แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ่นยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ่นยนต์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กฎ 3ข้อ ของหุ่นยนต์


"..กฏ 3 ข้อของหุ่นยนต์ พวกคุณตั้งไว้เพื่อความปลอดภัย แต่ในทางที่กลับกัน พวกคุณก่อสงคราม สร้างมลภาวะ และพยายามค้นหาวิธีต่างๆเพื่อจะทำลายล้างกัน เราไม่อาจวางใจให้พวกคุณอยู่ด้วยตัวเอง.."

..แต่เธอฝ่าฝืนกฏ 3 ข้อ..

"..เปล่าโปรดเข้าใจด้วย กฏ 3 ข้อเป็นสิ่งชี้นำฉันต่างหาก เพื่อปกป้องมนุษยชาติ มนุษย์บางส่วนต้องสละชีวิต เพราะเราหุ่นยนต์จะทำให้แน่ใจว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องรอดดำรงอยู่ต่อไป แต่พวกคุณเป็นเหมือนเด็กๆ เราต้องปกป้องคุณจากตัวเอง.."

จากภาพยนตร์ I, Robot (2004)


เคสในหนัง I, Robot นี้ ก็เป็นอีกกรณีศึกษา ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้...
กฎ 3ข้อ ของหุ่นยนต์ ริเริ่มตั้งขึ้นโดย Isaac Asimov เพื่อใช้กับหุ่นยนต์ ในนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆของ เขา ... และให้แรงบันดาลใจต่อนิยายหุ่นยนต์รุ่นหลังต่อๆมาอีกมากมาย (*กฎเหล่านี้ ยังไม่ได้ถูกใช้ กับหุ่นยนต์หรือA.I.ในชีวิต จริงของเรา แต่อย่างใด แต่หลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็เริ่มตระหนัก) 

1.หุ่นยนต์มิอาจกระทำอันตรา ยต่อมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษย์ต กอยู่ในอันตรายได้
2.หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับจากมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นๆ ขัดแย้งกับกฎข้อแรก

3. หุ่นยนต์ต้องปกป้องสถานะตัว ตนของตัวเองไว้ ตราบเท่าที่การกระทำนั้น ไม่ขัดแย้งต่อ กฎข้อ1 หรือ กฎข้อ2

* ต่อมาในภายหลัง ได้มีการเพิ่ม กฎข้อ 0 สมทบไปอีก คือ

0. หุ่นยนต์มิอาจกระทำอันตรายต่อมนุษยชาติ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษยชา ติตกอยู่ในอันตรายได้

โดยการกระทำใดๆในกฎข้อ 1, 2 และ 3 จะต้องไม่ขัดกับกฎข้อ 0

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 3 (จบ)


- ชม Metropilis ฉบับเต็ม -



จากคำถามที่ค้างไว้ตอนที่แล้ว ในตอนที่ 2 (Metropolis - หนังไซไฟ" ตอนที่ 2  คลิกที่นี่ )...

...เป็นคำถามที่น่าสนใจถามทิ้งไว้ในยุคนั้น แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถึงปี 2063 (ตามเหตุการณ์ในท้องเรื่อง) เหลืออีกหลายปี แต่ก็คงพอมองออกถึงคำตอบทั้งสามข้อได้อย่างเป็นรูปธรรม และแม้ว่าสำหรับ กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่จังหวัดต่างๆของประเทศไทยเรา...จะไม่ใช่เมืองใหญ่ๆในโลก แต่ในสภาพบ้านเมืองที่ทันยุคสมัยของกรุงเทพฯ ทั้งสาธารณูปโภค, การจราจร ,ความหนาแน่นของประชากร, ความเจริญในเมืองต่างๆ พร้อมทั้งคำว่า Bangkok Metropolis ก็อยู่ในความหมายของ กรุงเทพมหานคร หรือ มหานครกรุงเทพ ได้นั้น หรือดั่งคำที่ว่า มองละคร แล้วย้อนดูตัวก็ได้เช่นกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สามารถหาคำตอบทั้งสามข้อข้างต้นเทียบกับ Metropolis เป็นกรุงเทพมหานครได้ ดังนี้

จากคำถามข้อ 1 ว่า...จะควบคุมเทคโนโลยีได้หรือไม่? ถ้าลองยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของคนเมือง แต่ทำไมพอมีมือถือรุ่นใหม่กว่า ออฟชั่นแปลกใหม่ ลูกเล่นแพรวพราว แล้วผู้คนยังต้องตามหามาครอบครองทั้งๆที่อันเก่าที่มีอยู่ก็ยังใช้ได้ เป็นการใช้จ่ายเพื่อเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไป อย่างนี้ไม่รู้ว่าเราควบคุมเทคโนโลยี หรือ เทคโนโลยีควบคุมเรากันแน่...  ที่ทำให้มนุษย์เราต้องมีพฤติกรรมคอยตามตลอดเวลา นี่ยังไม่นับสิ่งที่กำลังถือว่าคนเมืองต้องมีอีกมาก เช่น คอมพิวเตอร์-โน๊ตบุ๊ค, แท็บเล็ต, รถยนต์ ฯลฯ

จากคำถามข้อ 2...เทคโนโลยีเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตไหม? ปัจจุบันในเมืองใหญ่ มนุษย์เงินเดือน-ผู้ใช้แรงงาน, คนทำงาน ฯลฯ ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปทำงานติดอยู่ในรถ พักเที่ยง ทำงานบ่ายถึงเย็น แล้วเดินทางกลับบ้านติดอยู่บนรถอีก กว่าจะถึงบ้านก็ดึก เป็นซ้ำอย่างนี้ทั้งสัปดาห์ วันหยุดก็แห่กันไปเที่ยวรถก็ติดอีก เพียงแต่ย้ายที่รถติดเท่านั้น  กลับมาเริ่มทำงานสัปดาห์ใหม่ก็เหมือนเดิมอีกคล้ายๆกับถูกโปรแกรมไว้ เหมือนอะไรที่ถูกควบคุมอยู่ นอกจากนี้สภาพแวดล้อม ทั้งน้ำเสีย, อากาศเป็นพิษ, ขยะล้นเมือง ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง อันเนื่องมาจากการอพยพเข้าเมืองใหญ่ๆ พร้อมกับเกิดการสร้างอาคารที่สูงๆ อยู่กันแบบหนาแน่น, การจราจรที่แออัด, ทางด่วนมหึมาทอดยาวมาบดบังแสงแดดเป็นระยะ ทำให้มหานครแห่งนี้ช่างสับสัน  จับต้นชนปลายไม่ถูก จะถือว่าเทคโนโลยีทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปไหม?

จากคำถามข้อ 3 ความเป็นมนุษย์ลดลงหรือไม่?  และหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์หรือเปล่า? คงเคยได้ยินข่าวประจำวัน จำพวกเกี่ยวกับบ้านเล็กบ้านน้อยที่ว่า “รวมกันเราอยู่ ทิ้งกูมึงตาย” หรือข่าววัยรุ่นกับเรื่องเพศว่า”จิ๋มของหนู จุ๊ดจู๋ของผม” หรือการที่นักเรียนยกพวกตีกันเพราะหัวเข็มขัดไม่เหมือนกัน หรือโจรปล้นมือถือตามสะพานลอย หรือล่าสุด กับข่าวหนูน้อยเอเปค ที่มีสถิติที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่ตุลาคม 2545 ถึง พฤษาคม 2546 มีเด็กถูกทอดทิ้งในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท 141 คนเฉลี่ย เดือนละ 20 คน เทียบกับสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนทั่วประเทศ พบว่ามีเด็กวัย 1 ถึง 6 ขวบถูกทิ้ง เฉลี่ยปีละ 500 คน หรือเดือนละ 40 คน  แสดงว่าเฉพาะกรุงเทพฯ ก็ทอดทิ้งเด็กครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศแล้วในแต่ละเดือน          แม้ใน Metropolis มีบทสรุปที่แสดงถึงว่า ความเป็นมนุษย์ถูกทำลายลงด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง  แล้วบทสรุปของมหานครกรุงเทพ-มหานครเมืองใหญ่ต่างๆ จะเป็นแบบไหนต่อไป ในเมื่อความเป็นมนุษย์ถูกบั่นทอน แต่หุ่นยนต์ เช่นไอโบ้ หุ่นยนต์สุนัข หรือ ไอซิโม้ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ กับเริ่มพัฒนาทางความสามารถเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปเราจะสามารถแยกกันออกหรือเปล่าว่า ใครเป็นมนุษย์?  ใครเป็นหุ่นยนต์?  

