วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Silicon Valley หุบเข้าปีศาจ

"ซิลิคอน วัลเลย์"
ศูนย์กลางแห่งการปฏิวัติ!
เทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสนเทศของโลก


Silicon Valley หรือ หุบเขา ซิลิคอน ตั้งอยู่บริเวณ ตอนใต้ของเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เป็นแหล่งที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทชั้นนำทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสนเทศของโลก การแข่งขันการพัฒนาระหว่างบริษัทในหุบเขานี้ ดุเดือดเลือดพล่าน ห่ำหั่นเชือดเฉือน ชนิดที่ทำลายล้างกันให้ตายไปข้างหนึ่ง การทำลายล้างที่ว่านี้ไม่ใช่การทำลายล้างแบบสรกปรกสาดโคลนแทรกแทรงกลั่นแกล้ง(เหมือนที่นักการเมืองไทยชอบเล่นกัน) แต่เป็นการทำลายล้างที่เป็นไปตามระบบอย่างสร้างสรรค์(Creative Destruction) เป็นการทำลายล้างเพื่อขับเคลื่อนโลก เพื่อการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า ผู้ที่ไม่มีการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่และครอบครองพื้นที่มาก่อนก็สามารถที่จะล้มหายตายจากไปได้อย่างง่าย ผู้ที่แกร่งกว่า มีประสิทธิภาพกว่าและก้าวหน้ากว่าจริงๆเท่านั้นจึงยืนหยัดอยู่ได้ ฉะนั้นการเรียกว่า หุบเขาปีศาจ! ก็คงจะไม่เวอร์เกินไป (ฮึ ฮึๆ)

สำนักงานใหญ่ของบริษัทดาวเด่นที่มีชื่อเสียงแห่งหุบเขาปีศาสแห่งนี้ที่ชื่อน่าจะคุ้นๆกันดี อาทิ Intel, Microsoft, Apple, Google, Yahoo ฯลฯ

มาดูโฉมหน้าเต็มๆของราชาปีศาจระดับ Top 10 (พวกอมนุษย์เหนือคนคน ฮึๆๆ) ในหุบเขาแห่งนี้กัน
1. พ่อมด Bill Gates ผู้ร่ายมนตร์เสกจักรวรรติ Microsoft
ผู้สร้างสรรค์ Microsoft Windows - MSN - Microsoft Office - Xbox ฯลฯ

2. สามยมทูต Andy Grove(ซ้าย), Robert Noyce และ Gordon Moore
แห่งอภิมหากาพย์ Intel
ผู้สร้างสรรค์ Processor Intel : Pentium - Celeron - Core - Atom - Centrino ฯลฯ

3. ยักษ์สีน้ำเงิน Thomas John Watson จากพงศาวดาร IBM
ผู้สร้างสรรค์ Computer : Mainframe, Server, Storage ฯลฯ

4. รุ่นใหญ่ในตำนาน William Hewlett(ขวา) และ David Packard
จ้าวอาณานิคม HP หรือ Hewlett Packard
ผู้สร้างสรรค์ Computers Desktop-Notebook, Monitors, Printers & PC Accessories ฯลฯ
5. มหาศาสดาจอมบงการ Steve Jobs เจ้าลัทธิ Apple
ผู้สร้างสรรค์ iPod - iPhone - iMac - Macbook - Mac OS ฯลฯ

6. มังกรผงาดฟ้า Jerry Yang ผู้ก่อตั้ง Yahoo!
ผู้สร้างสรรค์ Yahoo! Mail - Yahoo! Search - Yahoo! Map ฯลฯ

7. บั๊ดดี้จอมขมังเวทย์ Larry Page(ซ้าย) และ Sergey Brin
จ้าวจักรวาล Google!
ผู้สร้างสรรค์ Search Engine Google - Google Earth - Gmail ฯลฯ

8. เขี้ยวโหดปรินย่า Jeff Bezos แห่งมหานที Amazon.com
9. ซาตานแห่งองค์ความรู้ Jimmy Wales สารานุกรมยักษ์ Wikipedia.com


10. ผีเด็ก(มีปัญหา) Mark Zuckerberg เจ้าพ่อเครือข่ายสังคมโลก Facebook.com


ในกระแสคลื่นโลกาภิวัตน์อันร้อนแรงและเชี่ยวกรากนี้ ราชันย์ปีศาจต่างๆจะรักษาบัลลังก์ที่ตนครองอยู่ได้นานแค่ไหน จะมีปีศาสหน้าใหม่และนวัตกรรมใหม่ๆอะไรอีกบ้างที่จะกำเนิดจากหุบเขาปีศาจแห่งนี้ และด้วยวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เป็นปัญหารุมเร้าอยู่ขณะนี้(ปี2008-2009)จะส่งผลสะเทือนต่อหุบเขาปีศาจอย่างไรบ้าง คงต้องติดตามกันต่อไป อย่ากระพริบตาเป็นอันขาด. . .

