แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหากาพย์-ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มหากาพย์-ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

Multiverse / พหุจักรวาล

Multiverse / พหุจักรวาล มีจริงแค่ไหน ? ยังไม่มีหลักฐานที่พอจะฟันธง 100% แต่ด้วยบริบทเบาะแสแวดล้อมต่างๆเท่าที่มี แนวโน้วความน่าจะเป็น น่าจะมี มากกว่า ไม่มี ? (*ก็คล้ายๆ เคส Alien-สิ่งทรงภูมิปัญญาต่างดาว จริงๆยังไม่มีหลักฐานที่ฟันธงได้ แต่แนวโน้วดูเทไปทาง น่าจะมีมากกว่า หรือแม้เคสของ สิ่งที่เรียกว่า God ก็อาจทำนองเดียวกัน ) . . . แต่ พหุจักรวาล มีรูปแบบใดบ้าง-ทำงานยังไง-สัมพันธ์กับ #เวลา ยังไง-ที่สำคัญคือสัมพันธ์กับจิตสำนึก(consciousness)ของสิ่งมีชีวิต-คนเรายังไง ? โดยเฉพาะถ้าในรูปแบบที่มีตัวเราอีกคนหรือหลายๆคน ในอีกพหุจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ (เรียกในอีกชื่อว่า Parallel Universe) . . . นับเป็นเคสปริศนาที่น่าสนใจมาก


ปัญหาหลักที่น่าพิจารณา แง่หนึ่ง คือ การข้ามเวลา (*ถ้าธรรมชาติมีกลไกให้ข้ามได้จริง ? ก็น่าจะมีบางสปีชีส์ที่น่าจะวิวัฒนาการ จนสามารถมีอวัยวะหรือกลไกร่างๆอะไรก็ตาม ที่มีคุณสมบัติช่วยในข้ามเวลาได้เองตามธรรมชาติเพียวๆ แบบไม่ต้องพึ่ง เทคโนฯ สิ่งประดิษฐ์ เชิง Time machine ใดๆ ? . . . เหมือน นกแมลงที่ผ่านการวิวัฒน์ จนมีปีกบินได้เองเพียวๆ แต่คนจะบินต้องสร้างเครื่องบิน ) . . . การข้ามเวลา แท้จริงก็คือ การข้ามไปสู่ พหุจักรวาลคู่ขนานอื่นๆ หรือไม่ ? และถ้าข้ามไปอดีต ไปเจอตัวเองในอดีต ไปเจอในสิ่งที่รู้แล้วว่าจะลงเอยยังไง แล้วถ้าไปทำบางอย่างให้เปลี่ยนไปจากประวัติศาสตร์เดิมที่เคยเป็น จะเป็นยังไง เกิดการแตกแขนงของเส้นเวลาใหม่ ? แล้วเส้นเวลาใหม่ จริงๆคือเส้นเวลาที่เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว หรือเพิ่งงอกเมื่อมีการเข้าไปเปลี่ยน ? เป็นต้น . . . ( *การอธิบาย Timeline หรือ เส้นเวลา ว่าเป็นเส้น แค่อุปมาให้นึกภาพเข้าง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะ ตัวเวลา ค่อนข้างจะนามธรรม )
.
และจริงๆการดำรงอยู่ของตัวเวลาเอง ก็ยังเป็นปัญหาทางฟิสิกส์ในหลายๆแง่มุม แต่เบื้องต้นสาระของคำ เวลา ย่อมสัมพันธ์กับ อัตราการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในส่วนนี้หลักฐานตามธรรมชาติค่อนข้างชัดเจนอย่างไรข้อโต้แย้งแล้วว่า ในพื้นที่ต่างกัน อัตราเวลาเดินช้าเร็วไม่เท่ากันนั้นมีอยู่จริงๆพิสูจน์ได้จริง ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ
.
ปล. ในส่วน Sci-Fi ยังคงมีช่องให้เล่นไอเดีย-แต่งพล็อต เกี่ยวกะเวลาและพหุจักรวาลได้อีกเยอะ ก็ขึ้นอยู่กับว่า หนังนิยายเรื่องไหนเล่นได้เฉียบแค่ไหน เหตุผลตรรรถะพอจะรับฟังได้ไหม หรือพอจะน่าเชื่อแค่ไหน และบางไอเดีย ก็อาจถูกนำไปพิจารณาในการเป็นสมมติฐานค้นคว้าต่อยอดในฟิสิกส์จริงๆ ได้บ้างเช่นกัน

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564

Dark ซีรี่ย์ จุดเริ่มต้นคือจุดจบ จุดจบคือจุดเริ่มต้น

 สำหรับซีรี่ย์ #Dark (ของNetflix) หลายคนคงดูมาแล้ว ก็เป็นอีกซีรี่ย์(สัญชาติเยอรมัน) ที่เล่นกับปมของการข้ามเวลาได้มันส์ดี และได้แฝงไอเดียปรัชญามาเต็มพอควร . . . เบื้องต้นเป็นการเล่นกับเวลา Timeline เส้นเดียวเป็นหลัก ที่ไม่แตกแขนง 'โลกคู่ขนาน' ใดๆ แต่กระนั้นตอนหลังๆก็มีอีกโลกคู่ขนานเข้ามามีบทบาทกับโลกหลักด้วยเช่นกัน เกิดเป็นอีกความซับซ้อน ที่เข้ามาทับซ้อนเส้นเรื่อง ที่ซับซ้อนพอตัวอยู่แล้วอีกที ฮึๆ . . .


แต่ความซับซ้อนของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่กลไกการทำงานของตัวเวลา หรือมีการคิดไอเดียกลไกข้ามเวลารูปแบบใหม่ๆ (ทำนองหนังอย่าง #Tenet ) แต่อยู่ที่การเล่นกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร อันเป็นผลจากการข้ามเวลาจนเกิดลำดับเชื่อมโยงของเหตุการณ์และลำดับความสัมพันธ์ของตัวละครที่อาจดูวิปริตผิดที่ผิดทางเกินไปไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ท้องเรื่องจึงก่อเกิดสถานการณ์ซ่อนเร้น และเป็นปมทางจิตใจของตัวละครหลัก จึงมีความพยายามที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงปมที่เกิดขึ้น ทั้งพยายามจะหลีกหนีออกจากวัฎจักรวังวนของเวลานี้ เป็นต้น. . . โดยรวมๆก็เป็นอีกซีรี่ย์ข้ามเวลาที่น่าติดตามในที่มาที่ไปสนุกดีครับ ใครยังไม่ได้ดูก็ลองดู (ยาวพอควร 3 season) . . .
.
ปล. แต่ความที่เป็นหนังนิยาย ก็เป็นเรื่องของการเล่นไอเดียของหนังละครับ แล้วแต่ผู้แต่งจะเล่นกันไป คุณค่าของความเป็นเรื่องแต่งหรือFiction คงไม่ได้เพ่งเล็งจับผิดกันที่เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่หรือเป็นไปได้จริงแค่ไหน ทำนองแบบฟิสิกส์จริงๆ (ก็รู้ๆกันอยู่ว่าเป็นการผูกเรื่องแต่งขึ้น) แต่น่าจะอยู่ที่นอกจากการเอาไอเดียฟิสิกส์จริงมาเล่นต่อยอดจนให้ความบันเทิงน่าติดตามแล้ว ยังแฝงแง่คิดหรือไอเดียบางอย่าง เป็นต้น (*ซึ่ง ซีรี่ย์ Dark นี่ ก็นับว่าเป็นอีกเรื่อง ที่ทำได้ดีมาก) . . .
.
. . . ส่วนสำหรับ #เวลา สังเขปเบื้อนต้นในแง่ฟิสิกส์จริงๆ ก็ต้องย้ำทบทวนกันอีกว่า เวลา มีตัวตน(Being) ดำรงอยู่จริง ไม่ได้มีฐานะเพียงแค่คำสมมติรูปแบบหนึ่ง เพื่อมาอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเพียงแค่นั้น ในส่วนนี้พิสูจน์หลักฐานประจักษ์ได้มากมายแล้ว นำโดย ทฤษฎีสัมพัทธภาพ/ไอน์สไตน์ นั่นเอง ทั้งยังพบว่าตัวเวลาเองเป็นเนื้อเดียวกับอวกาศ(Space) อันไม่ได้ทำหน้าที่ห่อหุ้มสรรพสิ่งหรือเป็นแค่เวทีให้สรรพสิ่งทั้งหลายได้อาศัยอยู่แสดงบทบาทแค่นั้น แต่ประหนึ่ง ตัวเวลา ยังเป็นผู้เล่นซะเองได้ด้วย ก็ด้วยเวลาสามารถยืดหดขยายได้ แล้วแต่ปัจจัยของ แรงโน้มถ่วงและความเร็ว เป็นต้น *ในแต่ละพื้นที่อวกาศ เวลาจึงช้าเร็วไม่เท่ากัน (อาทิ ตัวอย่าง ที่มีเล่นในหนัง #Interstellar เป็นต้น) และแน่ละ เวลา ยังมีปริศนาอีกมากมาย #มันมีกลไกทำงานยังไงแน่-#ทำอะไรได้อีกบ้าง-#เวลาวิวัฒน์มาจากอะไรอื่นอีกทีหรือไม่ กระทั้ง #เวลาหยุดได้หรือไม่! ฯลฯ . . .
.
** ต่อปริศนา เวลา โอบล้อมห่อหุ้มทุกสรรพสิ่งในจักรวาลทั้งมวลไม่ยกเว้นเลย *หรือเปล่า ? หรือจะมีบางอย่างที่อยู่นอก เวลา ได้ ก็นับว่าน่าพิจารณา ( แต่ถ้ามี? สิ่งที่อยู่นอกอิทธิพล เวลา นั้น จะมีตัวตนดำรงอยู่รูปแบบไหนกัน! นับว่าเป็นอีกเคสที่เหนือสามัญสำนึกอย่างสุดขั้ว ยากที่จะจินตนาการถึง ) ** . . .
.
ส่วนเคสจะมีโอกาสความน่าจะเป็น ที่มนุษย์เราจะสามารถข้ามเวลาได้หรือไม่นั้น นับว่ายังเป็นปริศนาที่น่าสนใจมาก *เพราะถ้าข้ามได้ สิ่งที่เคยจินตนาการไว้ในหนังต่างๆ (อันก่อเกิดทั้งประโยชน์และโทษความวุ่นวายต่างๆ ที่จะตามมา) ก็มีโอกาสเป็นไปได้ด้วยนั่นเอง ⏳ . . . ในแง่ของ นิยายเรื่องแต่งไซไฟ หรือ Fiction จึงคาดว่ายังมีช่องให้เล่นอะไรๆเกี่ยวกับ เวลา ได้อีกมาก แต่กระนั้นความยาก(มาก)ของการคิดพล็อต ข้ามเวลา น่าจะอยู่ที่เล่นยังไงให้เนียน ไม่ให้เกิด ย้อยแย้งParadox หรือ ให้ Paradox น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นับว่ายังคงเป็นสิ่งท้าทายสำหรับการคิดพล็อตไซไฟใหม่ๆ เพราะความเสี่ยงของการเล่นกับเคสข้ามเวลา หลักๆคือ ถ้ามีจุด Paradox มากไป หรือเล่นไอเดียรูปแบบการข้ามแบบมุขซ้ำซากจำเจกะที่เคยสร้างๆกันมามากไป ก็ย่อมจะถูกวิพากษ์รุนแรงจากท่านผู้ชม นั่นแล (โดยเฉพาะผู้ชมไซไฟสายฮาร์ดคอร์เดนตาย^^ด้วยแล้ว ย่อมคาดหวังสูงกว่าผู้ชมทั่วไป) . . . (* ก็หวังว่า ภายภาคหน้า คงจะยังมีการกล้าคิดสร้างหนังข้ามเวลา ที่พล็อตฟินๆเข้มๆทำนองแบบซีรี่ย์ Dark ( หรือที่มีลูกเล่นไอเดียรูปแบบการข้าม สดๆใหม่ๆ ทำนอง Tenet ) ให้คอไซไฟเราได้เสพอีกเรื่อยๆ ต่อๆไป ✌️🎬 )