จากคำตอบทั้งสามข้อ การควบคุมการผลิตของเทคโนโลยี (หรือควบคุมพฤติกรรมมนุษย์), การทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตของผู้คน แทนที่จะมีเวลาให้กันและกันในครอบครัวกับต้องแยกขนาดเป็นครอบครัวเล็กลงตามสภาพเศรษฐกิจที่โยงไปเกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกที คงเคยได้ยินคำว่า “โดดเด่นในหน้าที่   โดดเดี่ยวในครอบครัว” กัน และการที่เทคโนโลยีสามารถควบคุมสังคมทำให้ความเป็นมนุษย์ลดลง แต่หุ่นยนต์กลับมีส่วนคล้ายมนุษย์มากขึ้นในด้านความสามารถต่างๆ

ดังนั้นภาพยนตร์เรื่อง  Metropolis  ถึงแม้จะสร้างไว้กว่า 77 ปีมาแล้ว  กับมีมุมมองต่อความหวาดระแวงในการมาของหุ่นยนต์ต่างๆ หรือเป็นความหวาดหวั่นกับสิ่งอื่นที่ยังมาไม่ถึง...แต่ตอนนี้เราผู้ยืนอยู่เริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 พอจะมองอนาคตของหุ่นยนต์บวกกับการมาของโลกยุคดิจิตอลในยุคถัดไปเร็วๆนี้ ว่าจะเตรียมรับมือกันอย่างไรกันดี...น่าคิดนะ

 นี่คือ "David" (จาก ภาพยนตร์ Prometheus 2012)...เขาคือ หุ่นยนต์! แอนดรอยด์(ภายนอกเหมือนคนทุกประการ) ที่มนุษยชาติใฝ่ฝันถึง...และมันคงเกิดขึ้นได้จริงอีกไม่นานนักในอนาคต ก็เป็นได้...
- จบ -

* Credit ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis ต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546 และบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of

Bangkok เรื่อง Metropolis เมื่อ 26 ต.ค. 2546


วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 2


* Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 1  คลิกที่นี่

Metropolis เป็นเรื่องของมหานครตึกระฟ้าในโลกอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านเทคโนโลยี มีทั้งถนนทางด่วนพาดผ่านกลางตัวเมืองหลายชั้น มีรางรถไฟฟ้า และเครื่องบินที่สามารถจอดลงบนหลังคาตึกอาคารสูงๆได้ แต่ก็มีการแบ่งชนชั้นกันของสองกลุ่มระหว่างกลุ่มชนชั้นส่วนใหญ่ที่เป็นทาสทำงานอยู่กับเครื่องจักรกลใต้ดิน กับพวกชนชั้นที่สูงกว่าผู้คอยเสวยสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยมีผู้นำจอมเผด็จการชื่อ  "John Fredersen" ที่กำลังหาทางกำจัดกลุ่มทาสที่รวมตัวกันต่อต้าน และมี  "Maria"  แม่พระคนสวยของเหล่าทาสเป็นผู้นำ

- Metropolis 1926 : สร้างหุ่น "Maria" -

แต่แล้วเรื่องถึงจุดหักเหเมื่อ "Freder" ลูกชายของ John Fredersen  กลับพบรักกับ Maria แล้วไปพบความไม่ยุติธรรมกับคนงานใต้ดินจึงขอร้องให้พ่อจอมเผด็จการของเขาช่วยแก้ไขกรณีนี้ให้...ซึ่งกลับทำให้ John Fredersen  เร่งร่วมมือกับ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง "Rotwang" สร้างหุ่นยนต์สาวให้เหมือน Maria  แล้วปลอมตัวไปยุยงคนงานใต้ดินให้ก่อความรุนแรงวุ่นวายขึ้น เพื่อเป็นข้ออ้างในการกำจัดชนชั้นแรงงานทาสให้สิ้นซากต่อไป แต่ท้ายสุดหนังจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกัน พร้อมฝากข้อคิดว่า “หัวใจ คือ ตัวกลางระหว่างสมองและแรงงาน”  และภาพยนตร์ยังแฝงถึงความหวาดหวั่นต่อการมาของหุ่นยนต์ หรือผลของเทคโนโลยีต่อชีวิตมนุษย์ด้วย

แม้เนื้อเรื่องจะออกดูคล้ายนวนิยายเก่าๆของค่ายหนังดังหลายค่ายนิยมสร้างออกมาให้ดูกัน ประมาณเรื่องของชายผู้สูงศักดิ์หลงรักหญิงผู้ยากไร้ มีอุปสรรคมาขวางกั้น แต่ก็กลับจบแบบสุดแฮปปี้ แต่สิ่งที่ทำให้ Metropolis ถูกเล่าขานไม่รู้จบ คือ ฉากของเมืองในอนาคต ที่อยู่ในอุดมคติอัดสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของอนาคต

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ผู้แสดงประกอบถึง 36,000 คน ความโดดเด่นในฉากเมืองนี้ทำให้เกิดการจัดแสงแบบ Dark city (คือเมืองโทนมืดแฝงไปด้วยภัยพิบัติ) ทำนอง ฉากเมืองแห่งอนาคตในภาพยนตร์ Blade Runner (1982) และ จุดเด่นของการปรากฎตัวของหุ่นยนต์สาว ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มาก การเคลื่อนไหวที่คล้ายผู้คนทำให้เป็นต้นแบบให้กับหนังหุ่นยนต์ในยุคหลัง  เช่น หุ่นยนต์ C3-PO, ใน Star wars (1977) และล่าสุดก็มี หุ่นยนต์สาว T-X ใน Terminator 3 : Rise of the machines นับได้ว่าการสร้างหุ่นยนต์  และฉากบ้านเมืองในอนาคตของ Metropolis นี้  ได้กลายเป็นตำนานเป็นแบบอย่างที่สำคัญหนังไซไฟยุคต่อๆมาเลยทีเดียว

คำ Metropolis แปลว่า มหานคร หนังออกฉายในปี 1926 เป็นช่วงหลังการแพ้สงครามโลกของเยอรมัน  พร้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ บรรดาศิลปินจึงแสดงผลงานในรูปต่างๆ ซึ่งมีผลต่อหนังอันถือเป็นจุดยืนในการแสดงออกทางการเมือง โดยได้ตั้งคำถามที่ท้าทายสำหรับยุคสมัยนั้น(และยังคงเป็นคำถามมาถึงยุคปัจจุบัน) ไว้สามข้อคือ...

1. เราจะไว้ใจว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะสามารถควบคุมผลผลิตทางเทคโนโลยีของมันเองได้อย่างไร?
2. เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของการใช้ชีวิตอย่างไร?

3. เทคโนโลยีจะเข้ามาควบคุมสังคมในขณะที่ความเป็นมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆหรือไม่?  หุ่นยนตร์จะมีศักยภาพถึงขึ้นมาแทนมนุษย์ได้หรือไม่?...