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รบเถิด อรชุน !


มหาภารตยุทธ์ หรือ สงครามมหาภารตะ


เป็นมหากาพย์เรื่องยาวที่มีชื่อเสียงของอินเดียโบราณเคียงคู่บุญมากับมหากาพย์รามายณะ หรือรามเกียรติ์ (อ่าน รหัสลับ "รามเกียรติ์") บ้านเรานั้นเอง มหากาพย์สองเรื่องนี้ไม่ใช่วรรณกรรมทั่วๆไป แต่จัดเป็นคัมภรีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูเลยทีเดียว กล่าวกันว่าใครอ่านคำภีร์สองเล่มนี้ จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ล้างบาปได้!!

สำหรับคนไทยแล้วอาจมีความคุ้นเคยกับเรื่องมหาภารตะน้อยกว่ารามเกียรติ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว 2 เรื่องยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน


นักวิชาการทางประวัติศาสตร์บางสำนัก ให้ความเห็นว่า เรื่องมหาภารตะนี้มีเค้าโครงจากเรื่องจริงในอดีต บ้างก็ว่าเป็นแค่เรื่องแต่ง เนื้อเรื่องว่าด้วยสงครามระหว่างพี่น้องวงศ์กษัตริย์เลือดเนื้อเชื้อไขบรรพบุรุษเดียวกันคือ พวกปาณฑพ(ปาน-ดบ) และ พวกเการพ(เกา-รบ) ปมแห่งความขัดแย้งได้ก่อตัวสะสมเรื่อยมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กเล็กจนถึงโตเป็นกษัตริย์ปกบ้านครองเมือง ต้นเหตุหลักๆของเรื่องก็ไม่พ้นเรื่องคลาสสิคแห่งการเกิดสงครามทั่วๆไปคือ ความขัดแย้งเชิงอำนาจ ผลประโยชน์ ความริษยา การชิงดีชิงเด่น และปลีกย่อยๆประกอบอย่าง ผู้หญิง การพนัน เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในเรื่องก็ได้ชี้ให้เห็นว่า ญาติผู้ใหญ่พยายามหาทางออกทุกทางเพื่อให้ความขัดแย้งได้คลี่คลาย แต่ก็ล้มเหลว เนื่องจากความขัดแย้ง สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลข้ออ้างที่ยากจะกล่าวได้ว่าฝ่ายใดผิดถูกไปกว่ากัน พวกบรรดาญาติสนิทมิตรสหายประชาชนก็แตกแยกเลือกข้างกันไป และแล้วสถานการณ์ได้ยืดเยื้อมาจนถึงจุดที่มิอาจประณีประนอมสมานฉันท์อะไรกันได้อีกต่อไป ... สงครามเท่านั้น คือทางออก!!


แต่ก็มีบางคนไม่ได้เลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและไม่เข้าร่วมสงคราม อาทิ ท่านพลราม ... พลราม เป็นญาติผู้ใหญ่ของคู่กรณีทั้งสองฝั่ง ช่วงที่ทั้งฝ่ายทำสงครามประหัตประหารกันนั้น พลราม เลือกที่จะปลีกวิเวก เดินทางท่องเที่ยว ไม่ยุ่งไม่เกี่ยวใดๆทั้งสิ้น น่าคิดว่าเหตุใด พลราม ไม่เลือกร่วมกะข้างใดข้างหนึ่งเหมือนคนอื่นๆ พลราม เป็นผู้มีความเที่ยงธรรม ไม่นิยมสงคราม ? เป็นพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ? หรือเป็นนักฉวยโอกาสหมายรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ? หรือเป็นพวกเห็นแก่ตัว-ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ? หรือเห็นว่าทั้งสองฝ่ายแย่พอๆกันเลยไม่อยากยุ่งเกี่ยวเปลืองตัว ? หรือไม่กระจ่างในสถานะการณ์เลยตัดสินใจไม่ได้ไม่รู้จะเลือกฝั่งไหนดี ? หรืออื่นๆ ฯลฯ ก็ประเมินกันไป สุดท้ายคงมีแต่ตัวพลรามเองเท่านั้นที่รู้ดีกว่าใคร ... ไม่แน่พลรามอาจเป็นกลางจริงๆ หรืออาจจะเชียร์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่ในใจก็ได้ ... แต่ไว้ว่ายังไงก็ต้องเคารพสิทธิ์ในการเลือกของพลราม


