วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ซำบายดี"ดวงจำปา"

...ดูหนัง DVD สบายดีหลวงพระบาง...ทำให้นึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ เป็นเพลงลาวพื้นบ้านเพลงหนึ่ง...

"ดวงจำปา"
สุนทรีย์ม่วนซื่นหลายๆ งดงามหมดจดทั้งถ้อยคำเนื้อร้องและท่วงทำนอง

"ดวงจำปา"

โดย หงา-คาราวาน อัลบั้ม คนไกลบ้าน


" โอ้ ดวงจำปา เวลาชมดอก
คิดถึงบ้านช่อง มองเห็นหัวใจ
เฮานึกขึ้นได้ ในกลิ่นเจ้าหอม
เห็นสวนดอกไม้ บิดาปลูกไว้ ตั้งแต่ใดมา
เวลาหงอยเหงา ยังช่วยบรรเทา ให้หายโศกา
โอ้ ดวงจำปา คู่เคียงเฮามา แต่ยามน้อยเอย

กลิ่นเจ้าสำคัญ ติดพันหัวใจ
เป็นตาฮักใคร่ แพงไว้เชยชม
ยามเหงาเฮาดม เอ๋ยจำปาหอม
เมื่อดมกลิ่นเจ้า ปานพบเพื่อนเก่า ที่ได้พรากจากไป
เจ้าเป็นดอกไม้ ที่งามวิไล ตั้งแต่ใดมา
โอ้ ดวงจำปา มาลาขวัญฮัก ของเรียมนี่เอย

โอ้ ดวงจำปา บุบผาเมืองลาว
งามดังดวงดาว ชาวลาวปลื้มใจ
เมื่อตกอยู่ใน แดนดินลานช้าง
เมื่อได้พลัดพราก อดีตพลัดจาก
บ้านเกิดเมืองนอน ข้อยจะเอาเจ้า
เป็นเพื่อนร่วมเหงา เท่าสิ้นชีวา

โอ้ ดวงจำปา มาลางามจริง มิ่งเมืองลาวเอย"

..................................................................................

- ภาคผนวก - อุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมชบวนการต่อสู้กู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส เมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา โดยอุตมะ ได้ใช้ “ดอกจำปา” หรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ใอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว โดยใช้ทำนองขับทุ้มหลวงพระบางในการเอื้อนเพลง "ดวงจำปา" เพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศลาวได้ปกครองตนเอง และหลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ ตลอดสองฝั่งโขงจากลาวเหนือที่พงสาลีจรดจำปาศักดิ์ที่ปากเซก็นิยมขับทุ้มเพลงนี้กันทั่ว...

วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ถนนลอนดอน

บังเอิญได้ฟังรายการวิทยุ(ทาง Net)ของรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง เผอิญพูดเรื่องเพลงท่านเลยบ่นว่า..."เพลงสมัยนี้ผมรับไม่ค่อยได้...เนื้อหาทำนอง มันไม่มีสุนทรียะเชิงศิลป์เอาเสียเลย..." จึงได้สอนมวยคนรุ่นหลัง ด้วยการการแนะนำบทเพลงสากลสมัยท่านหนุ่มๆเพลงหนึ่งให้ลองเสพดู...ได้ฟังแล้วส่วนตัวผมว่าเพราะดีนะ ทำนองฟังง่ายๆ กีต้าร์นุ่นๆ เพลินๆ ชิวๆ...แต่ติดที่เป็นเพลงสากล "เราเองก็ไม่ได้เป็นเซียนภาษา"...แต่ก็เอาล่ะ...ก็พอจับใจความได้คร่าวๆว่า...เนื้อหาสะท้อนสังคมคนจนจรจัดตามถนนในกรุงลอน+เป็นการให้กำลังใจแด่ผู้ที่กำลังคิดว่าชีวิตตนนั้นช่างตกต่ำโดดเดี่ยวอ้างว้าง...

. . .

เพลง "Streets Of London (Original 1969 Recording)โดย Ralph McTell ศิลปินชาวอังกฤษ ยุค60s

(สำนวนแปลมือสมัครเล่นอย่าว่ากัน : P

Have you seen the old man In the closed-down market Kicking up the paper, with his worn out shoes?
คุณเห็นชายชราในตลาดร้างที่เดินเขี่ยเศษกระดาษด้วยรองเท้าคู่เก่าๆนั้นไหม

In his eyes you see no pride
แววตาของเขาไร้ซึ่งความภาคภูมิ

And held loosely at his side Yesterday's paper telling yesterday's news
ข้างๆตัว พกหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวาน ที่บอกเล่าเรื่องราวของวันวาน

....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?

And say for you that the sun don't shine?
และยังพูดอีกว่าดวงตะวันไม่เคยส่องแสงมายังคุณเลย

Let me take you by the hand and lead you through the streets of London
โปรดให้ฉ้นได้จูงมือ
คุณไปยังถนนแห่งลอนดอนเถิด

I'll show you something to make you change your mind
ฉ้นจะแสดงบางสิ่งให้คุณเห็น เผื่อคุณจะได้ละทิ้งความคิดนั่นเสีย


Have you seen the old girl Who walks the streets of London
คุณเห็นหญิงชราน้อยๆ คนที่เดินอยู่บนถนนแห่งลอนดอนนั่นไหม?

