DIALOGUES" ไปคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังโลก ชาวโลกจึงค่อยๆได้รู้จักเขา แต่กว่าชาวเชคจะได้ดูหนังของเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวก็ต้องรอถึง 20กว่าปี ในคือในปี 1989 โน้นทีเดียว...


"Food"
: วัตถุนิยม-บริโภคนิยม แข่งกันเป็นเครื่องผลิตอาหารของกันและกัน แข่งกันบริโภค ลงท้ายกินกันเอง...



..............

"Dimension of Dialogues" : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน...


..............

"MeatLove" : ความรัก = ก้อนเนื้อ 2 ก้อน...???


..............

"Oscuridad- luz-Oscuridad" : ตา หู จมูก ลิ้น กาย...สมอง...


..............

"Flora" : ร่างกาย เน่าเปื่อย ผุพัง...


..............

"The Death Of Stalinism In Bohemia" : ชำแหละ อุดมการณ์ อำนาจ...



ดูเรื่องอื่นๆ ไปที่เว็บ You Tube พิมพ์คำว่า JAN SVANKMAJER

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไมเคิล แจ็คสัน ใน Britain's Got Talent

ได้เข้าดูรายการ Britain's Got Talent ใน Youtube บ้างเป็นบางตอน สนุกสนาน บันเทิงดี เป็นรายการของอังกฤษ ที่ให้ผู้สมัครแสดงความสามารถอะไรก็ได้ เพื่อคัดเพียงหนึ่งเดียวสำหรับเงินรางวัลก้อนโต (แต่ส่วนใหญ่ร้องเพลงกับเต้น) โดยมีกรรมการสามคนเป็นผู้ตัดสิน เหตุที่รายการนี้ดังเป็นที่สนใจไปทั่วโลกต้องยกเครดิตให้ ป้าซูซาน บอยล์ วัย 47 ด้วยเสียงร้องที่ไม่สมดุลย์กับวัยและรูปลักษณ์ ในเพลง I Dreamed a Dream ที่ใครได้ชมเป็นต้องอึ้ง ! จนสื่อต่างๆทั่วโลกต่างพากันเผยแพร่ประโคมข่าว หลังจากนั้นผู้คนทั่วโลกก็แห่เข้าไปชมใน Youtube และเป็นการสร้างสถิติคนเข้าดู Link สูงสุด ยอดผู้ชม กว่า 20 ล้านครั้ง ภา่ยใน 7 วัน ! และ ป้า ก็กลายเป็นเต็งหนึ่งของรายการ

ท้ายที่สุดถึงแม้ผลปรากฎว่า... ป้าได้เป็นที่ 2 โดยแพ้กลุ่มนักเต้น "Diversity" มีแฟนรายการคนหนึ่งคอมเมนต์ในเว็บใช้คำน่าสนใจ... "Diversity is Winner but Susan Boyle is Forever." คมคายดี เพิ่งเข้าใจว่า... ผู้ชนะ กับ ผู้ที่จะอยู่ในใจไปตลอดกาล มันต่างกัน :)


I Dreamed a Dream โดย ป้าซูซาน บอยล์(Susan Boyle)

เพลง "I Dreamed a Dream" ประพันธ์โดย "Alain Boublil" และทำดนตรีโดย "Claude-Michel Schonberg" เพื่อให้ผู้แสดงเป็น "ฟังทีน" ขับร้องในละครเพลง "Les Miserables(เหยื่ออธรรม)" หนึ่งในผลงานเรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุโรป จากบทประพันธ์ของ "Victor-Marie Hugo" ชาวฝรั่งเศส...เรื่องราวว่าด้วย "ฟังทีน" พบกับความสูญเสีย เธอไร้งาน คนรักทอดทิ้ง และรับภาระเลี้ยงลูกที่เพิ่งให้กำเนิด และกลายเป็นโสเภณีในที่สุด เป็นบทเพลงที่สะท้อนชีวิตคนที่ได้รับความอยุติธรรมในสังคมเป็นอย่างดี