ประเด็นที่น่าพิจารณาอีกอย่าง คือ แล้วพวกที่เข้าร่วมกับฝั่งใดฝั่งหนึ่งใดล่ะ พวกเขาเข้าไปร่วมเพราะเหตุใด เพราะมีความเข้าใจในสถานะการณ์ถ่องแท้แยกแยะถูกผิดได้ทะลุปรุโปร่งเลย จึงต้องการต่อสู้เพื่อผดุงความถูกต้องชอบธรรมจริงๆ ? หรือก็แค่เพราะว่าเห็นแก่เงินรับที่ถูกว่าจ้างมา หรืออาจเล็งเห็นผลประโยชน์ส่วนตนบางอย่างจึงเข้าร่วม ? หรือเผอิญทำงานเป็นบ่าวอยู่กับฝั่งใดฝั่งหนึ่งอยู่ก่อนแล้วจึงตกกระไดพลอยโจร นายสั่งไปไหนทำอะไรก็ว่าตามนั้น ? ฯลฯ

ท้องเรื่อง สองฝ่ายก็ได้รบพุ่งประจัญบานกันที่ทุ่งกุรุเกษตร เป็นเวลาถึง 18 วัน
ผลคือ ฝ่ายพี่น้องปาณฑพ ได้รับชัยชนะ

ผลของสงคราม คือ
พี่ฆ่าน้อง น้องฆ่าพี่ หลานฆ่าอา
ลุงฆ่าหลาน ลูกศิษย์ฆ่าอาจารย์
เพื่อนฆ่าเพื่อน ญาติฆ่าญาติ
ตายกันแบบยกโคตรแทบจะสูญพันธุ์ (Holocaust)!!


และคนที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในกองทัพข้างฝ่ายชนะ ที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย คือ "ท่านกฤษณะ" ชาวฮินดูได้ยกย่องและให้ความเคารพสูงสุดในฐานะ องค์อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ ที่เรียกว่า "กฤษณาวตาร"

นอกจากนี้แล้วบทสนทนาอันแฝงไปด้วยปรัชญาลึกซึ้งในเชิงการให้กำลังใจและส่งเสริมความฮึกเหิมในการทำสงคราม ของท่านกฤษณะที่ได้เทศนาต่อ พี่น้องปาณฑพตัวเอกคนหนึ่งนามว่า "อรชุน" ที่ครั้นเมื่อเริ่มสงคราม จู่ๆดันเกิดอาการท้อแท้หดหู่ไม่อยากออกรบ ด้วยเห็นว่าคนที่ตนต้องทำสงครามด้วยนั้นล้วนเป็นญาติสนิทมิตรสหายกันทั้งสิ้น ... ต่อมาบทสนทนานี้ ได้ถูกจัดให้เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ชื่อว่า. . .

"ภควัทคีตา" (บทเพลงของพระเจ้า)

- คัมภรีนี้มีความสำคัญมาก มหาตามะคานธีให้ความนับถือพระกฤษณะอย่างสูงสุดและนำภัควัทคีตานี้มาอ่านอยู่เนืองนิจเมื่อยามท้อแท้ไม่มีกำลังใจต่อสู้ ในช่วงเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ

-
และยังร่ำลือกันว่า ฮิตเลอร์ ได้แจกคำภีร์นี้ให้กองทัพนาซีอ่านปลุกใจ ช่วงที่ทำสงครามโลกครั้งที่สอง

-
 อย่างในไทยเรา น้าแอ็ด คาราบาว ก็อ่านคำภีร์เล่มนี้เกิดความประท้บ ถึงกับนำมาแต่งเพลง ชื่อ ภควัทคีตา ตัวอย่างเนื้อหาของ ภควัทคีตา ในสำนวนเนื้อเพลงของ น้าแอ็ด คาราบาว"รบเถิด อรชุน หากท่านตายในสนามรบ สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย แม้นหากว่าท่านชนะความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ ทุกพงพื้นปฐพีรอให้ท่านเข้ามาครอบครอง"