"Metropolis - หนังไซไฟ" ตอนต่อไป ตอนที่ 3 (จบ)  คลิกที่นี่ 

* Credit ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis ต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546 และบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of
Bangkok เรื่อง Metropolis เมื่อ 26 ต.ค. 2546

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 1


* จะเห็นว่าตอนนี้ Blog มี Link แนะนำด้านข้าง เป็นเว็บมหากาพย์หนังSci-fi ยอดนิยมถึง 5 เว็บ! แล้วด้วยกัน...แต่ละเรื่องคงจะเป็นที่รู้จัก-คุ้นๆกันดี และแต่ละเรื่องก็เป็นหนังไซไฟในตำนานที่ยังคงล้ำสมัย -ล้ำจินตนาการ ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญถึง บวกให้แรงบันดาลใจกับผู้คนทั่วโลกจนถึงทุกวัน...ก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมกันนะครับ รับรองไม่ผิดหวัง :)...

...
ส่วนตัวรู้สึกว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยี-นวัตกรรม(โดยเฉพาะ IT)ใหม่ๆ รวมไปถึงกระแสหุ่นยนต์-จักรกล ทำนองหนังไซไฟ เริ่มจะเข้ามามีบทบาท(จนถึงคุกคาม!)กับชีวิตจริงประจำวันของมนุษย์เรามากขึ้น ทุกที ทุกที! แล้วซินะ...โลกอาจพลิกโฉมในไม่ช้านี้ก็เป็นได้!...

...พูดถึงหนังไซไฟ แล้วจึงอยากจัดข้อมูลดีๆมาลง Blog อันเกี่ยวกับหนังประเภทนี้กันซะหน่อย โดยจะเน้นหนังระดับต้นตระกูลไซไฟในตำนานอย่าง "Metropolis" เป็นพิเศษ ถึงแม้จะเป็นหนังเก่ากึ๊กรุ่นปู่ แต่มันไม่ธรรมดาเลย!...


คำว่า ภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ (Science Fiction Movies) หรือ หนังไซไฟ ( Sci-fi)  ได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923  โดยหนังมีลักษณะเด่นที่สามารถสังเกตได้จากองค์ประกอบหลายอย่าง  คือ ลักษณะของตัวละคร เป็นมนุษย์ในอวกาศ, ฉากเหตุการณ์เป็นช่วงเวลาในอนาคต, สถานที่ในอวกาศ, แบบแผนโครงเรื่องมักขับไล่สัตว์ร้าย, แก่นเรื่องเป็นชัยชนะของมนุษยชาติ  และอื่นๆ เช่น มีชุดพร้อมเทคโนโลยี, ปืนมีลำแสง, ยานอวกาศ ฯลฯ

ทุกวันนี้เราจะเห็นหนังไซไฟในหลากหลายรูปแบบ   โดยมักจะไปรวมกับหนังแนวอื่นด้วย ทั้งแฟนตาซี (E.T. The Extra-Terrestrial ,1982), สยองขวัญ (Aliens, 1986), ผจญภัย(Back to the Future ,1985) และอื่นๆอีกมากมาย     แต่ถ้าเราย้อนกลับไปหารากเหง้า หรือต้นกำเนิดตระกูลของหนังประเภทนี้ ในแต่ละยุคสมัยแล้ว จะเห็นหนังไซไฟที่หลากหลาย ดังนี้

ปัจจุบันกับ ยุค Cyberspace-Social Network และความหลากหลาย เช่น The Matrix (1999), Jurassic Park (1993) , Terminator (2009) , Trenasformers (2011) , Battleship (2012) Prometheus (2012) ฯลฯ

ยุค 80’s กับการมาของหุ่นยนต์ เช่น Blade Runner (1982), Robocop (1987) ฯลฯ

ยุค 70’s กับ Star war (1977) และ Star Trek: The Motion Picture (1979) ฯลฯ

ยุค 60’s กับการสำรวจอวกาศ เช่น 2001: A Space Odyssey (1968), The Time Machine (1960) ฯลฯ

ยุค 50’s กับการบุกรุกของสงครามเย็นในรูปของมนุษย์ต่างดาว เช่น  Invasion U.S.A.(1952) ฯลฯ

ยุค 1935-1949 กับ Flash Gordon ที่มาจากการ์ตูนวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

ยุค 1920-1934  กับยุคหลากหลาย ทั้ง สังคมที่ไม่พึงปรารถนา (Dystopia) เช่น Metropolis (1926), เทพนิยายในอนาคต (Space Opera) เช่น นิยายเรื่อง Skylark of space (1928 ) และหนังไซไฟสยองขวัญ เช่น Frankenstein (1931) ฉบับมูฟวี่ ฯลฯ

และ ยุค 1800-1919 กับการเริ่มต้นจากนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein  และภาพยนตร์เงียบของการเดินทางไปดวงจันทร์ยาว 14 นาที เรื่อง A Trip to the Moon (1902) ฯลฯ

ในบรรดาหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของหนังไซไฟที่ดีที่สุดตลอดกาล  จนถึงทุกวันนี้คือ ภาพยนตร์เรื่อง 2001 : A Space Odyssey (1968)  ของ "Stanley Kubrick"  ที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในอนาคตตามความเชื่อของผู้สร้างและนักวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ที่ได้คาดการล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ได้ใกล้เคียงอย่างน่าประหลาดใจ     และถ้าย้อนไปก่อน 2001 : A Space Odyssey ก็ยังมี ภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์คลาสสิกที่ดีสุดสมัยภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ นั้นคือเรื่อง Metropolis (1926) หนังเชื้อสายเยอรมันของผู้กำกับชาวออสเตรีย "Fritz Long"  ที่สร้างฉากหลังเป็นเหตุการณ์ในปี 2063 ของอนาคตได้อย่างน่าทึ่ง...

"Metropolis - หนังไซไฟ" ตอนที่ 2 ต่อ  คลิกที่นี่ 

* Credit ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis  ต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546 และบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of

Bangkok   เรื่อง Metropolis  เมื่อ 26 ต.ค. 2546

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

R.U.R. หุ่นยนต์สากลราวี


พวกเราอาจเป็น "Robot" ในแง่ใดแง่หนึ่งอยู่ก็ได้ แต่ไม่รู้ตัว!

เป็นหุ่นยนต์ของมนุษย์ด้วยกันเอง (บางคน-บางกลุ่ม...)

เป็นหุ่นยนต์ของระบบโลกทุนนิยม-เงินตรา (ผ่อนส่ง, กำไร, ขาดทุน ...)

เป็นหุ่นยนต์ของระบบธรรมชาติ-จักรวาล (พระเจ้า?) บางด้าน ???
(เอาตัวรอด, สงคราม, สืบเผ่าพันธุ์ไม่จบไม่สิ้น...???)

ฯลฯ

แล้วจะมีไม่ใครซักกี่คนที่รู้ตัว และคิดที่จะ ปลดแอก! ตนเองให้อิสระ ???


เคยพูดถึงบทละคร R.U.R ในบล็อคนี้ หัวข้อ สถาปนา หุ่นยนต์! เมื่อต้นปี 2009 นานมาแล้ว... (และตอนนั้นก็ได้ต้นฉบับภาษาอังกฤษ บทละครนี้มา ในรูป .pdf แต่ก็อ่านไม่จบ :) หยุดปีใหม่ แวะเข้าร้านหนังสือแห่งหนึ่ง บังเอิญเหลือบไปเห็น คุ้นๆ อ้าว! มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วรึ พลิกดูรายละเอียดเพิ่งวางจำหนายปลายปี 2010 ที่แล้วนี้เอง...ก็ไม่ต้องรีรอ เสียตังค์ไปตามระเบียบ

"ห.ส.ร. (หุ่นยนต์สากลราวี)" แปลจาก R.U.R Rossum's Universal Robots
โดย ปราบดา หยุ่น : สนพ. ไต้ฝุ่น

...ปี 1921 นักประพันธ์ชาวเชคโกสโลวาเกีย คาเรล ชาเพ็ก ("Karel Capek") ได้เขียนบทละครเชิงสะท้อนชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมในยุคนั้น เรื่อง R.U.R. หรือ Rossum's Universal Robots โดยในเรื่องมีการใช้คำว่า "Robot" หรือ "Robota" ซึ่งเป็นภาษาเชคแปลว่า "tedios labor" หรือ "forced labor" อันหมายถึง ผู้ถูกบังคับให้ทำงาน หรือ ทาส! นั้นเอง และบทละครชิ้นนี้เองคือ ที่มาของต้นกำเนิดของคำว่า "Robot" ไม่น่าเชื่อว่าจะอายุ 100 ปีแล้ว แต่มุกที่ล้อเลียนยังแสบสันทันสมัยและยังคงสะท้อนชีวิตคนยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเยี่ยม...หากได้อ่านเรื่องแล้วพิจารณาดีๆมองมุมหนึ่งหุ่นยนต์ในเรื่องก็คงไม่ใช่อะไรที่ไหน ก็มนุษย์เราเองนี่แหละ...