Dirt in her hair and her clothes in rags?
ผมของเธอสกปรกรุงรัง ชุดของเธอขี้ริ้วขาดวิ่น

She's no time for talking, She just keeps right on walking
เธอไม่มีเวลาพูดคุย เธอแค่เดินไปเรื่อยเปื่อย

Carrying her home in two carrier bags.
ที่พำนักของเธออยู่ในย่ามสองใบนั่น

Chorus>....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?

In the all night cafe At a quarter past eleven,
ในคาเฟ่ยามค่ำคืน ณ เวลา 11 นาฬิกาล่วงไป

Same old man is sitting there on his own
ชายชราคนเดิมกำลังนั้งลงที่นั้น ณ ที่เดิมของเขา

Looking at the world Over the rim of his tea-cup,
มองความเป็นไปของโลกที่บนขอบถ้วยชา

Each tea last an hour Then he wanders home alone
มองถ้วยชาผ่านไปแก้วแล้วแก้วเล่า แล้วเขาก็เดินกลับตามลำพังไร้จุดหมาย

Chorus>....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?


And have you seen the old man Outside the seaman's mission
คุณเห็นชายชราที่อยู่นอกวงคณะพลทหารเรือนั้นไหม

Memory fading with The medal ribbons that he wears
ความทรงจำจางหายไปกับแถบสะพายเหรียญเกียรติยศที่เขาสวมใส่

In our winter city,The rain cries a little pity
ในเมืองอันเหน็บหนาวแห่งนี้ สายฝนได้โปรยปรายเจือความสงสาร

For one more forgotten hero And a world that doesn't care
แด่วีรบุรุษผู้ถูกลืมอีกคน กับโลกที่ไม่เคยแยแสเขาเลย

Chorus>....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?

- จบบริบูรณ์ -

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

*ภาคผนวก

ภาพถ่ายเวอร์ชั่นปัจจุบันของคุณตา Ralph McTell

Ralph McTell (born Ralph May in Farnborough England 3 December 1944) is an English singer/songwriter and acoustic guitar player who has been an influential figure on the UK folk scene since the 1960s. McTell's guitar style has been influenced by many of the USA's country blues guitar players of the early 20th century, including Blind Blake, Blind Willie McTell and Robert Johnson.

"Streets of London" is a song written by Ralph McTell. It was first recorded for McTell's 1969 album Spiral Staircase but was not released in the United Kingdom as a single until 1974. It was his greatest commercial success, reaching number two in the UK singles chart, at one point, selling 90,000 copies a day[citation needed], and winning him the Ivor Novell Award.(จาก Wikipedia)

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ชาลส์ ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย"

ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ การเดินทางออกไปยังท้องทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle)โดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมากซึ่งนำมาใช้เป็นทฤษฎี ในหนังสือชื่อ "The Origin of Species" อันเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ที่สำคัญและไม่ค่อยมีใครสังเกตก็คือ ปัจจุบันในวงการศึกษา-วิชาการเกือบทุกแขนงล้วนถูกครอบงำด้วยทฤษฎีของ ดาร์วิน เสียทั้งสิ้น!! ทั้งได้ส่งผลต่อแนวคิดในการดำรงชีวิตและสังคมมนุษย์อย่างหนักหน่วง ซึ่งมีแนวโน้มออกมาในทำนองที่เลวร้ายเสียส่วนใหญ่(จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม)

ทฤษฎีของ ดาร์วิน โดยสังเขปดังนี้
1. สิ่งมีชีวิตทั้งปวง(รวมมนุษย์)กำเนิดขึ้นจากปฏิกิริยาของสสารโดยความบังเอิญ เป็นปรากฏการณ์ทางชีวเคมีล้วนๆ ไม่มีสิ่งที่เป็นนามธรรมอื่นใด(อาทิ วิญญาณ จิต หรือ พระเจ้า)อยู่เบิ้องหลัง

2. รูปแบบสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการมาจากการปรับตัวเปลี่ยนปลงรูปร่างให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นแบบค่อยๆเปลี่ยนกินเวลายาวนานเป็น(ล้านๆปี)

3. การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อการอยู่รอดและสืบพันธุ์ให้เผ่าพันธุ์ของตนดำรงอยู่ต่อไปเท่านั้น

4. กฎการเลือกสรรโดยธรรมชาติได้กำหนดให้สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีกว่าและแข็งแกร่งกว่าเท่านั้นจึงสามารถอยู่รอดได้ ส่วนผู้ด้อยกว่าย่อมถูกกำจัดทิ้งให้สูญพันธุ์ไปในที่สุด

ลองมาดูกันว่า ทฤษฎีของ ดาร์วิน มีอิทธิพลต่อความคิดและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติอย่างไร...