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2564

!! ใครสร้างพระเจ้า !!

หนัง #Prometheus(2012) บทสนทนาตอนนี้แอบแฝงนัย น่าสนใจ

การค้นพบเบาะแสใหม่เชิงวิทยาศาสตร์ VS ความเชื่อในตำนานเชิงศาสนาต่อกรณี ผู้สร้าง/พระเจ้า
แต่ตัวละครอย่าง Elizabeth Shaw ก็ได้สะท้อนอีกนัยเช่นกันว่า ถึงแม้ได้รับคำตอบแล้วว่า เอเลี่ยนทรงภูมิปัญญาพวกนี้ (Engineer) คือผู้สร้างมนุษยชาติที่แท้จริง (อันไม่ใช่พระเจ้าอะไรทำนองในที่คัมภีร์ศาสนาบอกไว้) แต่ก็ยังไม่จำเป็นต้องตัดทิ้งตำนานของศาสนา เพราะยังถามได้ต่อว่า แล้วใครสร้างพวกเขาอีกที ซึ่งคำถามแบบนี้ จะไม่มีวันสุดจบ เพราะจะถามได้เรื่อยๆเมื่อมีการค้นพบผู้สร้างของผู้สร้างต่อๆไป . . .
. . . คติความเชื่อที่ เรียกว่า ผู้สร้างอันเป็นปฐมแรกสุด แม้นักวิทย์ฟิสิกส์หลายท่านจะปฏิเสธการมีอยู่ของผู้สร้างทำนองศาสนา แต่ไปเชื่อในแบบที่เป็นกฏหรือระบบอะไรบางอย่างก็ตามในเชิงฟิสิกส์แทน แต่ฝ่ายผู้ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าก็จะโต้แย้งได้อยู่ดีทำนองว่า กฎหรืออะไรซับซ้อนขนาดนี้จะเกิดขึ้นเองลอยๆไม่ได้ ควรต้องมีใครหรืออะไรลี้ลับบางอย่างที่มีอำนาจในสร้างกฎ ควบคุม หรือสามารถแทรกแซง ความเป็นไปของสรรพสิ่งทั้งปวง อันหมายถึงต้องมีอำนาจอยู่เหนือกฏเหล่านี้อีกที เป็นต้น . . .
ปล. ก็นับว่าเป็นประเด็นปัญหาจักรวาลแตกหรือปริศนาคลาสสิกไปตลอดกาล ซึ่งเบื้องต้นแล้วต่อกรณีความเชื่อเกี่ยวกับกรณีมีผู้สร้างสูงสุดหรือไม่อย่างไร อะไรทำนองนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่จะมากีดกันหรือเหยียดห้ามอะไรกันได้อยู่แล้ว สุดท้ายก็คงแล้วแต่ใครจะวิจารณญาณ และพอใจที่จะเลือกเชื่อแบบไหนแง่มุมใด ก็ว่ากันไป
+++ เกร็ดตำนาน Engineer - ไซไฟ Prometheus เพิ่มเติม http://www.avp.siligon.com/

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ชีรี่ย์ Foundation (สถาบันสถาปนา)



ชีรี่ย์ #Foundation (สถาบันสถาปนา) จากสุดยอดนิยายไซไฟคลาสสิก โดย IsaacAsimov สู่ซีรี่ย์ฟอร์มยักษ์ โดย #AppleTV ... กำหนดฉาย 2021 🎬 --



สังเขปเรื่องย่อ: ดร.ฮาริ เซลดอน ปราชญ์ผู้รอบรู้-นักอนาคตประวัติศาสตร์ (psychohistory)ได้ติดตามสังเกตเห็นตัวแปรความเป็นไปต่างๆของ จักรวรรดิอวกาศ อันมีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติ-การเสื่อมโทรมลง ซึ่งจะลงเอยกลายเป็น ยุคอนารยะ หรือยุคแห่งความทุกข์ยาก คำนวณได้ว่ายุคเสื่อมนี้ จะกินเวลายาวนานถึงประมาณ 30,000 ปี กว่าจะกลับมาค่อยๆฟื้นฟูได้อีกครั้ง และเมื่อประเมินตัวแปรต่างๆแล้ว ภัยพิบัติความเสื่อมทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นนี้ จะไม่สามารถป้องกันแก้ไขอะไรได้เลย ที่พอจะทำได้ทางเดียวก็คือ การเยียวยา เพื่อช่วยย่นลดให้ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากเสื่อมโทรมนั้น กินเวลาให้สั้นลง จาก 30,000 ปี เหลือประมาณ 1,000 ปี ...

ดร.ฮาริ เซลดอน จึงได้วางแผน ก่อตั้ง สถาบันสถาปนาขึ้น (ส่วนหนึ่งเป็นที่รวบรวมคลังภูมิปัญญามนุษยชาติ) ... ระหว่างนั้นจึงได้เกิดเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ยืดยาว กับตัวละครเกี่ยวข้องมากมาย และนิยายก็สะท้อนนัยยะน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าเชิง นวัตกรรม เทคโนโลยี การท่องอวกาศ สิ่งมีชีวิตเอเลี่ยนทรงภูมิ ทั้งเชิง ชีวิตสังคม ปรัชญา ศาสนา เศรษฐศาสตร์ การเมือง สงคราม ฯลฯ ...


* ปล. The Foundation ต้นฉบับนิยายดั้งเดิมนั้น มีเพียง 3 เล่ม เป็น Trilogy ... แต่ภายหลังก็ถูกขยายยาวเป็น 10 เล่มจบ (*นานมาแล้ว เคยมี แปลไทยครบชุดทั้ง 10 เล่ม )

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2563

Fringe: เลาะปมพิศวงไวรัส!


แต่จะมีใคร หรือระบบอะไร ที่เป็นเบื้องหลังควบคุมบงการ ไวรัส อีกทีหรือไม่ !? ... คงไม่มีใครรู้ เพราะแม้แหล่งกำเนิดที่แท้จริงของไวรัส (หรือแม้เชื้อโรคอื่นๆ) มันมาจากไหนกันแน่ ? - มันกลายพันธุ์วิวัฒน์ได้อย่างไร ? ... ยังไม่อาจฟันธง100% ด้วยซ้ำไป แถมสายพันธุ์ใหม่ๆก็ดูจะมาของมันได้เรื่อยๆ เป็นระลอกๆ นับจากอดีต ยันปัจจุบัน และอนาคตก็คงมาได้อีกเช่นกัน

มนุษย์เรามีสติปัญญา เหมือนจะมาไกลแล้ว และรู้อะไรๆเกี่ยวกับระบบธรรมชาติมากมายแล้ว ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ต่างๆในธรรมชาติดูเหมือนจะเสถียรดี เราก็มักหลงระเริงตัว อหังการได้สักพักว่าเราคุมตัวแปรต่างๆได้  แทบทุกอย่างเหมือนจะอยู่ในกำมือเราแล้ว แต่ในที่สุดเมื่อวิกฤติหนักๆดันโผล่มาอีกระลอก ก็ไม่เฉพาะเชื้อโรคอย่างไวรัสเท่านั้น รวมทั้งวิกฤติอื่นๆตามธรรมชาติอีกมากมาย ทั้งจากที่เรามีส่วนร่วมด้วย หรือจะเกิดขึ้นเองตามระบบของมันก็ตาม เราก็จะตื่นตูมโอดครวญต้องมาทบทวนกันอีกทีหนึ่งว่าเรายังไม่สามารถคุมทุกอย่างได้จริงๆ ทั้งยังตอกย้ำให้ต้องตระหนักอีกว่า ยังมีตัวแปรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้จัก และยังไม่เข้าใจมันเลยแม้แต่นิดเดียว เรียกว่ายังมีอะไรให้มนุษย์ต้องเรียนรู้อีกมาก ก็เป็นบทเรียนให้ยิ่งต้องถ่อมตัว เฝ้าระวังไม่ประมาท และจำต้องปรับวิธีคิดและปรับตัวปรับวิถีชีวิตกันต่อไปเรื่อยๆ ✌🌏

ปล. ส่วนซีรี่ย์ Fringe ที่ยกมานี้ ก็เป็นอีกไซไฟไอเดียบรรเจิดๆครับ ที่ให้ไอเดียว่า นอกจากตัวแปรแค่ในโลกเราปกติซึ่งเรายังไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมดอยู่แล้วนั้น มันยังมีตัวแปรจาก #มิติคู่ขนาน! อีกต่างหาก ... ใครยังไม่เคยชม ก็ลองหาดูครับ  🎬


วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562

The Matrix 20thAnniversary

2019 ... The Matrix (1999) ครบรอบ 20ปี!