ต้นฉบับ I Dreamed a Dream : พลังเสียงเหนือชั้นโดย Ruthie Henshall



ส่วนตัวแล้วเป็นคนหนึ่งที่ชอบ "ไมเคิล แจ็คสัน" ไม่ได้ชอบตรงการศัลยกรรมพลาสติกหรือข่าวคาวตุ๋ยเด็กนะอย่าเข้าใจผิด 555 แต่ชื่นชมในการสร้างสรรค์งานเพลงและมิวสิควิดีโอ โดยเฉพาะลูกเล่นในการแสดงบนเวทีคอนเสิรต์ เสียงร้องที่มีเอกลักษณ์+การเต้นแบรกแดนซ์มูนวอร์คลีลาสุดพริ้วหาตัวจับยาก อีกทั้งทีมเวิร์คความพร้อมเพรียงของทีมแดนเซอร์... แล้วเกี่ยวอะไรกับ Britain's Got Talent...ใจเยน เยน


ข้อสังเกตอย่างหนึ่งพบว่ารายการ Britain's Got Talent นี้...มีผู้ประกวดฉบับ ไมเคิล แจ็คสัน แทรกตัวอยู่เต็มไปหมด! ผู้ประกวดที่เข้ารอบท้ายๆส่วนใหญ่ก็นำเพลงหรือแนวการแสดงคอนเสริต์ของ ไมเคิล แจ็คสัน มาใช้ในการแสดงของตน และผู้ชนะเลิศของรายการปี2009นี้ ผู้ล้มเต็งหนึ่งป้าซูซาน คือกลุ่มนักเต้น "Diversity" ก็ได้ประยุกต์การเต้นเป็นทีมสไตล์ ไมเคิล แจ็คสัน มาใช้ในการแสดงของตนในหลายรอบเช่นกัน... งานนี้แสดงให้เห็นได้ว่า ไมเคิล แจ็คสัน ยังคงเป็นแรงบันดาลใจในวงการเพลง-วงการบันเทิงที่สำคัญคนหนึ่งของโลกในปัจจุบัน แม้ช่วงหลังจะมีข่าวไม่ค่อยสุนทรีย์ออกมาเป็นระยะและได้เงียบหายจากวงการเพลงไปนานพอสมควรแล้วก็ตามที...(หรือกรรมการตัดสินลำเอียงเพราะตัวเองชอบไมเคิล แจ็คสัน ฮึ ๆ ๆ ล้อเล่นครับ...เห็นด้วยกับผลการตัดสิน)


กลุ่มนักเต้น Diversity ผู้ชนะเลิศ Britain's Got Talent 2009



"Flawless Dance Group" เมดเลย์ ไมเคิล แจ็คสัน



ผู้เข้าแข่งขันนาม "Signature" ไมเคิล แจ็คสัน ล้วนๆ


การแสดงบนเวทีคอนเสริต์ฉบับมืออาชีพ "ไมเคิล แจ็คสัน" ตัวจริงเสียงจริง


ชาฮีน วัย 12 ปี ผู้เข้ารอบสุดท้ายอีกคนหนึ่ง ใช้เพลง"Who's Loving You" ของวง "Jackson 5"(ไมเคิล แจ็คสันตอนเด็ก)



ต้นฉบับเสียงร้องเพลง"Who's Loving You" ไมเคิล แจ็คสัน ตอนเด็ก... "เคิ้ล"เกิดมาเพื่อสิ่งนี้!จริงๆ :)



............................................................


นี่ไม่ใช่ ไมเคิล แจ็คสัน ตอนที่ยังไม่ทำศัลยกรรม แต่เป็น ที่สุดของที่สุดเท่าที่เคยมีมาในรายการ Britain's Got Talent...555


วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

สิ่งใดไม่รู้ สมมุติมันขึ้นมา

ปก CD ชุด ในทรรศนะของข้าพเจ้า โดย มาโนช พุฒตาล

นี้คืองานดนตรีแนว Rock โดยร็อคเกอร์ไทยรุ่นใหญ่ ไม่ใช่เพลงแนวตลาดรักซ้ำซากหรือวงดนตรีที่สร้างภาพตัวเองเป็นอินดี้ ติสแดก! แต่ดนตรีมั่วๆเนื้อหาชวนฟุ้งซ่านปวดหัว! เป็นงานสมบูรณ์แบบไร้ที่ติทั้งเอกลักษณ์พลังเสียงร้อง ฝีมือการสร้างสรรค์ทำนองและเนื้อหาเพลงอันอุดมไปด้วยพลังแห่งพุทธิปัญญา แง่คิดมุมมอง และจินตนาการ งานดนตรีโดยคนไทยคุณภาพระดับนี้ในยุคปัจจุบันหาฟังได้ยากเต็มที!