- คาร์ล มาร์กซ์ ได้ต่อยอดหลักการของดาร์วิน ก่อเกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีหลักคิดว่า แก่นสารหลักของชีวิตมนุษย์คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจแห่งการผลิตเพื่อการกินอยู่ทางกายเท่านั้น, ส่วนที่เป็นกิจกรรมทางนามธรรมอาทิ ศาสนา-มนุษยธรรม-ศีลธรรม-ศิลปะ-ความบันเทิงทั้งปวง ฯลฯ เป็นเพียงแค่ส่วนส่งเสริมที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสังคมในช่วงเวลานั้นๆ หาได้มีแก่นสารจริงแท้แต่ประการใด โดยเฉพาะศาสนาเป็นแค่เครื่องมือของชนชั้นปกครองส่วนน้อยที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อครอบงำ หลอกใช้ขูดรีดแรงงานประชาชนส่วนใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงตนและพวกพ้องให้มั่งคั่ง และศาสนายังถูกนำมาใช้เป็นสิ่งกล่อมประสาทของผู้อ่อนแอที่ไม่สมหวังและไม่สามารถต่อสู้กับโลกแห่งความเป็นจริงได้ จึงสร้างความเพ้อฝันถึงโลกหน้าอันเป็นแดนสุขาวดีของพระเป็นเจ้า โดยหลังจากตายแล้วตนจะได้ไปอยู่ร่วมด้วย...

- ฮิตเลอร์และพลพรรคนาซี อาศัยแนวคิดการเลือกโดยธรรมชาติ จึงได้มีทัศนะว่าเผ่าอารยันเยอรมันของตนเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดีเลิศที่สุดในโลก เผ่าพันธุ์อื่นๆที่อ่อนด้อยเป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าสมควรกำจัดทิ้ง ซึ่งปรากฏออกมาในรูปแบบของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนับล้านและปฏิบัติการก่อสงครามยึดครองโลก จนส่งผลให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2...

- จนมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคโลกาภิวัตน์ประชาธิปไตยทุนนิยม-อุตสาหกรรมบริโภคนิยม ศตวรรตที่21 ก็ไม่พ้นอิทธิพลของทฤษฎีของดาร์วินที่ส่งผลให้ชนส่วนใหญ่เห็นว่า ในเมื่อการกำเนิดของชีวิตเป็นเพียงแค่ปฏิกิริยาวัตถุสสารโดยบังเอิญ ดังนั้นการดิ้นรนอยู่รอดเพื่อความอิ่มเอมแห่งการเสพวัตถุจึงเป็นเป้าหมายสุขสุดของชีวิต, ระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก, การโจมตีทางการเงิน, การล่าอาณานิคมยุคใหม่โดยการเข้าฮุบกิจการ-การผูกขาด-การปล้นทรัพยากรของคนประเทศเดียวกันและต่างประเทศ(แม้จะด้วยโหดเหี้ยมไร้ความเมตตาปราณีเพียงใด)ก็นับว่าเป็นความชอบธรรมตามทฤษฎีการเลือกสรรโดยธรรมชาติอยู่แล้วที่ผู้แข็งแกร่งกว่าไม่ว่าจะพลังด้านเทคโนโลยี-กำลังทุน ฯลฯ ย่อมต้องกำจัดผู้ด้อยกว่าให้พินาศล้มหายตายจากไป!! ระบบเมตตาธรรม-มนุษยธรรมศีลธรรมจรรยาต่างๆ เป็นแค่กลไกทางสังคมที่สมมติขึ้นมาใช้ในบางกรณีเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจให้ความสำคัญจนเกินไปเพราะจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองขัดขวางต่อความก้าวหน้าของการวิวัฒนาการ

. . . .

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในบางด้านของทฤษฎี ชาลส์ ดาร์วิน เป็นความจริงแท้ที่ปรากฎให้เห็นกันอยู่ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในธรรมชาติของพืช-สัตว์ทั้งปวง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า บางด้านของทฤษฎีดาร๋วิน ได้มีส่วนชี้นำและลดคุณค่าชีวิตมนุษย์ให้เป็นเพียงแค่สัตว์ชนิดหนึ่งด้วยกรอบความคิดในทำนองที่ว่า ถึงแม้มนุษย์จะมีปัญญา มีวิทยาการมีความเป็นอยู่ล้ำหน้ากว่าสัตว์ สามารถประดิษฐ์เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้ตนได้มากมายเพียงใด แต่ในที่สุดแล้วเทคโนโลยีและวิทยาการทั้งหมดทั้งสิ้น หากมองในกรอบของทฤษฎีดาร์วินแล้ว ก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการตอบสนองต่อการดิ้นรนต่อสู้-หากินเพื่อความอยู่รอด, เพื่อการแสวงหาความสุขความอิ่มทางวัตถุ และเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์ให้ดำรงอยู่ต่อไปแค่นั้นเอง...หรือ???