สำหรับ The Matrix ก็ต้องจัดว่า เป็นอีกสุดยอดหนังไซไฟ ที่นอกจากแอคชั่นล้ำๆมันส์ๆแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ การเปิดขมองท่านผู้ชม ได้อย่างล้ำลึก ด้วยสื่อนัยยะท้าทายให้ขบคิด/ตีความกันได้ในหลากหลายมิติเหลือเกิน ... ไม่ว่าจะ มิติทางเทคโนโลยี/A.I.ปัญญาประดิษฐ์, มิติทางระบบสังคม/การปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ, ยันมิติทางด้านความเชื่อ/ศาสนา/ปรัชญา/ชีวิต/จิตวิญญาณ/อัตตา/ตัวตน ฯ ล ฯ --- และยิ่งในยุคภาวะปัจจุบัน กับสัญญาณการเข้ามีอิทธิพลยิ่งๆขึ้นทุกทีของ A.I. มันยิ่งทำให้มนุษยชาติเรา ยิ่งต้องตระหนังเฝ้าระวังว่า มันอาจจะลงเอยทำนองใน The Matrix

(( ปล. แนะนำ รำลึกตำนาน/เกร็ด The Matrix ที่เว็บ http://www.matrix.siligon.com ))

=======================================

The Matrix is everywhere. It is all around us. Even now, in this very room. You can see it when you look out your window or when you turn on your television. You can feel it when you go to work... when you go to church... when you pay your taxes. It is the world that has been pulled over your eyes to blind you from the truth. That you are a slave, Neo. Like everyone else you were born into bondage. Into a prison that you cannot taste or see or touch. A prison for your mind"


"เมทริกซ์มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง มันอยู่รอบๆตัวเรา รวมถึงตอนนี้ มันอยู่ในห้องๆนี้ คุณมองเห็นมันเมื่อคุณมองออกไปทางหน้าต่าง มองเห็นมันเมื่อคุณเปิดโทรทัศน์ คุณรู้สึกได้ตอนคุณไปทำงาน...ตอนคุณไปที่โบสถ์...ตอนคุณจ่ายภาษี มันคือโลกที่ฉุดรั้งคุณไว้ให้มืดบอดจากความเป็นจริง ที่ที่เราเป็นทาส เหมือนกับทุกๆคนที่เกิดมาถูกจองจำ ถูกขังไว้ในคุกที่ไม่สามารถลิ้มรส มองเห็น หรือสัมผัส เป็นคุกแห่งจิตใจ"...มอร์เฟียส กล่าวกับ นีโอ

--  The Matrix 20thAnniversary  --

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

Alien ครบรอบ 40ปี!

2019 ... Alien (1979) ครบรอบ 40ปี! แล้ว

สำหรับ Alien (1979 ภาคแรก) ก็ต้องเรียกว่าคือ อีกหนังไซไฟชั้นครู ... ก็ไม่เฉพาะตัวละครหลักอย่าง Alien/Xenomorph ที่มีความArt แบบขลังๆ ... แต่ทั้งบรรยากาศ-องค์ประกอบ-พล็อพ-ฉาก-งานdesign รายละเอียดต่างๆในหนัง ฯลฯ ก็ล้วนมีความขลังลงตัวทั้งหมด ไม่ว่าจะ ยาน แอนดรอยด์ ไอเดียเทคโนฯ/นวัตกรรม ยิบย่อยเกี่ยวเนื่องต่างๆ จึงเป็นหนังที่ยังคงล้ำและให้แรงบันดาลใจ/เป็นreference ต่อไซไฟรุ่นหลังจวบจนทุกวันนี้ ... เรียกว่า คลาสิกตลอดกาล นั่นแล

ปล. แนะนำ รำลึกตำนาน/เกร็ด Alien เสพกันยาวๆ ที่เว็บ http://www.avp.siligon.com/

-- รำลึก Alien / 40thAnniversary  --

-- ชมฟิกเกอร์ขลังๆ McFarlane Toys Alien Queen & NECA Action Figures --

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การมีอยู่ ? ของ พระเจ้า!



" พระเจ้า ผู้ทรงอำนาจอันลี้ลับ ทรงสร้างจักรวาล แต่ไม่ยอมเผยตัวตน งั้นหรือ ? หรือว่า จริงๆแล้ว ท่านไม่เคยมีตัวตนต่างหาก เป็นเราที่สร้างท่านขึ้นมา เพื่อจะได้ไม่รู้สึกอ้างว้างเกินไป "

-- Elie Arroway กล่าวใน ภาพยนตร์ Contact  (1997) --

การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของไอเดียอะไรทำนอง พระเจ้า-ผู้สร้าง ผู้ออกแบบกฏ-ควบคุม-จัดระเบียบ ฯลฯ ของจักรวาล/สรรพสิ่งทั้งปวง ก็นับเป็นอีกข้อกังขาสำคัญของมนุษยชาติอันมีมาช้านานจวบจนปัจจุบัน จนเกิดมีแนวคิด-ปรัชญา-ลัทธิ-ศาสนา แง่มุมต่างๆมากมาย ซึ่งคาดว่าจะยังคงเป็นประเด็นให้ถกเถียงต่อไปอีกนาน และผู้คนทั้งฝ่ายที่ เชื่อ และ ไม่เชื่อ (หรือกลางๆ) ก็จะยังคงมีดำรงอยู่คู่โลกต่อไปอีกนานเช่นกัน ... ( * กระนั้น กรณีแม้ฝ่ายที่เชื่อใน พระเจ้า ก็ยังมีปลีกย่อยหลากหลายรูปแบบอีกต่างหาก ไม่ได้หมายความว่าคือ พระเจ้า แบบเดียวกันเสมอไป แม้ใช้คำกลางๆ ว่า พระเจ้า/ผู้สร้าง เหมือนกัน )

* สำหรับหนัง Contact แฝงนัยยะน่าสนใจ ต่อกรณี เมื่อคนประเภทที่ไม่ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ ก็เรียกว่าเชื่อมั่นในเหตุผล/การพิสูจน์/หลักฐานที่ชัดเจนเท่านั้น จึงจะยอมรับ อย่าง Ellie กลับได้ประสบกับสิ่งที่มิอาจพิสูจน์หรือแสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ใดๆต่อสาธารณชน ลงเอยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมซะเอง!

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561

Altered Carbon ย้ายจิต-ร่างโคลน-ชีวิตอมตะ!

Altered Carbon (2018-...) อีกซีรี่ย์ไซไฟ Dystopia ผสม Cyberpunk ที่ให้ไอเดียฉากโลกอนาคต ยุคที่วิทยาการ/เทคโนฯก้าวล้ำ ระดับที่สามารถ แบคอัพจิตสำนึก-ตัวตน-ความทรงจำ และย้ายจิต! ไปสู่ร่างคนอื่น หรือร่างClone ที่สร้างขึ้นมาใหม่ (ยันร่างสัตว์!) ได้ ... (และยังสื่อว่า เป็นยุคที่มนุษยชาติกระจายตัวไปตั้งหลักใช้ชีวิตอยู่ ณ ดาวดวงอื่นๆได้แล้ว)


... นอกจากนี้ ยังมีตัวละครที่เป็น A.I. หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (อันได้กลายเป็นอีกระบบชีวิตหนึ่งไปแล้ว) ได้เข้ามามีบทบาทปะปนในชีวิตประจำวันของมนุษย์เราในแทบทุกมิติ ผนวกทั้งการเชื่อมโยง/บูรณาการกับเทคโนฯล้ำๆเกี่ยวเนื่องอื่นๆอีกมากมาย อาทิ VR หรือ โลกเสมือน - AR - โฮโลแกรม3D ฯลฯ ... กระนั้นในท้องเรื่อง สังคมก็ยังคงอยู่ภายใต้ระบบ ทุนนิยม/ตัวเลขเงินตรา ซึ่งสะท้อนนัยยะความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ยังคงมีคู่โลกต่อไป(*และรุนแรงยิ่งๆขึ้น) และยังสะท้อนว่า แม้เทคโนฯภายนอกจะพัฒนาล้ำเลิศแค่ไหนก็ตาม แต่ความเป็นมนุษย์ ปมภาวะจิตใจ-อารมณ์-สัญชาตญาณ(ดิบ)ต่างๆ จะยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง +นัยยะทางสังคมปลีกย่อยอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ ... ก็จัดเป็นอีกซีรี่ย์ไซไฟ ที่เข้มข้น น่าติดตามครับ

--- ตอนนี้ season 1 (2018) จบไปแล้ว รอ season 2 ปีหน้า(2019)ต่อไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

ข่าวว่าหนังชีรี่ย์ #TheFoundation หรือ #สถาบันสถาปนา โดย #Apple นี้ จะมี 10 episode ด้วยกัน ส่วนกำหนดฉาย ยังไม่คอนเฟิร์ม ... งานนี้ได้ David Goyer (The Dark Knight Trilogy) ร่วม Josh Friedman (Avatar 2) มาเขียนบท

ก็ถือเป็นอีกซีรี่ย์ที่น่าจับตารอคอย

=======================================
* เครดิตข่าวเพิ่มเติม https://deadline.com/…/foundation-apple-gives-series-order…/)