*ข้อแนะนำ : ถ้าคุณคิดจะชื้อเพลงอัลบั้มนี้(หายากหน่อยนะ) คงต้องซื้อ 2 ก็อปปี้ ชุดหนึ่งไว้เปิดฟัง อีกชุดหนึ่งเอาไว้บนหิ้งเพื่อไว้กราบก่อนนอน(ฮา! :)

เพลง : โลกสมมุติ / อัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า โดย มาโนช พุฒตาล


...

มนุษยชาติสงสัย ศึกษาและค้นคว้ามานมนานแล้วว่า... ชีวิตคือะไร, ชีวิตมาจากไหน, มีพระเจ้าสร้างหรือไม่ จักรวาล-ธรรมชาติ-ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏขึ้นและวิวัฒนาการเรื่อยมานี้มีจุดมุ่งหมายอะไรหรือเปล่า? ความปรารถนาใคร่รู้นี้รุนแรงถึงขนาดมนุษย์ยุคปัจจุบันต้องลงทุนมหาศาลสร้างองค์กรอย่าง "NASA" หรือ "CERN" ฯลฯ เพื่อหาคำตอบ!

CERN : ปฏิบัติการค้นหาความลับของจักรวาล

มีคนถามปัญหาทำนองนี้กับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ตอบและเรียกเรื่องทำนองนี้ว่า "อจินไตย" หรือสิ่งที่ไม่ควรคิด เนื่องจากถ้าขืนคิดจะมีส่วนของความเป็นบ้า! เพราะสิ่งเหล่านี้มิอาจบรรลุได้ด้วยการคิด และเรื่องทำนองนี้ถึงแม้ท่านตอบไปคนฟังก็มิอาจพอใจได้เพราะไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง ตอบไปก็จะก่อให้เกิดการถกเถียงเสียเวลาเปล่า แต่ท่านก็ไม่ได้ตัดบทเสียทีเดียวว่าจะรู้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพียงแต่ให้สติว่าอย่าไปใช้วิธีนั้งคิดเดี๋ยวจะบ้าได้ และท่านก็แนะนำเสริมว่า...ในชีวิตมีเรื่องเร่งด่วนที่ควรกระทำมากกว่าไปศึกษาเรื่องอจินไตย นั้นคือ เรื่องการดับทุกข์

เคยดูหนังเรื่อง "ตรีมูรติ" (เคยฉายทางช่อง TPBS และมีขายเป็นชุดตามร้านดีวีดีทั่วไป) ซึ่งสร้างขึ้นจากคติความเชื่อของศาสนาฮินดู บรรยายไว้ว่า จักรวาลและโลกเกิดจาก "พระเจ้า" ส่วนพระเจ้านั้นกำเนิดออกมาจากสิ่งที่เรียกว่า " ปรมาตมัน หรือเรียกอีกอย่างว่า "พรหมมัน"??? " จากนั้นพระเจ้าแบ่งร่างตัวเองออกมาเป็น 3 ภาค เพื่อแบ่งหน้ากันทำ(หรือแบ่งกันเล่น?) นั้นคือ 1.พระพรหม มีหน้าที่สร้างจักรวาล ชีวิต และสรรพสิ่ง(จักรวาลทั้งหมดนะครับไม่ใช่แค่โลก) โดยสิ่งที่มีชีวิตที่พระพรหมสร้างมีส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "ชีวาตมัน" หรือจิต หรือวิญญาณ นั้นเอง, 2.พระวิษณุหรือพระนารายณ์ คอยดูแลปกป้องรักษาให้จักรวาลทั้งมวลดำเนินต่อไป, 3.พระศิวะหรือพระอิศวร ทำหน้าที่ทำลายหรือล้างบางเมื่อถึงคราวที่เห็นสมควร แต่ก่อนช่วงที่พระเจ้าจะแบ่งร่างเป็น 3 องค์นั้นได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า "มาร!(ซาตาน หรือ อสูร แล้วแต่จะเรียก)" ขึ้นมาก่อน...