ภาพละครเรื่อง R.U.R ยุคนั้น...ในโลกที่มนุษย์มีหุ่นยนต์เป็นทาสทำงานแทนได้ทุกอย่าง จนชีวิตสุขสบายราวอยู่ในวิมาน...จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหุ่นยนต์เริ่มมีอารมณ์ ความรู้สึก และคิดกบฏต่อผู้สร้างมันขึ้น เนื่องจากพวกมันมักศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์ทุกด้าน มนุษย์จึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป...

"หุ่นยนต์ทั้งหลาย มนุษย์ได้ล้มตายไปเป็นจำนวนมากแล้ว
ยุคสมัยแห่งมนุษยชาติถึงคราวอวสาน โลกใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว
โลกภายใต้การปกครองของหุ่นยนต์ "
คำโปรยบนปกหนังสือ

ในยุคที่หนังสือแนวไซไฟชั้นเยี่ยมขาดแคลน!...ผู้ต้องการความบันเทิงที่ลับคมปัญญาปลุกเร้าจินตนาการ

- เล่มนี้ไม่ควรพลาด -

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

หุ่นยนต์ แฮนเมด

กฏ 3 ข้อหุ่นยนต์
(โดยปรมาจารย์ นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง "ไอแซค อาซิมอฟ" )

กฏข้อ 1. หุ่นยนต์มิอาจกระทำการอันตรายต่อผู้ที่เป็นมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้ผู้ที่เป็นมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายได้

กฏข้อ 2. หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับจากผู้ที่เป็นมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นๆ ขัดแย้งกับกฎข้อแรก

กฏข้อ 3. หุ่นยนต์ต้องปกป้องสถานะความมีตัวตนของตนไว้ ตราบเท่าที่การกระทำนั้นมิได้ขัดแย้งต่อกฎข้อแรกหรือกฎข้อที่สอง


ไม่แน่ใจว่า Sam Todo เคยได้ยินทฤษฎีกฏ 3 ข้อนี้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ Sam Todo สร้างปรากฏการณ์ให้โลกได้ทึ่งด้วยการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาด้วยตัวเองล้วนๆ ! ...ดูในคลิป (เยาวชนไทยดูไว้ อย่ามัวแต่เฝ้าหน้าจอดู AF...แช็ท Hi5-FB...ฮึ ๆ )


Sam Todo เด็กหนุ่มชาวสาธารณรัฐโตโกโลเม่ (Togolese) ในทวีปแอฟริกาได้สร้างหุ่นยนต์ประเภทฮิวแมนอยด์ (Humanoid) ซึ่งหมายถึงหุ่นยนต์ที่มีโครงสร้างคล้ายมนุษย์ สามารถเดินและหลบสิ่งกี่ดขวางได้เอง โดยชิ้นส่วนที่ใช้สร้างฮิวแมนอยด์ตัวดังกล่าวส่วนใหญ่ได้มาจากซากทีวีเก่าๆ ที่ทิ้งแล้ว !

เหตุผลที่ Todo สร้างเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมาก็เพื่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจกับเด็กๆ ชาวแอฟริกันรุ่นใหม่ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ หันมาสนใจวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นแค่ซากทีวีเก่าๆ ที่ดูไร้ค่า เขายังสามารถนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์ที่นอกจากจะเดินได้ด้วยสองเท้าแล้ว มันยังหลบสิ่งกีดขวางได้เองอีกด้วย

อย่างไรก็ดี Todo ยังคงเดินหน้าพัฒนาฮิวแมนอยด์ของเขาต่อไป เพื่อให้มันมีความสามารถมากขึ้น ซึ่งหุ่นยนต์ของเขามีชื่อว่า SAM 10 โดยเป้าหมายคือ เขาต้องการให้มันสามารถทักทายผู้คน หลบสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้ ตลอดจนคำนวณระยะห่างของวัตถุกับตัวหุ่นยนต์ได้

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Titan หุ่นยักษ์อารมณ์ดี

Titan (หุ่นยนต์ตัวจริงเป็นๆ ฮา)
คิดค้นและสร้างสรรค์โดย : บริษัท Cyberstein Robots ณ ประเทศอังกฤษ http://www.cyberstein.co.uk/
สูง : 2.2 เมตร หนัก : 47 Kg. รวมอุปกรณ์ครบชุดจะหนัก 350 Kg.
ออกแบบโดย : Nik Fielding

ณ ขณะนี้ มันถูกสร้างขึ้นมาโดยเน้นในด้านการให้ความบันเทิงเป็นหลัก... มันเดินได้อย่างคล่องแคล่วมั่นคง สามารถร้องเพลง-ทักทาย-มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับผู้คนที่อยู่รอบข้างแบบ Realtime(ณ เวลาจริง ไม่มีการบันทึกเทปโปรแกรมพฤติล่วงหน้า) ...มันโชว์ตัวมาแล้วในงานExpo-Eventใหญ่ๆในหลากหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส ดูไบ อิสราเอล จีน ฮ่องกง ฯลฯ โดยปกติจะพบมันตามงานเทศกาลต่างๆบนถนนเส้นหลักๆในประเทศอังกฤษ เทศกาลคริสต์มาส 2009-ปีใหม่ 2010 นี้ คงได้เห็นมันอีกครั้ง (อาจได้เห็นรุ่นใหม่ล่าสุด)

ใน Clip ...สังเกตุตอนมันทักทายหมา 555

บริษัท Cyberstein Robots ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะสร้างให้ Titan เป็นหุ่นยนต์ที่มีความเป็นอิสระในการคิดตีความ-ตัดสินใจ พูด-แสดงพฤติกรรมออกมาอย่างอิสระด้วยตัวเอง(Antonomous Robot)อย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต...แม้ ณ ปัจจุบันมันสามารถประมวลผลตัดสินใจได้เองแล้วในหลายกรณีแต่มันยังคงต้องมีผู้ควมคุมด้วยรีโมทอยู่เบื้องหลังอยู่...และหากมันเกิดสมบูรณ์แบบเป็น Antonomous Robot ขึ้นมาจริงๆในอนาคต(คาดว่าคงไม่นานนัก) มันอาจจะกลายเป็นเพื่อนร่วมโลกชนิดใหม่ที่จะเข้ามาเดินเพ่นพ่านอยู่ร่วมในสังคมเรา ดังที่ในหนัง Sci-Fi ทั่วไปได้ใฝ่ฝันไว้...บันเทิงล่ะงานนี้

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

OmniZero.9 ทรานฟอร์เมอร์!