-- Isaac Asimov ผู้แต่ง The Foundation --

* สังเขปโครงเรื่องนวนิยาย สถาบันสถาปนา
ดร.ฮาริ เซลดอน นักคณิตศาสตร์/นักจิตวิทยา/นักอนาคตประวัติศาสตร์ (pscychohistory)ได้สังเกตเห็นตัวแปรต่างๆในจักรวรรดิอวกาศ มีแนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติ-การเสื่อมโทรมลง อันจะลงเอยเป็น ยุคเสื่อมโทรมอนารยะ หรือยุคแห่งความทุกข์ยาก คำนวณได้ว่ายุคเสื่อมนี้จะกินเวลายาวนานถึงประมาณ 30,000 ปี กว่าจะกลับมาค่อยๆฟื้นฟูให้รุ่งเรื่องได้อีกครั้ง
เมื่อประเมินตัวแปรต่างๆแล้ว ความเสื่อมทั้งหลายที่จะเกิด จะไม่สามารถป้องกันหรือแก้ไขอะไรได้ ที่จะทำได้ทางเดียว คือการเยียวยา ด้วยการ ย่นลด ให้ช่วงเวลาแห่งความเสื่อมโทรมนั้น กินเวลาสั้นลง จาก 30,000 เหลือประมาณ 1,000 ปี จึงได้ก่อตั้ง สถาบันสถาปนาขึ้น(อันเป็นที่รวบรวมคลังภูมิปัญญามนุษยชาติ) ... ระหว่างนั้นจึงได้เกิดเป็นเรื่องราวยืดยาว และสะท้อนนัยยะมากมาย เชิง นวัตกรรม เทคโนโลยี เอเลี่ยน ทั้งปรัชญา ศาสนา เศรษฐศาสตร์ การเมือง สงคราม ฯลฯ ...
-- The Foundation Trilogy เดิม --

* ปล. The Foundation หรือ สถาบันสถาปนา ดั้งเดิมนั้นมีเพียง 3 เล่มจบเป็น Trilogy ... แต่ภายหลังก็ถูกขยายยาวเป็น 10 เล่มจบ (*นานแล้วเคยมี แปลไทย ครบชุด 10 เล่ม ) ... ถูงยกย่องเป็นไซไฟคลาสสิกขึ้นหึ้ง ก็ถือเป็นระดับคัมภีร์ไบเบิ้ลแห่งวงการไซ-ไฟ (คู่กับนิยายอีกชุด A Space Odyssey ของ Arthur C. Clarke 4 เล่มจบ )
* ปล.2 ก่อนหน้านานแล้ว(2014) ก็เคยมีข่าวจะสร้างโดย HBO ... แต่เหมือนจะเงียบๆไป ? >> ข่าวเก่าที่ https://www.thewrap.com/interstellars-jonah-nolan-developi…/

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

The Man from Earth (2007) มนุษย์อายุหมื่นปี!

ถ้าอยากดูหนังที่มีพล็อต สะกดให้ต้องชะงักงัน! ... เป็นการสะท้อนกรณีเรื่องราวที่เหมือนจะขัดสามัญสำนึกเอามากๆ แต่คุณก็โต้แย้งใดๆไม่ได้เช่นกัน ... ต้องยกให้เรื่องนี้เลยครับ #The Man from Earth (2007) ...
... ซึ่งให้มุมมองว่าคนเรามักมีกรอบความคิดหรือความเชื่อฝังหัวบางอย่างเสมอ(และมั่นใจซะเหลือเกิน) - ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือนใส่สีได้เสมอๆ(แต่ก็เชื่อกันเป็นจริงเป็นจัง) - ตรรกะการโต้แย้ง โดยเฉพาะกรณี อะไรคือความจริง/หรือไม่จริง ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกตลอด (คุณจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัดฟันธง ตำรา, หลักฐาน, ข้อพิสูจน์, หรือ สามัญสำนึก ? ) และแง่มุมอื่นๆมากมาย ฯลฯ

ปล. หนังไม่มีบทบู๊ใดๆนะครับ แต่รับรองมันส์ระเบิด

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สนทนาไซ-ไฟ



แนะนำเว็บไซต์ Sci-Fi สนทนาไซ-ไฟ(+แฟนเพจ)
เชิญเข้าไปชมที่ : http://www.scifi.siligon.com/


"จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้" อัลเบิร์ต ไอสไตน์ กล่าว...เป็นประโยคที่คุ้นเคยกันดีและยังคงเป็นอมตะ ถ้ามนุษย์ขาดจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ มนุษย์ก็คงเป็นเพียงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมธรรมดาๆทั่วๆไป ไม่สามารถพัฒนาเป็นอารยธรรมล้ำสมัย-ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตสปีชีย์อื่นๆของโลกได้ ความจริงข้อนี้เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วในยุคปัจจุบัน และถ้าสังเกต จินตนาการในเชิง ไซ-ไฟ นี่แหละที่เป็นจินตนาการอันทรงอิทธิพลใหญ่หลวงต่อความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ ทั้งในแง่การเกิดขึ้นของเทคโนโลยี-นวัตกรรมใหม่ๆ มุมมองตรรกะวิธีคิด พื้นฐานความเชื่อเรื่องความสัมพันธ์ของชีวิต-โลก-จักรวาล หรือแม้แต่ถ้าหากจะเป็นแค่เพียงความบันเทิง สื่อที่มาในแนว ไซ-ไฟ ก็ดูจะเหมือนจะให้ความตื่นตาตื่นใจ ทั้งกระตุ้นต่อมความคิดจินตนาการต่อผู้เสพได้ค่อนข้างรุนแรง! โดยเฉพาะจากภาพยนตร์ไซ-ไฟ
.......................................................

ทัศนะการนิยาม "ไซ-ไฟ" ของผู้ทรงคุณวุฒิ

"ไอแซก อาซิมอฟ" ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ได้ให้คำนิยามของนิยายไซไฟไว้ว่า... "นิยายวิทยาศาสตร์ มีสามแบบคือ หนึ่งอะไรจะเกิดขึ้น...ถ้า... สองเพียงแต่....ถ้า และ สาม ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นต่อๆไป"...+_+

"อาร์เธอ ซี คลาร์ก" บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ อีกท่านหนึ่ง ได้เคยให้นิยามไว้ "นิยายวิทยาศาสตร์ หมายถึงงานวรรณกรรมที่สะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ในบริบทแห่งวัฒนธรรมของสังคมแห่งตนภายใต้อิทธิพลของพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี"

"โรเบิร์ต เอ ไฮน์ไลน์" นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์รุ่นลายครามของสหรัฐ ได้ให้คำนิยามของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของการคาดคะเนเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยอาศัยความรู้ของโลกปัจจุบันและอดีต และโดยอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในธรรมชาติ และความสำคัญของระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ (การสังเกต การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน และการสรุปผล)

"เฟรดเดอริก โพห์ล" นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์นามกระเดื่องผู้หนึ่งได้ให้คำจำกัดความของนิยายวิทยาศาสตร์ว่า "นิยายวิทยาศาสตร์เป็นนิยายที่ แสดงถึงผลที่ตามมา เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการศึกษา ผลกระทบจากการกระทำและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์"

*ถ้าจะสรุปให้เข้าใจสั้นๆเข้าใจง่ายๆที่สุดก็คือ นวนิยาย-ภาพยนตร์-หนังสือการ์ตูน หรือสื่อบันเทิงคดีอื่นๆ ถ้าหากโครงเรื่องโดยรวมมีการจินตนาการถึงองค์ประกอบหลักอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

1. มีสิ่งประดิษฐ์-อุปกรณ์เทคโนโลยีไฮเทค, หุ่นยนต์ ฯลฯ รวมทั้งผลกระทบของมัน(อันมักว่าด้วยโลก-เมืองในอนาคต)

2. มีมนุษย์ต่างดาว, สิ่งมีชีวิตประหลาดนอกโลก, หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตพิเศษในโลก(ที่เกิดจากกระบวนการพิเศษทางวิทยาศาสตร์)

3. มีเดินทางออกนอกโลก-การท่องสำรวจอวกาศ ไปยังต่างดาวอื่นๆ, หรือแม้การเดินทางผ่านกาลเวลา ย้อนอดีต-ท่องอนาคต

ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนี้ ก็พอจะเรียกได้ว่าเป็น ไซ-ไฟ ได้แล้ว และแน่นอนว่าในโลกยุคใหม่ปัจจุบัน อันมักเรียกกันว่า ยุคโพสต์โมเดิร์น(Post-Modern) เป็นยุคแห่งความหลากหลาย ไซ-ไฟ สามารถจัดเป็นประเภทลูกผสม(Hybrid) ได้มากมายไม่ว่าจะเป็น Sci-fi Action, Sci-fi Thriller, Sci-fi Horror, Sci-fi Drama, Sci-fi Comedy ฯลฯ...สุดแท้แต่ผู้แต่งหรือผู้ชมจะตีความจัดให้เป็นประเภทไหน (*ในขณะเดียวกัน หนัง-นิยาย-บันเทิงคดีตระกูลอื่นๆ บางทีก็มีความเป็น ไซ-ไฟ เจือปนอยู่ด้วยบ้างเช่นกัน แต่อาจเป็นเพียงส่วนเสริมเล็กๆน้อยๆ หรือมากพอสมควรก็แล้วแต่)



วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Chariot of fire เกียรติยศแห่งชัยชนะ