ตรีมูรติ VCD ทั้งหมด 34 แผ่นจบ เล่าเรื่องราวละเอียดโดยเฉพาะการสร้างจักรวาล (ดูกันตาแฉะ)

มาร มีพลังและความฉลาดใกล้เคียงกับพระเจ้า ในหนังตรีมูรติตอนแรกๆหลังจากพระเจ้าสร้างมาร มารก็ได้สู้กับพระเจ้าและทำให้พระเจ้าบาดเจ็บเป็นแผลถึง 3 แผล! เหตุผลที่พระเจ้าสร้างมารขึ้นมา เกิดจากแนวคิดที่ว่า ถ้าไม่มีตัวขัดแย้งกับท่าน จักรวาลจะเงียบเกินไปไม่สนุก ไม่มีสีสัน ไม่พัฒนา เพราะเป้าหมายของพระเจ้าคือ ต้องการเห็นการพัฒนาของจักรวาลอย่างมีสีสัน! การเรียกว่า ตรีมูรติหรือพระเจ้า 3 องค์ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ควรเรียกว่า พระเจ้า 4 องค์ โดยรวม มาร เข้าไปด้วย เพราะถ้าพิจารณาดีๆ มารก็แบ่งภาคมาจากพระเจ้านั้นเอง เช่นเดียวกับ พระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ หาใช่คนอื่นคนไกลไม่ และมารได้ทำหน้าที่คอยขัดขวางขัดแย้งตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์...และในบทประพันธ์นวนิยาย-ภาพยนตร์ "เทวาและซาตาน" ของ "แดน บราวน์" กล่าวถึงองค์กร CERN ได้ค้นพบสสารชนิดหนึ่งเป็นขั้วตรงกันข้ามกับสสารที่เรียกว่า "ปฏิสสาร (Antimatter)" หรือในหนังเรียกว่า "เถ้าธุลีของพระเจ้า" หรือ "อนุภาคของพระเจ้า" ในทางทฤษฎีแล้ว ปฏิสสาร มีปริมาณพอๆกับสสารที่เกิดจากระเบิด "บิกแบง" (Big Bang) เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีมาแล้ว และที่น่าสนใจ คือ สสารกับปฏิสสารต่างทำลายล้างซึ่งกันและกัน แต่เหตุใดจึงมีสสารออกมาในรูปของดวงดาว ดาวเคราะห์และผู้คนอยู่เต็มไปหมดในเอกภพ นั่นคือหนึ่งในความลึกลับของจักรวาลวิทยา...แนวคิดระหว่างจักรวาลวิทยาศาสนาฮินดูกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ดูจะสอดคล้องใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

"เทวาและซาตาน" ฉบับนวนิยาย

ในเมื่อพระเจ้า 4 องค์นี้ กำเนิดออกมาจาก ปรมาตมัน! แสดงว่า ปรมาตมันนี้จะต้องมโหฬารมาก!ใหญ่กว่าพระเจ้า! แต่ในคติฮินดูเองก็ไม่ได้มีคำอธิบายไว้มากนักว่าปรมาตมันเป็นอย่างไร? เพียงแต่บอกว่าสั้นๆเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ต้องสัมผัสเอง (คล้ายๆกับรสอาหาร เปรี้ยว หวาน เค็ม ฯลฯ ใครจะอธิบายได้ว่า เปรียวเป็นอย่างไร! ต้องสัมผัสเอง) เป็นสิ่งที่อยู่ได้ด้วยตัวเองไม่มีใครสร้างไม่ได้เกิดจากเหตุและผลใดๆ และก็ไม่ได้เป็นพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าแค่สิ่งเล็กๆที่หลุดออกมาจาก ปรมาตมัน อีกที!