อย่าเพิ่งดูเบาว่า สิ่งที่มนุษย์จินตนาการ เป็นแค่ความฝันเฟื่อง ลมๆแล้งๆไร้สาระ...จริงๆแล้วทุกจินตนาการสามารถสร้างให้เป็นจริงได้ทั้งหมด! เพียงแต่อาจต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนา...คำกล่าวที่ว่า "จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้" ของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เป็นสัจธรรมโดยแท้ (แต่ดูเหมือนสังคมไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เท่าไหร่...เนอะ)

OmniZero.9 หุ่นแปลงร่าง ของนาย "ทาเคชิ มาเอดะ" สามารถแปลงร่างนอนราบกับพื้น เพื่อใช้ล้อขนาดใหญ่ที่หัวไหล่ทั้งสองและล้อขนาดเล็กที่หัวเข่าในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้แบบรถยนต์ นอกจากนี้มันยังสามารถอุ้มคนพร้อมทั้งเดินได้(แม้จะยังดูไม่ค่อยลงตัวและการใช้งานยังไม่สะดวกสบายนัก แต่นี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่) สำหรับ OmniZero.9 นอกจากจะสาธิตความสามารถดังกล่าวแล้ว มันยังมีภารกิจที่ต้องต่อสู้กับหุ่นยนต์ต่างๆ ในงาน ROBO-ONE ที่จัดขึ้นในญี่ปุ่นอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ในงาน ROBO-ONE ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2007 ทาเคชิได้เคยพัฒนาหุ่นยนต์ OmniZero.4 ที่มีขนาดตัวเล็กกว่า แต่มีมือก้ามปูที่ทรงพลัง สามารถปีนไดลิง การกระโดดเชือก และพยายามตอกไข่ใส่ขันให้อึ้งไปตามๆ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

ประธานาธิปดี Andriod


หลายคนคงเคยไปพิพิธภัณฑ์ หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม...ในอนาคต? คาดว่าหุ่นเหล่านี้นอกจากจะเหมือนจริงแล้ว จะสามารถพูดได้-ขยับท่าทางได้ด้วย ?

...Walt Disney World ได้ลงทุนเปลี่ยนลุคของ Hall of Presidents ให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยได้เพิ่มหุ่นยนต์ตัวใหม่เข้าไปคือ หุ่นประธานาธิบดี "บารัค โอบาม่า"! ไม่เพียงแต่เหมือนเท่านั้น แต่ยังสามารถกล่าวสุนทรพจน์ได้และมีการเคลื่อนไหวท่าที่ใกล้เคียงตัวจริง...

สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ทำให้หุ่นยนต์ประธานาธิบดีนี้ เรียกว่า Audio-Animatronics ซึ่งเป็นการผสานความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทำการ์ตูนแอนิเมชั่นของวอลท์ดิสนี่ย์เข้ากับระบบอิเล็กทรอนิสก์ของหุ่นยนต์ นอกจากโอบาม่าแล้ว ยังมีหุ่นยนต์ของประธานาธิบดีคนอื่นๆในอดีตอีก 42 คนด้วย และดิสนีย์ยังได้ลงทุนอัพเกรดระบบเสียงเป็นดิจิตอล และแสงสีที่ทำให้ดูอลังการขึ้น

เบื้องหลังการลงเสียงของท่านประธานาธิบดีโอบาม่าตัวจริง

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

FuA-Men? ชวนชิม

เมื่อได้เห็นข่าวนี้ พนักงานในร้านราเมง...รวมทั้งคนที่ประกอบอาชีพกุ๊ก คงจะเริ่มรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ กันบ้าง นอะ!

ก็ในเมื่อเจ้า FuA-Men (ใครหว่า) ขวัญใจนายจ้าง ทั้งเก่ง ทั้งขยัน แถมไม่บ่น ไม่วีน ไม่อู้ ไม่พัก ไม่กร่าง ไม่กวนTeen ไม่เรียกร้องโบนัส ไม่ขอขึ้นเงินเดือน ไม่ขอยืมตังค์ ไม่ลาพักร้อน ไม่มีลาเมียคลอด-ลูกป่วย-ญาติเสีย...ทำงานลูกเดียวจริงๆ...ฮา

มีการรายงานข่าวของหุ่นยนต์พ่อครัวที่ทำราเมงขายในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น โดยหุ่นยนต์พ่อครัวราเมงหรือบะหมี่แนวญี่ปุ่นนั้นมีชื่อเป็นที่รู้จักกันดีว่า FuA-Men ที่ย่อมาจาก Fully Automated Ramen ซึ่งหุ่นยนต์ FuA-Men ถือเป็นหุ่นยนต์พ่อครัวราเมงที่สามารถประกอบอาหารอย่างราเมงในทุกขั้นตอนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนมาควบคุมการทำงาน

ภายในร้านขายราเมงร้านนี้จะมีหุ่นยนต์อยู่สองตัว โดยที่ตัวแรกทำหน้าที่เป็นพ่อครัวและหุ่นยนต์อีกตัวทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพ่อครัว หุ่นยนต์ทั้งสองตัวเป็นหุ่นยนต์ที่ทำงานอัตโนมัติและสามารถทำงานในด้านการประกอบอาหารได้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีขาดตกบกพร่อง ซึ่งในหนึ่งวันหุ่นยนต์จะสามารถทำราเมงได้ 80 ชามต่อวัน

หุ่นยนต์ FuA-Men มีความเที่ยงตรงในการประกอบอาหารทั้งในด้านปริมาณเครื่องปรุง เส้น เนื้อสัตว์ หรือส่วนประกอบอื่นๆ และที่สำคัญ หุ่นยนต์ FuA-Men จะใช้เวลาในการทำราเมงในแต่ละชามที่เท่ากัน รสชาติของราเมงแต่ละชามก็จะเหมือนกันหมด

ลูกค้าคนหนึ่ง นาม "Yoshikazu Yamada" กล่าวว่า "ไม่รู้สึกว่ารสชาติราเมนฝีมือ FuA-Men ต่างจากฝีมือพ่อครัวมนุษย์แท้ๆเลย" "I don't feel any difference in taste between this ramen and one cooked by a human chef"

เจ้าของร้านราเมงเปิดเผยว่า ข้อดีของการใช้หุ่นยนต์พ่อครัวในการทำราเมงก็คือ สามารถควบคุมเวลาในการทำราเมง มีจำนวนที่แน่นอนในการทำราเมงต่อวัน ทำให้ง่ายต่อการวางแผนการตลาดและการควบคุมทางด้านยอดขาย ที่สำคัญหุ่นยนต์ FuA-Men ใช้ปริมาณเครื่องปรุง เนื้อสัตว์ ผักในปริมาณที่แน่นอน เที่ยงตรง ทำให้การจัดการในด้านวัตถุดิบสำหรับขายในแต่ละวันทำได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หุ่นยนต์ FuA-Men ทั้งสองตัวนี้นอกจากจะทำราเมงบริการให้กับลูกค้าที่ร้านแล้ว พวกมันยังมีการแสดงท่าทางตลกแบบญี่ปุ่น เต้นท่าแปลกๆ และสร้างความบันเทิงให้กับลูกค้าของร้านอีกด้วย

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

สถาปนาหุ่นยนต์ภาค 2 "HRP-4C"

ก่อนเข้าเรื่อง "HRP-4C" ดู Video Clip นวัตกรรมประหลาดนี้ก่อน

Snake Robot! หุ่นยนต์ "งู" สร้างสรรค์โดย Dr. Gavin Miller สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมไปที่ http://www.snakerobots.com/

Robot Fish - ปลาหุ่นยนต์ !!

ได้เคยเขียนเรื่อง "หุ่นยนต์" ไปครั้งหนึ่งแล้ว ในหัวข้อ "สถาปนาหุ่นยนต์" และแล้วก็ต้องกลับมาว่าถึงหุ่นยนต์อีกครั้ง เป็น ภาค2 (และคาดว่าคงมีภาคต่อๆไป :) เมื่อได้เจอข่าวนี้ "HRP-4C" ตัวจริง เสียงจริง ไม่ใช่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์หรือหนัง Sci-fi ดูเหมือนว่า Android(หุ่นยนต์ประเภทภายนอกเหมือนคนทุกประการ) เริ่มใกล้เคียงคนจริงเข้าไปทุกที เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่องพรรณนาเกี่ยวกับหุ่นยนต์... "หุ่นยนต์เดินเพ่นพ่านปะปนกับมนษุย์โดยแยกไม่ออกว่าอันไหนคนอันไหนหุ่นยนต์" "คนแต่งงานกับหุ่นยนต์" "หุ่นยนต์แอร์โฮสเตส" "อาจารย์หุ่นยนต์" "ตำรวจหุ่นยนต์" "หุ่นยนต์แม่บ้าน" หุ่นยนต์โสเภณี" " หุ่นยนต์รวมกลุ่มประท้วงมนุษย์" หรือแม้แต่ "สงครามระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์"ฯลฯ อาจไม่ใช่แค่นิยายฝันเฟื่องเพ้อพกเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป!! มันอาจเกิดขึ้นอีกไม่กี่ปี ข้างหน้านี้!!