---  Chariot of fire(1981) เกียรติยศแห่งชัยชนะ ---


เพลงเก่า- แต่สุด ฟิน! จากภาพยนตร์เก่า แต่เก๋า! "Chariot of fire (1981)" เพลง Original ประพันธ์ดนตรีโดย Vangelis ...(เพลงที่ได้ถูกนำมาใช้พิธีเปิดโอลิมปิก 2012)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1924 สองยอดลมกรดของทีมสหราชอาณาจักร ได้สร้างตำนานแห่งการพิสูจน์ตัวเองบนลู่วิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน ซึ่งจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สองวีรบุรุษแห่งแดนผู้ดีในครั้งนั้นมีนามว่า  "แฮโรลด์ อับราฮัมส์" เจ้าของเหรียญทองประเภท 100 เมตร สุดท้ายขึ้นเป็นสมาชิกอาวุโสสมาคมกรีฑาอังกฤษ สิ้นใจปี1978 ...และ "เอริค ลิดเดลล์" ผู้พิชิตเหรียญทองประเภท 400 เมตร แล้วผันตัวเอง ไปเป็นมิชชันนารี สิ้นใจที่เมืองจีน ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

   57 ปีต่อมา ตำนานของยอดนักวิ่งทั้งสอง ได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ และกลายมาเป็นอีกหนึ่งตำนานของโลกเซลลูลอยด์ด้วยเกียรติยศระดับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อว่า Chariots of Fire ภาพยนตร์ที่มีชื่อภาษาไทยว่า "เกียรติยศแห่งชัยชนะ" เป็นผลงานกำกับของ ฮิวจ์ ฮัดสัน ผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของทั้ง อับราฮัมส์ และ ลิดเดลล์ ซึ่งต่างต้องการพิชิตโลกด้วยฝีเท้าของตน โดยไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียงเงินทองใดๆ แต่ต้องการพิสูจน์ความสามารถของตัวเองให้โลกได้รับรู้ และจารึกชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในยุคสมัยของตนเองไปตลอดกาล

   Chariots of Fire อาจจัดว่าเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก แต่เนื้อแท้ของงานชิ้นนี้คือการนำเสนอเรื่องราวของการพิสูจน์ตน มากกว่าการเอาชนะคู่ต่อสู้ในเกมกีฬา ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงว่าด้วยการเดินทางของตัวเอกสู่เป้าหมาย โดยที่ไม่มีอุปสรรคเป็นตัวร้ายที่คอยแย่งชิงชัยชนะ แต่อุปสรรคอยู่ในจิตใจของตัวเองที่จะอุทิศตนเพื่อสู้ให้ถึงที่สุดหรือไม่ ภาพของน้ำใจนักกีฬาจึงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่มีความเป็นศัตรูหรือคู่แข่งเลยในระหว่างนักวิ่งด้วยกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีฉากอันประณีตสวยงามทั้งบรรยากาศในอังกฤษและสก็อตแลนด์ รวมถึงฉากการแข่งโอลิมปิก ที่เก็บรายละเอียดทุกอย่างของกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเมื่อเกือบ 100 ปีก่อนได้อย่างน่าประทับใจ นอกจากนั้นแล้ว องค์ประกอบอีกอย่างที่กลายเป็นอมตะไปพร้อมกับตัวหนัง ก็คือดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นผลงานของ "แวนเจลิส"(Vangelis) นักประพันธ์ดนตรีชาวกรีก ซึ่งช่วยขับเน้นให้ตัวหนังทรงพลังด้วยความมุ่งมั่น และความศรัทธาในพรสวรรค์ของตัวละครออกมาได้อย่าง สุดฟิน สมบูรณ์แบบ

 
สำหรับเกียรติยศสูงสุดของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ก็คือการชนะรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ (ออสการ์) ประจำปี 1981 ได้ถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม และออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รวมถึงยังเข้าชิงอีก 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (เอียน โฮล์ม ในบท มุสซาบินี่) และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม

   Chariots of Fire จึงเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพของกีฬาที่ยิ่งใหญ่กว่าการเอาชนะคู่แข่งในสนาม หรือ การแสวงหาชื่อเสียงเงินทอง แต่เป็นการพิสูจน์ความสามารถของตนเองให้โลกได้รับรู้ และการเอาชนะต่ออุปสรรคต่างๆนานาเพื่อจุดหมายที่ใฝ่ฝันนั้น มันคือเกียรติยศแห่งชัยชนะอันแท้จริง

   "นี่คือภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิก ที่มีเนื้อหามากกว่าการกีฬา และมีคุณค่ามากกว่าเป็นแค่ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงเท่านั้นแต่เป็นงานที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนที่ได้รับชม และเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยม ที่ไม่มีวันเลือนหายไปกับกาลเวลา คงอยู่เป็นมรดกบนแผ่นฟิล์มไปตราบนานเท่านาน"

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Time Machine ย้อนเวลาท่องอนาคต


ทฤษฎีย้อนเวลา หรือ Time machine คือ ทฤษฎีฟิสิกส์ที่เชื่อว่า หากมนุษย์สามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสงแล้วล่ะก็ เราก็จะสามารถเคลื่อนที่สวนทางกับแสงเพื่อกลับในโลกอดีตได้ และพร้อมกันนั้นก็สามารถวิ่งแซงหน้าแสง เพื่อล่วงไปในโลกอนาคตได้เช่นกัน


ทฤษฎีย้อนเวลา ถูกนำมาเล่นมากมายในภาพยนตร์ โดยเฉพาะหนังไซ-ไฟ...โดยแบ่งเป็น 2 แนวหลักๆคือ

1. สามารถย้อนเวลาไปแก้ไข อดีต อนาคต อย่างที่ต้องการได้ อาทิในภาพยนตร์เรื่อง Star Trek, Back to the future หรือในการ์ตูนอย่าง DragonBallZ ซึ่งจะทำให้มิติ อดีต ปัจจุบัน อนาคต มี Timeline เรื่องราวไม่เหมือนกัน (ปกติต้องเหมือนกัน+_+)

2. อันนี้น่าสนใจกว่า คือ ถึงแม้จะย้อนเวลาได้ แต่สุดท้ายแล้วยังไงก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ต่างๆได้ อดึต ปัจจุบัน อนาคต ยังคงตรงกันอยู่ดี เช่นคนที่จะต้องตายเวลานั้น ก็ต้องตายอยู่ดี แม้จะย้อนเวลาไปได้และแก้ไขเหตุการณ์ยังไงก็ตาม ซึ้งอันนี้น่าสนใจ ว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั่นแสดงว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้หมดแล้ว...พรหมลิขิต!...อะไรจะเกิดขึ้นยังไงต้องเกิด แก้ไขไม่ได้เลย!

- *ภาพยนตร์ The Time Machine (2002) กระสวยแซงเวลา นักวิทยาศาสตร์จอมประดิษฐ์ อเล็กซานเดอร์ (แสดงนำโดย กาย เพียร์ซ)...มีความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะพิสูจน์ความเป็นไปได้ในการเดินทางข้ามเวลา เป็นความมุ่งมั่นจากการสูญเสียคนรัก ที่ผลักดันให้เขา ต้องการกลับไปแก้ไขอดีต ถึงแม้เขาย้อนไปได้ แต่เขากลับกลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ คนรักตาย ซะเอง  และขณะทดสอบทฤษฎีการเดินทางกับเครื่องข้ามเวลาที่เขาประดิษฐ์ขึ้นมา อเล็กซานเดอร์ ได้ข้ามกาลเวลาล่วงหน้าไปสู่อนาคตแปดแสนปี! พบว่ามนุษยชาติได้แบ่งออกเป็นชนเผ่าผู้ล่าและผู้ถูกล่า...เป็นหนังที่สนุกครับ :)


........................................

- *ภาพยนตร์ Twelve monkey(1995)  หนังยอดเยี่ยมอีกเรื่องที่โครงเรื่องซับซ้อนหักมุมล้ำลึก(ขึ้นทำเนียบคนดูแล้ว งง! เรื่องหนึ่งของโลก :)...ย้อนเวลาแก้ไขอดีตสุดท้ายแล้วแก้ไขไม่ได้เช่นกัน ซ้ำคนแก้ไขก็กลายเป็นตัวแปรให้เกิดเหตุการณ์นั้นๆอีกต่างหาก หนังพล็อตน่าสนใจตรง อดีต ปัจจุบน อนาคต มันวน Loop เป็นวงกลม...


พระเอก (บรูซ วิลลิส + แบรด พิตต์ ร่วมแจม) วัยเด็กฝังใจที่เห็นคนคนนึงถูกฆ่าตายต่อหน้าตัวเอง หลายสิบปีต่อมาโตขึ้น โลกเกิดวิกฤติไวรัส มนุษย์ตายเป็นเบือทั่วโลกต้องอพยมไปอยู่ใต้ดิน เค้าถูกคัดเลือกให้เป็นคนที่ถูกทดลองส่งข้ามกาลเวลาเพื่อกู้วิกฤตไวรัสนั้น เกือบจะทำสำเร็จแล้วแต่ดันตายเสียก่อน และวินาทีที่เขาล้มลง ก็เห็นว่าเด็กคนสุดท้ายที่ตัวเองเห็น ก็คือตัวของเค้าเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก สรุปก็คือเด็กคนนั้นก็จะโตมาเป็น บูรซ วิลลิส  และถูกส่งข้ามกาลเวลา...กลับมาตายต่อหน้าตัวเองอีก เป็นลูปวัฏจักร!  (แต่เด็กก็จะไม่รู้ว่านั่นคือตัวเค้าจากอนาคต)...*หรืออย่างกรณี ภาพยนตร์แฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Terminator ก็เกิดอาการวนลูปเชื่อมโยงเหตุการณ์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต เช่นกัน แต่ใน Terminator กลับมีการแก้ไขผลของเหตุการณ์ได้ด้วย


........................................

- * น่าสนอีกเรื่องคือ The Butterfly Effect  ไอเดียจากทฤษฏีผีเสื้อกระพือปีก หรือ The Butterfly Effect  นั่นเอง หลักการง่ายๆคือ...เพียงแค่ผีเสื้อตัวเล็กขยับปีก ก็สามารถทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่ อาทิ พายุ ในที่ห่างไกล ทั้งดูเหมือนไม่เกี่ยวกันเลย หรือเข้าทำนอง เด็ดดองไม้สะเทือนถึงดวงดาว!...ภาพยนต์เรื่อง The Butterfly Effect จะทำให้เห็นรูปธรรมของทฤษฎีนี้ได้มากขึ้นทีเดียว...ในอดีตเราเคยตัดสินใจทำอะไรไว้ แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ แต่มันก็อาจส่งผลต่ออนาคตอีกหลายปีต่อมาข้างหน้า อย่างมากมายคาดไม่ถึง!