ห่วงโช๋อาหาร ผู้ล่าและผู้ถูกล่า ก่อเกิดวิวัฒนาการ

ในทฤษฏีวิวัฒนาการสมัยใหม่กล่าวว่า...พัฒนาการต่างๆในธรรมชาติเกิดจาก การขัดแย้ง อาทิ ห่วงโซ่อาหาร นั้นคือ สิ่งมีชีวิตต้องมี ผู้ล่าและผู้ถูกล่า โดยผู้ล่าวิวัฒนาการเพื่อล่าให้ได้ดีที่สุดทั้งนี้เพื่อจะได้กินและดำรงอยู่รอดเพื่อจะได้สืบพันธุ์ต่อไป ส่วนผู้ถูกล่าก็วิวัฒนาการเพื่อหนีจากการถูกไล่ล่าให้ได้ดีมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อจะกิน-อยู่รอดและได้สืบพันธุ์ต่อไปเช่นกัน ถ้าไม่มีการขัดแย้งทำนองนี้ก็จะไม่มีวิวัฒนาการและพัฒนาการใดๆเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตก็จะหยุดนิ่ง! ซึ่งหลักการนี้ตรงกับแนวคิดแบบ "เต๋า" ของจีนที่ว่า ก่อนจะกำเนิดสรรพสิ่งมี เต๋า ดำรงอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง จากนั้นก็กำเนิดสิ่ง 2 สิ่งคือ หยินและหยาง ซึ่งขัดแย้งเป็นขั้วตรงกันข้างกัน และจากการขัดแย้งของหยินหยางก่อให้เกิดสรรพสิ่งเอนกอนันต์ไม่รู้จบและที่น่าสนใจอีกอย่างหากโยงกลับไปที่เรื่อง "เทวาและซาตาน" ในเรื่องนี้จะกล่าวถึงพวก "อิลูมินาติ"(พวกต่อต้านคริสตจักรโดยเฉพาะเรื่องแนวคิดกำเนิดจักรวาล-กำเนิดชีวิต) ตัวหนังสือสัญลักษณ์แบบอิลูมินาเมื่อหมุนกลับหัวแล้วจะได้เป็นภาพเดิม ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับ สัญลักษณ์ หยิน หยาง ของ เต๋า (อิลูมินาติ ตรีมูรติ มาแนว ติ ติ คล้ายๆกันนะ)

หรือเต๋า คือสิ่งเดียวกับ ปรมาตมัน และพวกเต๋า มีความเกี่ยวข้องกับ พวกอิลูมินาติ ???

ในหนัง ตรีมูรติ ถ้าใครได้ดูจะสังเกตเห็นได้ว่า พระเจ้า 3 องค์ นั้งดูชมความเป็นไปในจักรวาลและโลกอย่างสนุกสนานครื้นเครงเหมือนกับที่เราดูภาพยนตร์ ถ้าช่วงไหนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นท่านก็นอนหลับยาวอย่างกรณีพระนารายณ์ท่านจะหลับในเกษียรสมุทร และบางโอกาสท่านนึกสนุกหรือเห็นท่าสถานะการณ์ไม่ค่อยดี ก็แบ่งภาคมาเกิดและลงเล่นด้วยเสียเองเลย อาจมาในรูปสัตว์บ้าง มนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง ฯลฯ ที่เรียกกันว่า "การอวตาร" เป็นภาคต่างๆนั้นเอง พิจารณาดูความเป็นต่างๆในหนังตรีมูรติแล้วจะพูดว่า... จักรวาลสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นแค่ "เกมส์ของพระเจ้า" ก็ได้กระมัง พระเจ้าได้วางกฏเกณฑ์กติกาการเล่นต่างๆไว้ตั้งแต่แรกสร้างจักรวาลแล้วโดยมาในรูปแบบของกฏธรรมชาติต่างๆที่มนุษย์ค้นพบ เช่น กฏฟิสิกส์ กฏชีวภาพ หลุมดำ หรือแม้แต่ กฎแห่งกรรม!! ฯลฯ มนุษย์เราจึงเป็นแค่หมากตัวเล็กๆตัวหนึ่งในเกมส์นี้ และพระเจ้าก็ได้ฝังโปรแกรมสัญชาตญาณต่างๆไว้ในตัวสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ มนุษย์ หรือแม้แต่เทวดา! ไว้ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน ไม่ว่าสัญชาตญาณ การกลัว การสืบพันธุ์ การดิ้นรนเอาตัวรอด ฯลฯ ในคติ ฮินดู มีหลักการว่า ถ้ามนุษย์บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมทำสมาธิอันหมายถึงต้องทวนกระแสสัญชาตญาณดิบต่างๆที่พระเจ้าฝังไว้ ถ้าสำเร็จก็สามารถกลับไปรวมกับปรมาตมันได้ ถ้าไม่สำเร็จก็อยู่ในเกมส์ต่อไป

!! จักรวาล ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นเพียงแค่เกมส์??? !!