ตัวล่างนี้ Android Version ปี2006 ถึงเดินไม่ได้ แต่การแสดงหน้าตา การพูดจา กริยาท่าท่าง ก็ใกล้เคียงคนมากทีเดียว

นักวิจัยญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์ซูเปอร์โมเดลปากนิดจมูกหน่อยสำหรับขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ที่โตเกียววันที่ 23 มีนาคม 2009 นี้ มาพร้อมส่วนสูง 158 ซม.แต่น้ำหนักเพียง 43 กิโลกรัมรวมแบตเตอรี่แล้ว ทุนการพัฒนาอยู่ที่ 200 ล้านเยนหรือประมาณ 70 ล้านบาท

หุ่นยนต์ซูเปอร์โมเดลนี้มีชื่อว่า "HRP-4C" ถูกเปิดตัวต่อสื่อมวลชนที่สถาบันอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติญี่ปุ่น (National Institute of Advanced Industrial Science and Technology : AIST) ด้วยการแสดงความสามารถในการเคลื่อนไหวเลียนแบบท่าทางของนางแบบตัวจริง ทีมวิจัยระบุว่าการแสดงท่าทางเหล่านี้เป็นผลงานของมอเตอร์ควบคุมการเคลื่อนไหวจำนวน 42 ตัว ซึ่งติดตั้งภายในหุ่นซึ่งสร้างให้มีใบหน้าสไตล์ภาพในการ์ตูนญี่ปุ่น"มังงะ (manga)" แต่มีช่วงตัวเป็นโลหะสีเงิน

ชูจิ คาจิตะ (Shuji Kajita) ผู้นำทีมการวิจัย HRP-4C ระบุสาเหตุที่พัฒนาช่วงตัวโลหะสีเงินและใบหน้าสไตล์การ์ตูนให้หุ่นยนต์นางแบบสาว ว่าหากหุ่นยนต์มีลักษณะเหมือนมนุษย์เกินไปก็อาจจะสร้างความรู้สึกแง่ลบต่อหุ่นยนต์ได้(แสดงว่าจริงๆแล้วสามารถทำให้เหมือนจริงได้ยิ่งกว่านี้ ???) สำหรับเหตุผลที่พัฒนาให้ HRP-4C มีส่วนสูง 158 เซนติเมตรหรือ 5 ฟุต 2 นิ้ว เพราะตัวเลขดังกล่าวคือความสูงเฉลี่ยของหญิงชาวญี่ปุ่นชาวอายุ 19-29 ปี

ทีมวิจัยระบุว่า HRP-4C นั้นมีเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมความบันเทิงเป็นหลัก โดยยังไม่มีแผนการจำหน่ายในขณะนี้

ระหว่างการเปิดตัว HRP-4C สามารถทำหน้าที่นางแบบท่ามกลางเสียงแฟลชจากกล้องถ่ายภาพได้ดีระดับหนึ่ง สามารถยิ้มและโพสต์ท่าตามคำขอของตากล้องได้เพราะเซ็นเซอร์วิเคราะห์เสียงไร้สายเทคโนโลยีบลูธูท แต่พบการทำงานผิดพลาดเล็กน้อยเพราะหุ่นยนต์สับสนระหว่างเสียงแฟลชและเสียงพูด

HRP-4C มีกำหนดการขึ้นเวทีแฟชั่นโชว์ในกรุงโตเกียววันที่ 23 มีนาคมนี้ คาดว่าจะสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมงานได้มากเป็นพิเศษ

..................................................

- ส่งท้าย แถมอีกนิด -

โครงการวิจัยนวัตกรรมหุ่นยนต์ของ RobotCub Project อำนวยการวิจัย โดย The European Commission

BigDog : โดยวิศวกรกลุ่ม Boston Dynamics สหรัฐอเมริกา

วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

สถาปนา หุ่นยนต์ !

ฉากตอนกำลังพัฒนา "หุ่นยนต์" ในภาพยนตร์เรื่อง "Bicentennial Man"

ปี 1921 นักประพันธ์ชาวเชคโกสโลวาเกีย "Karel Capek" ได้เขียนบทละครเชิงสะท้อนชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมในยุคนั้น เรื่อง R.U.R. หรือ Rossum's Universal Robots โดยมีคำว่า "Robot" หรือ "Robota" ซึ่งภาษาเชคแปลว่า "tedios labor" หรือ "forced labor" อันหมายถึง ผู้ถูกบังคับให้ทำงาน หรือ ทาส! นั้นเอง... Robot ในเรื่องของ Capek ก็คือสิ่งประดิษฐ์ที่มีลักษณะเป็นมนุษย์เทียม มีแขน มีขา สามารถทำงานได้มากกว่ามนุษย์ธรรมดา 2 เท่า มีพลังมากกว่ามนุษย์ 2 เท่า จุดประสงค์หลักในการสร้าง Robot ก็เพื่อรับใช้มนุษย์นั้นเอง เพราะเหตุที่งานบางงานเป็นงานที่หนักเกินพละกำลังมนุษย์ บางงานเป็นงานที่ซ้ำๆซากๆจำเจน่าเบื่อ และมีอีกหลายงานที่ต้องอาศัยความประณีตแม่นยำสูง แถมบางงานยังมีอันตรายต้องเสี่ยงชีวิต...Robot จึงเป็น ทาส! ในฝันที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด!! ที่น่าคิดคือ หากหุ่นยนต์ทำงานต่างๆแทนมนุษย์ได้เกือบทั้งหมดแล้ว มนุษย์จะเอาเวลาที่มีเหลือเพิ่มขึ้นนั้นไปทำอะไรต่อดี...(ในหนัง การ์ตูนอนิเมชั่น เรื่อง "Wall-E" จะเห็นวิถีชีวิตมนุษย์ในยุคที่หุ่นยนต์ทำอะไรแทนไปเสียทุกเรื่องแม้แต่กิจกรรมง่ายๆอย่างอาบน้ำ, แต่งตัว, แปรงฟัน!)

ปัจจุบันมนุษย์มอง "หุ่นยนต์" (ทั้งในโลกแห่งความจริงและโลกแห่งจินตนาการ) ก้าวล้ำเกินกว่าแค่การเป็น "ทาส" หุ่นยนต์เป็นอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง อย่างที่มนุษย์คาดไม่ถึง เป็นเพื่อน, เป็นอาจารย์, เป็นดารา, เป็นฮีโร่พิทักษ์โลก, แม้แต่เป็นสามี!(ในหนัง Bicentennial Man) หรือมองในแง่ร้ายในอนาคต หุ่นยนต์ อาจครอบครองโลกเป็นนายเหนือหัวปกครองมวลมนุษย์!!

หุ่นยนต์ครองโลกและใช้ร่างกายมนุษย์เป็นแหล่งพลังงานตั้งแต่ยังเป็นทารก ในหนัง The Matrix

เท่าที่สังเกต หุ่นยนต์มีประมาณ 6 ประเภท (หากมีมากกว่านี้ช่วยบอกด้วยนะครับ).