เนื้อเรื่องในหนัง พระเอกสามารถย้อนเวลาโดยใช้พลังจิตพิเศษของตัวเอง จากการอ่านบันทึกย้อนความทรงจำ แม้เหตุการณ์ที่ได้ไปแก้ไข เปลี่ยนเงื่อนไขไป แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิมเสมอ (แถมบางครั้งกลับส่งผล เลวร้ายกว่าเดิม)


........................................

ปล...*แต่ที่แน่ๆปัจจุบัน การย้อนเวลา ยังคงมีเพียงแค่จินตนาการในภาพยนตร์ และยังคงเป็นความฝันของมนุษยชาติตลอดมา แต่ยังไม่มีวี่แววจะเป็นไปได้แต่ประการใด... +_+

วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พระเจ้า คือ มนุษย์ต่างดาว!?


Prometheus (2012)


ภาพยนตร์ Prometheus  ทิ้งประเด็นปริศนากระตุ้นจินตนาการต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ กรณี พระเจ้า!-ต้นกำเนิดมนุษยชาติ ส่งผลให้กลายเป็นหนังที่มีการถก-วิเคราะห์กันมากที่สุดแห่งปี 2012 ไปแล้ว!...และเป็นที่ยอมรับว่า Prometheus เป็นอีกหนึ่งหนังไซ-ไฟระดับ Masterpiece อีกเรื่องเป็นที่เรียบร้อย ด้วยมีลูกเล่น-จินตนาการแพรวพราว ฉากVFX อันพิถีพิถันประณีต สร้างความบันเทิงตื่นตาตื่นใจได้มากทีเดียว(ถึงบางคนดูแล้วงงๆก็ตาม :)
ตัวละครที่เรียกว่า Engineer ผู้พลีชีพตนเองด้วยสารเหลวสีดำลึกลับ ในตอนต้นเรื่องPrometheus ซึ่งไม่ทราบได้ว่าปรากฏอยู่บนดาวอะไรกันแน่(เพราะหนังไม่ได้บอก) แต่เข้าใจกันว่าน่าจะเป็น โลก? และเชื่อว่าดีเอ็นเอของผู้นี้แหละคือต้นกำเนิดสายพันธุ์มนุษยชาติ !?


*สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเชิงลึก เกี่ยวปริศนาน่าสนใจต่างๆ จากภาพยนตร์ Promtheus แนะนำที่เว็บไซต์ http://www.avp.siligon.com/
............................................................

ดร.เทพพนม เมืองแมน ยืนยัน UFO มนุษย์ต่างดาวมีจริง!?


.............................................................

ภาพยนตร์ Mission to Mars (2000) (*มีแนวคิดโครงเรื่องคล้ายๆ Prometheus พอสมควรทีเดียว) : เป็นหนังไซ-ไฟ อีกเรื่องที่น่าสนใจมาก...เนื้อเรื่องสรุปไว้ชัดเจนว่า สิ่งมีชีวิตบนโลก-มนุษยชาติ มีต้นกำเนิดมาจากดีเอ็นเอของมนุษย์ต่างดาว ดาวอังคาร นี่เอง---ชมวิดิโอคลิป บรรยากาศการเผยความลับของดาวอังคาร


MV ของ Fatboy Sim : แสดงทฤษฎีวิวัฒนาการอันยาวนานของมนุษย์...ไม่ใช่จากพระเจ้าสร้างโลก-เสกมนุษย์ภายใน 6 วันตามคติความเชื่อเชิงศาสนา


ทฤษฎีหนึ่งที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของหนังทั้งเรื่อง Prometheus และ Mission to mars นี้อันดูจะลงตัวกับธีมที่ว่าด้วยการท้าทายพระเจ้าในคติศาสนา(โดยเฉพาะศาสนาคริสต์) นั่นคือ "Ancient Astronauts" หรือทฤษฎีที่เชื่อว่าสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาว(Extraterrestrial Beings) ได้เคยมาเยือนโลกในช่วงประวัติศาสตร์ยุคโบราณ หรือยุคก่อนประวัติศาสตร์(Prehistory) และติดต่อกับมนุษย์มาแล้ว(หนังไซ-ไฟหลายๆเรื่องก็เอาประเด็นนี้มาเล่น อาทิ 2001 A Space Odyssey, Star trek หรือ Transformers ฯลฯ) และสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวนั่นเองอาจเป็น พระเจ้าผู้มนุษย์ต่างดาว!ผู้สร้าง หรือ เป็นต้นกำเนิดมนุษย์...ผู้เสนอทฤษฎีนี้เชื่อว่าการติดต่อดังกล่าวได้ส่งอิทธิพลต่อการพัฒนาของมนุษยชาติทั้งใน มิติทางวัฒนธรรม, เทคโนโลยี-นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแม้แต่ในด้านศาสนา ทฤษฎีนี้ถูกเสนอมาตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19-ต้นศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกพูดถึงอย่างจริงจังและแพร่หลายในครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 โดยนักเขียนหลายคน ตัวอย่างหนึ่งในนั้นคือ "อีริช ฟอน ดานิเกน" (Erich von Däniken) นักเขียนชาวสวิส ในหนังสือชื่อ Chariots of the Gods (1968)

หนังสารคดี Chariots of the Gods (1970) สร้างตามแนวทางจาก ข้อมูลในหนังสือของ Erich von Däniken นั่นเอง---ชมวิดิโอฉบับเต็ม 1 ชั่วโมง!กว่าๆ ล่างนี้เลย



วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 3 (จบ)


- ชม Metropilis ฉบับเต็ม -



จากคำถามที่ค้างไว้ตอนที่แล้ว ในตอนที่ 2 (Metropolis - หนังไซไฟ" ตอนที่ 2  คลิกที่นี่ )...

...เป็นคำถามที่น่าสนใจถามทิ้งไว้ในยุคนั้น แม้ปัจจุบันจะยังไม่ถึงปี 2063 (ตามเหตุการณ์ในท้องเรื่อง) เหลืออีกหลายปี แต่ก็คงพอมองออกถึงคำตอบทั้งสามข้อได้อย่างเป็นรูปธรรม และแม้ว่าสำหรับ กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่จังหวัดต่างๆของประเทศไทยเรา...จะไม่ใช่เมืองใหญ่ๆในโลก แต่ในสภาพบ้านเมืองที่ทันยุคสมัยของกรุงเทพฯ ทั้งสาธารณูปโภค, การจราจร ,ความหนาแน่นของประชากร, ความเจริญในเมืองต่างๆ พร้อมทั้งคำว่า Bangkok Metropolis ก็อยู่ในความหมายของ กรุงเทพมหานคร หรือ มหานครกรุงเทพ ได้นั้น หรือดั่งคำที่ว่า มองละคร แล้วย้อนดูตัวก็ได้เช่นกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สามารถหาคำตอบทั้งสามข้อข้างต้นเทียบกับ Metropolis เป็นกรุงเทพมหานครได้ ดังนี้

จากคำถามข้อ 1 ว่า...จะควบคุมเทคโนโลยีได้หรือไม่? ถ้าลองยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของคนเมือง แต่ทำไมพอมีมือถือรุ่นใหม่กว่า ออฟชั่นแปลกใหม่ ลูกเล่นแพรวพราว แล้วผู้คนยังต้องตามหามาครอบครองทั้งๆที่อันเก่าที่มีอยู่ก็ยังใช้ได้ เป็นการใช้จ่ายเพื่อเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไป อย่างนี้ไม่รู้ว่าเราควบคุมเทคโนโลยี หรือ เทคโนโลยีควบคุมเรากันแน่...  ที่ทำให้มนุษย์เราต้องมีพฤติกรรมคอยตามตลอดเวลา นี่ยังไม่นับสิ่งที่กำลังถือว่าคนเมืองต้องมีอีกมาก เช่น คอมพิวเตอร์-โน๊ตบุ๊ค, แท็บเล็ต, รถยนต์ ฯลฯ

จากคำถามข้อ 2...เทคโนโลยีเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตไหม? ปัจจุบันในเมืองใหญ่ มนุษย์เงินเดือน-ผู้ใช้แรงงาน, คนทำงาน ฯลฯ ต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปทำงานติดอยู่ในรถ พักเที่ยง ทำงานบ่ายถึงเย็น แล้วเดินทางกลับบ้านติดอยู่บนรถอีก กว่าจะถึงบ้านก็ดึก เป็นซ้ำอย่างนี้ทั้งสัปดาห์ วันหยุดก็แห่กันไปเที่ยวรถก็ติดอีก เพียงแต่ย้ายที่รถติดเท่านั้น  กลับมาเริ่มทำงานสัปดาห์ใหม่ก็เหมือนเดิมอีกคล้ายๆกับถูกโปรแกรมไว้ เหมือนอะไรที่ถูกควบคุมอยู่ นอกจากนี้สภาพแวดล้อม ทั้งน้ำเสีย, อากาศเป็นพิษ, ขยะล้นเมือง ที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง อันเนื่องมาจากการอพยพเข้าเมืองใหญ่ๆ พร้อมกับเกิดการสร้างอาคารที่สูงๆ อยู่กันแบบหนาแน่น, การจราจรที่แออัด, ทางด่วนมหึมาทอดยาวมาบดบังแสงแดดเป็นระยะ ทำให้มหานครแห่งนี้ช่างสับสัน  จับต้นชนปลายไม่ถูก จะถือว่าเทคโนโลยีทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปไหม?