และถ้าเราโยงเรื่องนี้กับตำนานฝ่ายพุทธอาจตีความได้ว่า พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลหนึ่งที่ปฏิเสธเกมส์ของพระเจ้า! และหาทางออกจากเกมส์ได้สำเร็จ โดยเรียกสิ่งที่ท่านบรรลุว่า "นิพพาน"(เกี่ยวอะไรกับปรมาตมันหรือเปล่า?) ซึ่งพญามารไม่พอใจนัก ใครเคยเรียนวิชาพุทธศาสนาคงเคยได้ยินมาบ้างว่า...ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังทำความเพียร ก็มีพญามารและพวกพ้องพยายามขัดขวางต่างๆนานาแต่ไม่สำเร็จ และในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า พญามารก็เลยขอให้พระพุทธเจ้า ดับขันธ์ หรือ ขอให้ตายไปซะ! แต่พุทธเจ้าปฏิเสธ มารก็เลยขอในทำนอง... "ถ้างั้นก็ขออย่าได้เอาเรื่งที่บรรลุ(ความลับเรื่องเกมส์)ไปสั่งสอนใคร เพราะถ้ามีคนรู้เรื่องนี้มากเดี๋ยวเกมส์จะไม่สนุก!" พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธอีก แต่ท่านก็ไม่เน้นสอนหรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลหรือเรื่องทำนองอจินไตย ดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ ท่านจะเน้นสอนวิธีเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์เป็นหลัก...หรือว่าจริงๆแล้วการบรรลุธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งในเกมส์ของพระเจ้า???

ถ้าไปดูหลักการของชาวพุทธกับฮินดูในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าคติความเชื่อและการปฏิบัติบางเรื่องคล้ายคลึงกันมาก เช่น การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องกรรม เรื่องภพภูมิต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา เปรต อสุรกาย พญานาค พญามาร ฯลฯ การกราบไหว้เทวรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น แต่นักวิชาการและพระสงฆ์บางท่านก็ให้ทัศนะว่า โดยดั้งเดิมแล้วพุทธกับฮินดูนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าปฏิเสธเรื่องพระจ้า-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นรกสรรค์ การกราบไหว้บูชาอ้อนวอนเทพเจ้า เทวรูปและวัตถุทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เป็นเรื่องที่ชนชั้นสูง(กษัตริย์-พรามณ์)ยุคนั้นสร้างขึ้นกล่อมประชาชนให้งมงาย เพื่อหวังผลทางการเมืองการปกครองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เหตุที่ในพุทธศาสนามีเรื่องทำนองนี้ปะปนเพราะมีการบิดเบือนที่เกิดขึ้นในยุคหลังๆ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและยังคงถกเถียงโต้แย้งกันไม่จบไม่สิ้นจนถึงทุกวัน


พระพุทธเจ้าเผชิญหน้าพญามาร Version ภาพยนตร์ "The Little Buddha"

ปัจจุบันถึงแม้ว่ามนุษย์จะค้นพบและเข้าใจกฏเกณฑ์ต่างๆในธรรมชาติและนำมาใช้เป็นประโยชน์กับตัวเองได้อย่างมากมายดังที่เห็นอยู่ในรูปแบบของวิทยาการเทคโนโลยีต่างๆ จนมนุษย์หลงตัวเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตวิเศษในโลกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไงก็ตามเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ในธรรมชาติและจักรวาลก็จะพบว่ามนุษย์เป็นแค่เศษฝุ่นเล็กๆ ถ้าจำเหตุการณ์ สึนามิ หรือ พายุแคทริน่าถล่ม จะเห็นว่ามนุษย์ก็ได้แต่จ้องดูหายนะให้ผ่านไปเฉยๆต่อหน้าต่อตา ไม่มีพลังอำนาจอะไรจะต่อต้านพลังธรรมชาติได้เลย และมนุษย์ก็ยังคงสับสนงุนงง-มึนในตัวเองและยังคงพยายามศึกษาทำความเข้าใจกับหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พระเจ้าอาจกำลังเฝ้าดูและหัวเราะอยู่!..

จักรวาลและสรรพสิ่งยังคงลึกลับ ดังตอนหนึ่งในเรื่องตรีมูรติที่พระนารัท(เทพคนสนิทของพระนารายณ์) มักกล่าวอยู่บ่อยๆว่า "พระผู้เป็นเจ้าท่านลึกลับเสมอ นาร้ายณ์ นารายณ์" มนุษยชาตินับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงแก้ปัญหาความงุนงงสงสัยต่างๆที่ยังไม่มีคำตอบด้วยกรอบเดิมๆนั้นคือ การสมมุติอะไรสักอย่างขึ้นมาเชื่อถือและปฏิบัติตามไปพรางๆก่อน แม้แต่ในสิงที่เรียกว่าวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ก็ยังอยู่ในกรอบนี้ นั้นคือเริ่มด้วยการ "ตั้งสมมติฐาน"..."สิ่งใดไม่รู้ สมมุติมันขึ้นมา"