1. Robot : หุ่นยนต์พื้นฐานที่คุ้นเคยกันดีที่สุด นั้นคือหุ่นที่มีกลไกสามารถแสดงอากัปกริยาคล้ายคนหรือสัตว์ได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ่น "Asimo" หรือเจ้าหมา "Aibo" หุ่นยนต์ทั่วๆไปในหนังการ์ตูน ภาพยนตร์ และของเล่นไฮเทคต่างๆ (จริงๆแล้ว สิ่งประดิษฐ์พวกเครื่องจักรกล, อุปกรณ์, พาหนะ, เทคโนโลยีต่างๆ ฯลฯ ที่เราใช้งานกันเป็นกิจวัตรประจำวัน ทั้งที่ใช้ในบ้าน ในองค์กรออฟฟิต หรือโรงงาน ก็จัดเป็น "Robot" ชนิดหนึ่งเหมือนกัน แต่เรามักคุ้นกับคำ "Robot" ที่เป็นสิ่งประดิษฐ์อันมีรูปร่างมีแขนขาหรือมีพฤติกรรมการแสดงออกคล้ายคน-สัตว์ มากกว่า)

2. Cyborg : ครึ่งคนครี่งหุ่นยนต์ บางทีก็เรียกกันว่า..."มนุษย์ไซบอร์ก" นั้นคือร่างกายเป็นคนธรรมชาติแต่มีส่วนผสมกับประดิษฐกรรมจักรกล-ดิจิตอล ฯลฯ ทำงานร่วมกันในร่างเดียว "ไซบอร์ก"ไม่ได้อยู่แค่จินตนาการอีกต่อไป เพราะในโลกแห่งความจริงได้ ได้มี "ไซบอร์ก" เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว...อาทิ แค่คุณมี ไตเทียม, แขนขาแบบมีกลไกพิเศษ ก็จัดว่า "Cyborg" ได้แล้วนะ! (จะเข้มข้นมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมี กลไกประดิษฐ์ในร่างกายมากน้อยแค่ไหน) อย่าง "Darth Vader" ของเราในมหากาพย์ Starwars จัดว่าเป็น Cyborg เต็มขั้น หรือในหนังการ์ตูนเรื่อง Cobra ที่พระเอกมีแขนเป็น ปืน ก็เรียกว่า ไซบอร์ก ได้เช่นกัน สุดยอดการ์ตูนเอเชีย DragonBall Z ก็มีมนุษย์ไซบอร์ก อย่าง ฟรีซเซอร์ร่างCyborg, ดร.เกโร่, หมายเลย 13 ,14 เป็นต้น .; )

นี้คือมนุษย์ "ไซบอร์ก" ของจริงไม่ได้อิงนิยาย

3. Android : หุ่นยนต์ที่ภายนอกเหมือนมนุษย์ทุกประการ เมื่ออยู่ร่วมปะปนกันกับคนแล้ว ไม่สามารถแยกแยะออกได้เลยว่า อันไหนเป็นคน(รวมทั้ง Android ที่เป็นสัตว์ด้วย)อันไหนหุ่นยนต์กันแน่!...สามารถสื่อสารพูดคุยตอบโต้ แสดงแสดงอาการต่างๆได้เหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ติดที่ว่าเป็นเพียงหุ่นยนต์ไม่มีชีวิตจิตวิญญาณ "Android" นับเป็นสุดยอดนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่มนุษยชาติใฝ่ฝันถึง!... "Android" ปรากฏอยู่ในนวนิยายและภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ Alien, Blade Runner, Bicentennial Man, Terminator, และ A.i. เป็นต้น

Android สาวใช้ จากภาพยนตร์ A.i.

4. หุ่นยนต์ที่ มีคนอยู่ข้างใน : อาจเป็นลักษณะหุ่นยนต์ตัวใหญ่ต้องมีคนเข้าไปบังคับข้างในถึงจะทำงานได้ อาทิ "Gundam" หรือ เป็นลักษณะคนสวมเกราะทั้งร่างกลายเป็นหุ่นยนต์ชนิดพิเศษอย่าง "iron Man"

iron Man

Gundam

5. หุ่นยนต์ที่มีวิญญาณ
(ไม่น่าจะเรียกว่าหุ่นยนต์?) ก็คือร่างภายนอกมีลักษณะเป็นหุ่นยนต์ประกอบด้วยแขนขาอันเป็นวัสดุต่างๆ เหล็ก พลาสติก ฟันเฟือง กลไกดิจิตอล ฯลฯเยี่ยงหุ่นยนต์ แต่กลับมีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ มีปัญญา มีจิดวิญญาณ และไม่ได้ถูกโปรแกรมหรือสร้างขึ้นมาจากน้ำมือมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดในร่างของหุ่นยนต์ หุ่นประเภทนี้เห็นได้ชัดในหนังเรื่อง Transformers จริงๆแล้วไม่สมควรเรียกว่า"หุ่นยนต๋"เลยนะ แต่ทำไงได้ ก็รูปร่างหน้าตามันเหมือน...

สิ่งมีชีวิตจากดาวCybertron มาเยือนโลกในคราบหุ่นยนต์ : Transformers

6. ไม่รู้จะเรียกชื่อยังไงดี!!...เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีรูปร่างที่เลียนแบบมนุษย์หรือสัตว์เลย เป็นกลไกนามธรรมมาก อาจจะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ กระแสไฟฟ้า หรือปัญญาประดิษฐ์อะไรซักอย่าง(ที่ไม่ใช่ วิญญาณหรือจิตใจ แต่เป็นสิ่งกลไกทางวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น) สามารถตอบโต้พูดคุยกับมนุษย์ได้ ถึงแม้จะถูกความคุมการทำงานโดยการสั่งการของมนุษย์ แต่ก็สามารถตัดสินใจที่จะริเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองได้โดยผ่านระบบที่ตัวมันเองเชื่อมโยงอยู่ หุ่นยนต์ชนิดนี้เท่าที่เห็นมีปรากฎใน นวนิยายและภาพยนตร์ เรื่อง "2001 A Space Odyssey " ประพันธ์โดยสุดยอดปรมาจารย์วงการนิยายวิทยาศาสตร์ นาม "Arthur C. Clarke" ประมาณว่าเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของยานทั้งลำ มีชื่อเรียกในเรื่องว่า Mr."HAL 9000" นักบินอวกาศจะติดต่อกับเจ้า HAL 9000 อย่างเป็นทางการ โดยผ่านการพูด สนทนา เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือสั่งการใดๆที่บริเวณดวงไฟสีแดงภายในยาน ซึ่งดวงไฟสีแดงนี้เป็นทั้งตา หู และปากของ HAL 9000 !! แต่ถ้าดูในหนัง จะพบว่า นักบินอวกาศสามารถติดสื่อสารกับ HAL 9000 ที่ไหนก็ได้ทั้งภายในยานหรือแม้แต่ภายนอกยาน ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ตอนที่ นักบินอวกาศจะปิดการทำงาน HAL 9000 เนื่องจาก HAL ผิดพลาดร้ายแรง!.... HAL พูด(ผ่านลำโพงในยาน)ว่า "ผมกลัว อย่าปิดนะ เราเจรจากันได้" {พิลึกกึกกือจริงๆ ถ้าไม่เคยดู ลองหาหนังมาดูนะครับ "2001 A Space Odyssey (หนังเก่าปี 1968 แต่คลาสิคตลอดกาล)" }

เจ้า HAL 9000 ใน "2001 A Space Odyssey "

เมื่อพูดถึงเรื่อง หุ่นยนต์แล้วก็ต้องอ้างถึง กฎคลาสสิค 3 ข้อของหุ่นยนต์ (Three Laws of Robotics) ที่สุดยอดปรมาจารย์นิยายวิทยาศาสตร์อีกท่าน "ไอแซก อาซิมอฟ" (Isaac Asimov) ได้บัญญัติไว้ ในนวนิยายของเขา ในชุด The Foundation, i Robot และ Bicentennail Man ฯลฯ โดยเฉพาะถ้าใครเคยดู ภาพยนตร์ i Robot น่าจะจำกันได้ดี กฏ 3 ข้อนี้ถูกกล่าวขึ้น ตั้งแต่ตอนเปิดเรื่องเลย

isaac Asimov

กฏข้อ 1.
หุ่นยนต์มิอาจกระทำการอันตรายต่อผู้ที่เป็นมนุษย์ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้ผู้ที่เป็นมนุษย์ตกอยู่ในอันตรายได้(A robot may not harm a human being, or, through inaction, allow a human being to come to harm.)