จากคำถามข้อ 3 ความเป็นมนุษย์ลดลงหรือไม่?  และหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์หรือเปล่า? คงเคยได้ยินข่าวประจำวัน จำพวกเกี่ยวกับบ้านเล็กบ้านน้อยที่ว่า “รวมกันเราอยู่ ทิ้งกูมึงตาย” หรือข่าววัยรุ่นกับเรื่องเพศว่า”จิ๋มของหนู จุ๊ดจู๋ของผม” หรือการที่นักเรียนยกพวกตีกันเพราะหัวเข็มขัดไม่เหมือนกัน หรือโจรปล้นมือถือตามสะพานลอย หรือล่าสุด กับข่าวหนูน้อยเอเปค ที่มีสถิติที่น่าสนใจว่า ตั้งแต่ตุลาคม 2545 ถึง พฤษาคม 2546 มีเด็กถูกทอดทิ้งในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท 141 คนเฉลี่ย เดือนละ 20 คน เทียบกับสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนทั่วประเทศ พบว่ามีเด็กวัย 1 ถึง 6 ขวบถูกทิ้ง เฉลี่ยปีละ 500 คน หรือเดือนละ 40 คน  แสดงว่าเฉพาะกรุงเทพฯ ก็ทอดทิ้งเด็กครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศแล้วในแต่ละเดือน          แม้ใน Metropolis มีบทสรุปที่แสดงถึงว่า ความเป็นมนุษย์ถูกทำลายลงด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง  แล้วบทสรุปของมหานครกรุงเทพ-มหานครเมืองใหญ่ต่างๆ จะเป็นแบบไหนต่อไป ในเมื่อความเป็นมนุษย์ถูกบั่นทอน แต่หุ่นยนต์ เช่นไอโบ้ หุ่นยนต์สุนัข หรือ ไอซิโม้ หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ กับเริ่มพัฒนาทางความสามารถเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปเราจะสามารถแยกกันออกหรือเปล่าว่า ใครเป็นมนุษย์?  ใครเป็นหุ่นยนต์?  

จากคำตอบทั้งสามข้อ การควบคุมการผลิตของเทคโนโลยี (หรือควบคุมพฤติกรรมมนุษย์), การทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตของผู้คน แทนที่จะมีเวลาให้กันและกันในครอบครัวกับต้องแยกขนาดเป็นครอบครัวเล็กลงตามสภาพเศรษฐกิจที่โยงไปเกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกที คงเคยได้ยินคำว่า “โดดเด่นในหน้าที่   โดดเดี่ยวในครอบครัว” กัน และการที่เทคโนโลยีสามารถควบคุมสังคมทำให้ความเป็นมนุษย์ลดลง แต่หุ่นยนต์กลับมีส่วนคล้ายมนุษย์มากขึ้นในด้านความสามารถต่างๆ

ดังนั้นภาพยนตร์เรื่อง  Metropolis  ถึงแม้จะสร้างไว้กว่า 77 ปีมาแล้ว  กับมีมุมมองต่อความหวาดระแวงในการมาของหุ่นยนต์ต่างๆ หรือเป็นความหวาดหวั่นกับสิ่งอื่นที่ยังมาไม่ถึง...แต่ตอนนี้เราผู้ยืนอยู่เริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 พอจะมองอนาคตของหุ่นยนต์บวกกับการมาของโลกยุคดิจิตอลในยุคถัดไปเร็วๆนี้ ว่าจะเตรียมรับมือกันอย่างไรกันดี...น่าคิดนะ

 นี่คือ "David" (จาก ภาพยนตร์ Prometheus 2012)...เขาคือ หุ่นยนต์! แอนดรอยด์(ภายนอกเหมือนคนทุกประการ) ที่มนุษยชาติใฝ่ฝันถึง...และมันคงเกิดขึ้นได้จริงอีกไม่นานนักในอนาคต ก็เป็นได้...
- จบ -

* Credit ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis ต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546 และบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of

Bangkok เรื่อง Metropolis เมื่อ 26 ต.ค. 2546


วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2555

Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 2


* Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 1  คลิกที่นี่

Metropolis เป็นเรื่องของมหานครตึกระฟ้าในโลกอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองทางด้านเทคโนโลยี มีทั้งถนนทางด่วนพาดผ่านกลางตัวเมืองหลายชั้น มีรางรถไฟฟ้า และเครื่องบินที่สามารถจอดลงบนหลังคาตึกอาคารสูงๆได้ แต่ก็มีการแบ่งชนชั้นกันของสองกลุ่มระหว่างกลุ่มชนชั้นส่วนใหญ่ที่เป็นทาสทำงานอยู่กับเครื่องจักรกลใต้ดิน กับพวกชนชั้นที่สูงกว่าผู้คอยเสวยสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยมีผู้นำจอมเผด็จการชื่อ  "John Fredersen" ที่กำลังหาทางกำจัดกลุ่มทาสที่รวมตัวกันต่อต้าน และมี  "Maria"  แม่พระคนสวยของเหล่าทาสเป็นผู้นำ

- Metropolis 1926 : สร้างหุ่น "Maria" -

แต่แล้วเรื่องถึงจุดหักเหเมื่อ "Freder" ลูกชายของ John Fredersen  กลับพบรักกับ Maria แล้วไปพบความไม่ยุติธรรมกับคนงานใต้ดินจึงขอร้องให้พ่อจอมเผด็จการของเขาช่วยแก้ไขกรณีนี้ให้...ซึ่งกลับทำให้ John Fredersen  เร่งร่วมมือกับ นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง "Rotwang" สร้างหุ่นยนต์สาวให้เหมือน Maria  แล้วปลอมตัวไปยุยงคนงานใต้ดินให้ก่อความรุนแรงวุ่นวายขึ้น เพื่อเป็นข้ออ้างในการกำจัดชนชั้นแรงงานทาสให้สิ้นซากต่อไป แต่ท้ายสุดหนังจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกัน พร้อมฝากข้อคิดว่า “หัวใจ คือ ตัวกลางระหว่างสมองและแรงงาน”  และภาพยนตร์ยังแฝงถึงความหวาดหวั่นต่อการมาของหุ่นยนต์ หรือผลของเทคโนโลยีต่อชีวิตมนุษย์ด้วย

แม้เนื้อเรื่องจะออกดูคล้ายนวนิยายเก่าๆของค่ายหนังดังหลายค่ายนิยมสร้างออกมาให้ดูกัน ประมาณเรื่องของชายผู้สูงศักดิ์หลงรักหญิงผู้ยากไร้ มีอุปสรรคมาขวางกั้น แต่ก็กลับจบแบบสุดแฮปปี้ แต่สิ่งที่ทำให้ Metropolis ถูกเล่าขานไม่รู้จบ คือ ฉากของเมืองในอนาคต ที่อยู่ในอุดมคติอัดสะท้อนถึงความไม่แน่นอนของอนาคต

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ผู้แสดงประกอบถึง 36,000 คน ความโดดเด่นในฉากเมืองนี้ทำให้เกิดการจัดแสงแบบ Dark city (คือเมืองโทนมืดแฝงไปด้วยภัยพิบัติ) ทำนอง ฉากเมืองแห่งอนาคตในภาพยนตร์ Blade Runner (1982) และ จุดเด่นของการปรากฎตัวของหุ่นยนต์สาว ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มาก การเคลื่อนไหวที่คล้ายผู้คนทำให้เป็นต้นแบบให้กับหนังหุ่นยนต์ในยุคหลัง  เช่น หุ่นยนต์ C3-PO, ใน Star wars (1977) และล่าสุดก็มี หุ่นยนต์สาว T-X ใน Terminator 3 : Rise of the machines นับได้ว่าการสร้างหุ่นยนต์  และฉากบ้านเมืองในอนาคตของ Metropolis นี้  ได้กลายเป็นตำนานเป็นแบบอย่างที่สำคัญหนังไซไฟยุคต่อๆมาเลยทีเดียว

คำ Metropolis แปลว่า มหานคร หนังออกฉายในปี 1926 เป็นช่วงหลังการแพ้สงครามโลกของเยอรมัน  พร้อมเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ บรรดาศิลปินจึงแสดงผลงานในรูปต่างๆ ซึ่งมีผลต่อหนังอันถือเป็นจุดยืนในการแสดงออกทางการเมือง โดยได้ตั้งคำถามที่ท้าทายสำหรับยุคสมัยนั้น(และยังคงเป็นคำถามมาถึงยุคปัจจุบัน) ไว้สามข้อคือ...

1. เราจะไว้ใจว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะสามารถควบคุมผลผลิตทางเทคโนโลยีของมันเองได้อย่างไร?
2. เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของการใช้ชีวิตอย่างไร?

3. เทคโนโลยีจะเข้ามาควบคุมสังคมในขณะที่ความเป็นมนุษย์จะลดลงเรื่อยๆหรือไม่?  หุ่นยนตร์จะมีศักยภาพถึงขึ้นมาแทนมนุษย์ได้หรือไม่?...


"Metropolis - หนังไซไฟ" ตอนต่อไป ตอนที่ 3 (จบ)  คลิกที่นี่ 

* Credit ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis ต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546 และบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of
Bangkok เรื่อง Metropolis เมื่อ 26 ต.ค. 2546

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

Metropolis - หนังไซไฟ ตอนที่ 1


* จะเห็นว่าตอนนี้ Blog มี Link แนะนำด้านข้าง เป็นเว็บมหากาพย์หนังSci-fi ยอดนิยมถึง 5 เว็บ! แล้วด้วยกัน...แต่ละเรื่องคงจะเป็นที่รู้จัก-คุ้นๆกันดี และแต่ละเรื่องก็เป็นหนังไซไฟในตำนานที่ยังคงล้ำสมัย -ล้ำจินตนาการ ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญถึง บวกให้แรงบันดาลใจกับผู้คนทั่วโลกจนถึงทุกวัน...ก็ลองเข้าไปเยี่ยมชมกันนะครับ รับรองไม่ผิดหวัง :)...