มีนักคิดท่านหนึ่งให้ทรรศนะอันเป็นมุมมองที่ค่อนข้างแรง...แต่น่าสนใจมาก ว่า. . . "แท้จริงแล้ว ภควัทคีตา ก็แค่การพร่ำเพ้อปรัชญาไร้สาระ ที่สร้างขึ้นเพื่อกล่อมคนหัวอ่อนไม่มีความคิด ชักจูงไปในทางให้นิยมแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรง การฆ่าฟันทำสงคราม แถมยังหลอกให้เชื่อว่า...เมื่อทำสงครามฆ่าคนตายเป็นเบือเพื่อความถูกต้องแล้ว แม้ตายก็จะได้บุญขึ้นสวรรค์ และภัควัทคีตานี้แหละเป็นรากเหง้าของ การทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ สงครามของพระเจ้า และการก่อการร้ายต่างๆ ภัควัทคีตานี้แหละคือ มิจฉาทิฏฐิ(ทัศนะอันตราย!)ตัวจริง ซึ่งขัดกับหลักของพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง ที่สอนให้มีเมตตา อหิงสา(ไม่เบียดเบียน) ทั้งควรต้องหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทั้งปวง

แต่ก็สามารถมองในแง่ดีอีกมุมได้ว่า "ภควัทคีตา" เป็นสุดยอดแห่งคัมภีร์ที่มีศิลปะการประพันธ์และจิตวิทยาชั้นสูงในการปลุกเร้าคน ให้สู้ชีวิต, ให้สู้สิ่งยาก, ฝ่าฟันอุปสรรค์, จะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลก อย่าสักแต่ใช้ชีวิตท้อแท้แบบซังกะตายไปวันๆ...ถึงแม้ในที่สุดมันไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องเสียใจอะไร จงภูมิใจว่าเราได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว...(หากท่านตายในสนามรบ สวรรค์ยังรอท่านอยู่ ยังเปิดประตูรอผู้ปราชัย) แล้วถ้าทำทำสำเร็จ แน่นอนท่านคือ ผู้พิชิต! ท่านจะรับผลแห่งความสำเร็จนั้น...(แม้นหากว่าท่านชนะความเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ ทุกพงพื้นปฐพีรอให้ท่านเข้ามาครอบครอง)

"มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่มักมีปมปริศนาให้ตีความได้หลายมุมเสมอ นี่แหละคือเสน่ห์ของมหากาพย์"

" รบเถิด อรชุน "


- - - - -

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ผ่าความคิด Steve Jobs

ปกติชีวิตประจำวันใช้คอมพิวเตอร์ตระกูล PC-Windows เป็นหลัก แต่ก็ติดตามผลงางผลิตภัณฑ์ค่าย Apple อยู่เป็นนิจ เพราะชื่นชมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ เรียบหรู ดูดีไปอีกแบบ

ไปเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ "Inside Steve's Brain ผ่าความคิด สตีฟ จอบส์" อืมชื่อคุ้นๆ(เคยเห็นเล่มต้นฉบับภาคภาษาอังกฤษ เปิดดูผ่านๆ แต่ไม่ซื้อ เพราะขี้เกียจแกะภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือ...แพง! ฮึๆๆ) หน้าปก-รูปเล่มดูดีนะ เปิดดู พบประโยคหนึ่ง... Steve Jobs กล่าวกับทีมงานว่า"การตัดสินใจทีสำคัญที่สุดของคุณนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คุณตัดสินใจทำ แต่คือสิ่งที่คุณตัดสินใจไม่ทำ" คม! ลองอ่านหน้าอื่นๆเนื้อหาน่าสนใจทีเดียว พลิกดูราคา 290 บาท โอเค พอไหว...

Leander Kahney เขียน : แปลเป็นไทย โดย สิทธิ หลีกภัย(เป็นอะไรกับ พณฯ ชวน หลีกภัย?)

เนื้อหาหนังสือเล่มนี้ ว่าด้วยเบื้องหลังแนวความคิดและการทำงานตามแนวทางของ สตีฟ จอบส์ ในการทำธุรกิจและสร้างสรรค์นวัตกรรมล้ำสมัยแห่งยุค อาทิ คอมพิวเตอร์ iMac, โน๊ตบุ๊ค MacBook, ระบบปฏิบัติการ Mac OS อย่าง Leopard, โดยเฉพาะเป็นที่ฮือฮากันมาก...เครื่องเล่น mp3 ตะกูล iPod และ โทรศัพท์มือถือ iPhone ถึงแม้จะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับวงการคอมพิวเตอร์-ธุรกิจไอที แต่คิดว่าเป็นหนังสือมีประโยชน์กับคนวงการอื่นๆด้วยเช่นกัน เพราะเนิ้อหาอุดมไปด้วยมุมอง, แนวคิดใหม่ๆ, ปรัชญาในการทำงาน, การสร้างแรงบันดาลใจ, การคิดนอกกรอบ, การบริหารธุรกิจ, กลยุทธ์การตลาด, วิธีคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ และอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย

ตัวอย่างเนื้อหาบางส่วน
Jobs บอกว่า เขาได้รับแรงบัลดาลใจมาจาก Bob Dylan และ Picasso "คือเขาไม่อยู่เฉย ศิลปินที่ประสบผลสำเร็จหลายๆคน เมื่อถึงจุดหนี่งก็เริ่มเสื่อมถอย เพราะเขามัวแต่ทำในสิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีวิวัฒนาการอะไร แต่ถ้าหากพวกเขายังเสี่ยงต่อความล้มเหลวอยู่ละก็ พวกเขาก็ยังคงเป็นศิลปินอยู่ ผมจึงไม่กลัวที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรก"

ด้วยแนวคิดของ Jobs ที่ว่า...
"รถทุกคันมีหน้าที่เดียวกันทั้งนั้นคือ ใช้ขับจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่ทำไมหลายคนถึงใฝ้ฝันและจ่ายเงินจำนวนมากซื้อรถ BMW แต่ไม่ซื้อ Chevy" บริษัท Apple จึงผลิตแต่สินค้า hi-end คุณภาพสูงเจาะเฉพาะลูกค้าชั้นดี ขายราคาแพงกว่าคู่แข่ง ถึงแม้ขายได้ปริมาณน้อยกว่าแต่ได้กำไรมากกว่า และถึงแม้จะมีสินค้า Copy เลียนแบบแต่ก็ทำไม่ได้ดีเท่าและแทบไม่มีผลต่อต่อยอดขายต่อสินค้นต้นฉบับเลย (จากสถิติและส่วนต่างกำไรเปรียบเทียบ ไตรมาสแรก ค.ศ.2007 Dell จำหน่ายสินค้ามากกว่า Apple ถึง 5 เท่าแต่มีกำไรแค่ 2 ล้าน 8 แสนดอลลาร์ในขณะที่ Apple มีกำไร สูงถึบ 850 ล้านดอลลอร์!!)
อ่านจบเล่มแล้วส่วนตัวรู้สึกว่า Jobs เป็นคนค่อนข้างสุดโต้ง-เผด็จการ(อย่างสร้างสรรค์)พอสมควรและมีความเป็นสมบูรณ์นิยมสูง(Perfectionism) มีความคิดแบบสุนทรีย์ในเชิงศิลปะล้ำลึกทีเดียว สินค้าของ Apple ส่วนใหญ่เป็นระบบปิด Jobs ไม่ค่อยแบ่งปันหรือแชร์การใช้งานร่วมกันกับผลิตภัณฑ์ค่ายอื่นๆ และมัก Lock ระบบไม่ยอมให้คนนอก หรือลูกค้ามาทำการแก้ไขหรือมีปฏิสัมพันธ์กับตัวระบบของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากต้องการรักษามาตรฐานของตัวไว้ ดังที่แนวคิดอันรุนแรงของเขาที่ว่า. . .

"ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ไม่อยากให้ไอ้งั้งที่ไหนก็ไม่รู้มาละเลง
หรือมีส่วนร่วมกันงานศิลปะชิ้นเลิศของตัวเอง"

ขณะที่คู่แข่งที่มีสินค้าเกี่ยวเนื่อง อาทิ Microsoft, HP ฯลฯ ระบบส่วนใหญ่ค่อนข้างเปิด(OpenSource) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถปรับแต่งระบบเองได้และสามารถประยุกต์ใช้งานร่วมกันระหว่างผลิตภัณฑ์ต่างค่ายต่างแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่สามารถใช้งานได้กว้างและหลากหลาย แต่ถึงอย่างไรนวัตกรรมของ Apple-Jobs ก็เป็นแบรนด์ที่ทรงพลังมีผลเชิงจิตวิทยาให้คุณค่าทางจิตใจต่อผู้บริโภคค่อนข้างสูง เรียกว่าผู้ที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple แล้วมักจะเกิดอาการจงรักภักดี เยี่ยงสาวก! ภักดีต่อศาสดา!...Apple วันนี้จึงยังคงยืนยงได้อย่างยิ่งใหญ่และสง่างาม

Jobs จึงเป็นบุคคลตัวอย่างแห่งยุค เป็นแรงบันดาลใจ
น่านับถือและเอาเยี่ยงอย่างในหลายๆด้าน
และยังมีอะไรดีๆที่ ต้องเรียนรู้จากเขาอีกเยอะ

ชมผลงาน นวัตกรรมชั้นเลิศ ของ Jobs และบริษัทApple ที่ http://www.apple.com/