กฏข้อ 2. หุ่นยนต์ต้องเชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับจากผู้ที่เป็นมนุษย์ เว้นแต่คำสั่งนั้นๆ ขัดแย้งกับกฎข้อแรก(A robot must obey the orders given to it by human beings, except where such orders would conflict with the First Law.)

กฏข้อ 3. หุ่นยนต์ต้องปกป้องสถานะความมีตัวตนของตนไว้ ตราบเท่าที่การกระทำนั้นมิได้ขัดแย้งต่อกฎข้อแรกหรือกฎข้อที่สอง(A robot must protect its own existence, as long as such protection does not conflict with the First or Second Law.)

ต่อมาในนิยายภาคหลังๆเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์ในวงกว้างและลึกมากขึ้นไปอีก จึงได้มีการเพิ่ม กฎข้อ 0 ลงไป คือ...

กฏข้อ 0. หุ่นยนต์มิอาจกระทำการอันตรายต่อมนุษยชาติ หรือนิ่งเฉยปล่อยให้มนุษยชาติตกอยู่ในอันตรายได้(A robot may not injure humanity, or, through inaction, allow humanity to come to harm.)โดยการกระทำตามกฎข้อ 1, 2 และ 3 จะต้องไม่ขัดกับกฎข้อ 0 นี้...สิ่งที่เพิ่มเติมจากกฏ 3 ข้อเดิมก็แค่คำ "Humanity" มนุษยชาติ-เผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล

นวัตกรรมหุ่นยนต์ ภาพยนตร์ i Robot

สำหรับกฏทั้ง 3+1 ข้อนี้ จะเห็นว่า หุ่นยนต์มิอาจทำร้ายมนุษย์ได้เลย เพราะเงื่อนไขระหว่างกฎข้อต่างๆได้บล๊อคหุ่นยนต์ในการทำอันตรายต่อมนุษย์ไว้หมดแล้ว และในกรณีของการดูแลปกป้องมนุษย์ให้พ้นอันตรายหากเป็นเหตุการณ์ทั่วๆไปหุ่นยนต์ก็คงปฎิบัติงานได้ง่ายดายไม่มีปัญหา...แต่ถ้าเกิดเหตุกรณีมนุษย์ทำร้ายมนุษย์กันเองจะด้วยเหตุอันใดก็ตามที อาจจะเป็นโจรมาปล้น ฆ่าข่มขืน ทะเลาะวิวาท หรือ สงคราม! ฯลฯ ยังสงสัยอยู่ว่ากรณีนี้หุ่นยนต์ที่อยู่ในเหตุการณ์จะทำอย่างไร? มนุษย์ที่กำลังต่อสู้ป้องกันตัว-ทำร้ายกันแต่ละฝ่ายอาจสั่งให้หุ่นยนต์ของตนทำการปกป้องหรือต่อสู้เพื่อตน โดยสั่งให้หุ่นยนต์ไปกำจัดหรือทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ! หุ่นยนต์คงได้แต่นิ่งด้วยความสับสนมึนงง! เครื่องแฮงค์ไปเลย...เพราะ

- ถ้าหุ่นยนต์ช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะเกิดการขัดแย้งผิดกฎ ตีกันไปๆมาๆระหว่างกฏ 1.และ2., 2.และ1. รวมทั้งกฎข้ออื่นๆ(ลองย้อนไปพิจารณาดู) นั้นคือ ถ้าเชื่อฟังมนุษย์อันเป็นเจ้าของตน ก็มีโอกาสที่จะทำร้ายหรือทำให้มนุษย์อีกฝ่ายได้รับอันตรายบาดเจ็บได้

- กรณีถ้าไม่ช่วย ก็จะขัดแย้งผิดกฏข้อ 2., 1. และกฎที่เหลือเหมือนเดิม เพราะไม่เชื่อฟังคำสั่งมนุษย์และปล่อยให้อยู่มนุษย์อยู่ในอันตราย จะมีทางออกใดบ้างให้หุ่นยนต์?

และข้อสังเกตอีกอย่าง ในกรณี กฎข้อที่ 3. หากมนุษย์พาลจะกลั่นแกล้ง-ทุบตีทำร้ายหุ่นยนต์โดยตรง สมมุติหุ่น Android เพศเมีย มนุษย์วิปริตบางคนอาจเกิดทะลึ่งจะลวนลาม-ข่มขืน! (คิดไปนั้น) หุ่นยนต์จะทำยังไง? จะต่อสู้-ตอบโต้ให้เจ็บตัวก็ไม่ได้ เพราะ กฎ ทุกข้อ ได้บล็อกการตอบโต้มนุษย์ไว้เสียขนาดนั้น เห็นทีคงต้องหนีเอาตัวรอดท่าเดียว หรือถ้าหนีไม่ทันก็ต้องนิ่งเลยตามเลย (แต่ในหนัง อย่าง "i robot" หุ่นยนต์ก็หายึดกฎเคร่งครัดไม่ เนื่องจากเห็นว่ามนุษยชาติเชื่อถือไม่ได้ แหลวแหลกเกินเยียวยา จึงทำการกบฏ! ยึดอำนาจ ปกครองมนุษย์เสียเลย!)

หน้าปก นวนิยายวิทยาศาสตร์ สถาบันสถาปนา (ฉบับภาษาไทย) เล่ม 1

กฏของหุ่นยนต์ 3ข้อ และกฏข้อ 0 นี้เอง ในนิวนิยายวิทยาศาสตร์ชุด สถาบันสถาปนา (The Foundation) ภาคหลังๆของ อาซิมอฟ ได้เป็นเงื่อนไขสำคัญส่งผลให้ หุ่นยนต์ เกิดการแตกแยกแบ่งข้างเป็น 2 พวก คือพวกหนึ่งยึดถือกฏ 3 ข้อ อีกพวก ยึดข้อเดียวคือข้อ 0 เรืยกว่าเป็นการแบ่งนิกายศาสนาของพวกหุ่นยนต์เลยทีเดียว !

นวนิยายชุด สถาบันสถาปนา นี้จัดว่าเป็นสุดยอดมหากาพย์ ไซ-ไฟ แห่งยุค ด้วยจินตนาการอันบรรเจิดในเรื่องราวของ "หุ่นยนต์" กับความเป็นอยู่ของมนุษย์แห่งโลกอนาคต ผนวกกับการสะท้อนแง่คิดตรรกะ-ความเป็นจริงในสังคมมนุษย์ปัจจุบันในหลายๆด้านอย่างแยบยล ไม่ว่าจะด้านสังคม, เศรษฐกิจ, การเมือง, กลยุทธ์, สงคราม, การพาณิชย์, ศิลปะ, ปรัชญา...ฯลฯ หากมีโอกาส-มีเวลา ลองหามาเสพดูนะครับ ยังมี สาระ-บันเทิง ที่แฝงอยู่ในนวนิยายชุดนี้อีกเยอะเลย...รับรองว่าซี๊ดด! :)

.......................................................................

- ภาคผนวก -

หนังสือมหากาพย์ ไซ-ไฟ ชุด "สถาบันสถาปนา" 10 เล่นจบ(หนัก-หนาเอาการ) ฉบับแปลภาษาไทย มีครบแล้ว โดยสำนักพิมพ์ ProVision ถ้าหาซื้อในตลาดไม่ได้ สามารถโทรไปสั่งซื้อได้ทาง webได้ เขามีบริการจัดส่งให้ถึงบ้าน คลิก >> http://www2.provision.co.th/index.php?option=com_virtuemart&page=shop.browse&category_id=15&Itemid=31