...
ส่วนตัวรู้สึกว่าทุกวันนี้ เทคโนโลยี-นวัตกรรม(โดยเฉพาะ IT)ใหม่ๆ รวมไปถึงกระแสหุ่นยนต์-จักรกล ทำนองหนังไซไฟ เริ่มจะเข้ามามีบทบาท(จนถึงคุกคาม!)กับชีวิตจริงประจำวันของมนุษย์เรามากขึ้น ทุกที ทุกที! แล้วซินะ...โลกอาจพลิกโฉมในไม่ช้านี้ก็เป็นได้!...

...พูดถึงหนังไซไฟ แล้วจึงอยากจัดข้อมูลดีๆมาลง Blog อันเกี่ยวกับหนังประเภทนี้กันซะหน่อย โดยจะเน้นหนังระดับต้นตระกูลไซไฟในตำนานอย่าง "Metropolis" เป็นพิเศษ ถึงแม้จะเป็นหนังเก่ากึ๊กรุ่นปู่ แต่มันไม่ธรรมดาเลย!...


คำว่า ภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ (Science Fiction Movies) หรือ หนังไซไฟ ( Sci-fi)  ได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923  โดยหนังมีลักษณะเด่นที่สามารถสังเกตได้จากองค์ประกอบหลายอย่าง  คือ ลักษณะของตัวละคร เป็นมนุษย์ในอวกาศ, ฉากเหตุการณ์เป็นช่วงเวลาในอนาคต, สถานที่ในอวกาศ, แบบแผนโครงเรื่องมักขับไล่สัตว์ร้าย, แก่นเรื่องเป็นชัยชนะของมนุษยชาติ  และอื่นๆ เช่น มีชุดพร้อมเทคโนโลยี, ปืนมีลำแสง, ยานอวกาศ ฯลฯ

ทุกวันนี้เราจะเห็นหนังไซไฟในหลากหลายรูปแบบ   โดยมักจะไปรวมกับหนังแนวอื่นด้วย ทั้งแฟนตาซี (E.T. The Extra-Terrestrial ,1982), สยองขวัญ (Aliens, 1986), ผจญภัย(Back to the Future ,1985) และอื่นๆอีกมากมาย     แต่ถ้าเราย้อนกลับไปหารากเหง้า หรือต้นกำเนิดตระกูลของหนังประเภทนี้ ในแต่ละยุคสมัยแล้ว จะเห็นหนังไซไฟที่หลากหลาย ดังนี้

ปัจจุบันกับ ยุค Cyberspace-Social Network และความหลากหลาย เช่น The Matrix (1999), Jurassic Park (1993) , Terminator (2009) , Trenasformers (2011) , Battleship (2012) Prometheus (2012) ฯลฯ

ยุค 80’s กับการมาของหุ่นยนต์ เช่น Blade Runner (1982), Robocop (1987) ฯลฯ

ยุค 70’s กับ Star war (1977) และ Star Trek: The Motion Picture (1979) ฯลฯ

ยุค 60’s กับการสำรวจอวกาศ เช่น 2001: A Space Odyssey (1968), The Time Machine (1960) ฯลฯ

ยุค 50’s กับการบุกรุกของสงครามเย็นในรูปของมนุษย์ต่างดาว เช่น  Invasion U.S.A.(1952) ฯลฯ

ยุค 1935-1949 กับ Flash Gordon ที่มาจากการ์ตูนวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

ยุค 1920-1934  กับยุคหลากหลาย ทั้ง สังคมที่ไม่พึงปรารถนา (Dystopia) เช่น Metropolis (1926), เทพนิยายในอนาคต (Space Opera) เช่น นิยายเรื่อง Skylark of space (1928 ) และหนังไซไฟสยองขวัญ เช่น Frankenstein (1931) ฉบับมูฟวี่ ฯลฯ

และ ยุค 1800-1919 กับการเริ่มต้นจากนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Frankenstein  และภาพยนตร์เงียบของการเดินทางไปดวงจันทร์ยาว 14 นาที เรื่อง A Trip to the Moon (1902) ฯลฯ

ในบรรดาหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของหนังไซไฟที่ดีที่สุดตลอดกาล  จนถึงทุกวันนี้คือ ภาพยนตร์เรื่อง 2001 : A Space Odyssey (1968)  ของ "Stanley Kubrick"  ที่บอกเล่าเรื่องราวของโลกในอนาคตตามความเชื่อของผู้สร้างและนักวิทยาศาสตร์สมัยนั้น ที่ได้คาดการล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ได้ใกล้เคียงอย่างน่าประหลาดใจ     และถ้าย้อนไปก่อน 2001 : A Space Odyssey ก็ยังมี ภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์คลาสสิกที่ดีสุดสมัยภาพยนตร์เงียบขาว-ดำ นั้นคือเรื่อง Metropolis (1926) หนังเชื้อสายเยอรมันของผู้กำกับชาวออสเตรีย "Fritz Long"  ที่สร้างฉากหลังเป็นเหตุการณ์ในปี 2063 ของอนาคตได้อย่างน่าทึ่ง...

"Metropolis - หนังไซไฟ" ตอนที่ 2 ต่อ  คลิกที่นี่ 

* Credit ขอขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนจากเอกสารแจกในงานเสวนา เรื่อง อิทธิพลของ Metropolis  ต่อภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ ของ Dr. Hans-Peter Rodenburg เมื่อ 22 ต.ค. 2546 และบทวิจารณ์หลังจากการเข้าชมภาพยนตร์ปิดเทศกาลหนัง World film festival of

Bangkok   เรื่อง Metropolis  เมื่อ 26 ต.ค. 2546

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฝัน! เดอะเมทริกซ์-จอห์น เลนนอน-จวงจื่อ


ขอแนะนำเว็บ เว็บ "ปรัชญา เดอะเมทริกซ์"
http://www.matrix.siligon.com/ (Link รูปโลโก้ขวามือ)

...ชีวิต-โลก ที่เราดำเนินอยู่ทุกวันและเราคิดว่าจริง มันอาจเป็นแค่เพียงฝัน(แต่ฝันยาวหน่อย)...ตัวตนแท้ๆของเราอาจนอนหลับนิ่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งสักที่ ในห้วงจักรวาล!...ทำนองเดียวกับหนัง The Matrix...

Have you ever had a dream, Neo, that you were so sure was real? What if you were unable to wake from that dream? How would you know the difference between the dream world... and the real world..."คุณเคยฝันใช่ไหมนีโอ ในฝันมันสมจริงมาก แล้วถ้าคุณไม่ตื่นจากฝันล่ะ? คุณจะรู้ความแตกต่างได้อย่างไร ระหว่าง โลกแห่งความฝัน กับ โลกแห่งความจริง?" คำพูดของ มอร์เฟียส กับ นีโอ ใน ภาพยนตร์ "The Matrix" ...ทำให้นึกถึงเพลงหนึ่งของ John Lennon...

"So long ago Was it in a dream, was it just a dream? I had know, yes I know Seemed so very real,...นานมาแล้ว ในความฝัน มันคือฝันจริงๆหรือ? ดูเหมือนมันสมจริงมาก...เนื้อเพลงตอนต้น เพลง "#9 Dream" โดย John Lennon

ในโลกอนาคตปี ค.ศ.2199 นั้น พวกหุ่นยนต์ปัญญาเลิศที่มนุษย์สร้างขึ้นมากับมือ (ด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence, AI) ได้แหกกฎเหล็กของหุ่นยนต์ทำสงครามชนะคน พลพรรคหุ่น AI ได้คิดหาวิธีดึงพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าจากร่างกายของคน โดยการเลี้ยงคนให้อยู่ในสภาพหลับยาวเพื่อดูดเอาพลังงานดังกล่าวออกไปใช้ และควบคุมอำพรางคนไม่ให้ตื่นรู้ความจริง ด้วยการทำให้จิตของแต่ละคนไปอยู่ในโลกจริงเสมือน หรือโลกฝัน ที่เรียกว่า "เดอะเมทริกซ์"

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝัน อีกกรณีคือ : "จวงจื่อ" ปรัชญาเมธีสำคัญคนหนึ่งของจีน เมื่อราว 2,000 ปีก่อนเคยกล่าวไว้ว่าทำนองเดียวกับเพลงของ John Lennon... "ครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าฝันไปว่าเป็นผีเสื้อโบยบินไปมาอย่างสบายใจ ไม่มีความวิตกกังวลใดๆ ผีเสื้อตัวนี้ไม่รู้เลยว่ามันคือจวงจื่อ แต่แล้วในทันใดก็ตื่นขึ้นรู้สึกตัวว่าตัวคือจวงจื่อ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นการยากที่จะบอกได้ว่า ตนเองเป็นจวงจื่อที่ฝันไปว่าเป็นผีเสื้อตัวนั้น หรือว่าผีเสื้อตัวนั้นฝันไปว่ามันเป็นจวงจื่อ" อย่างไรก็ตาม ระหว่างผีเสื้อกับจวงจื่อจะต้องไม่เหมือนกันแน่ แต่ในความฝันไม่อาจจะรู้ได้ว่า ภาวะทั้งสองนี้แตกต่างกัน จะพูดว่า จวงจื่อฝันเป็นผีเสื้อก็ถูก ฤาจะกล่าวว่า ผีเสื้อฝันเป็นจวงจื่อ ก็ได้ นี้เรียกว่า ความเปลี่ยนแปลงแห่งสภาวะทั้งสองสภาวะ เปลี่ยนรวมเป็นเอกภาพเดียวกัน

นอกจากความฝันแล้วยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมากมาย กรณีภาพยนตร์ The Matrix ...และเว็บ "ปรัชญา เดอะเมทริกซ์" จะถอดรหัสเล่านั้นออกมาในเชิงปรัชญาแง่มุมต่างๆ ให้ได้ลองพิจารณา-ขบคิดกัน สนุกๆ

.................................................................


John Lennon - # 9 Dream


So long ago
Was it in a dream, was it just a dream?
I had know, yes I know
Seemed so very real, it seemed so real to me

Took a walk down the street
Thru the heat whispered trees
I thought I could hear (hear, hear, hear)
Somebody call out my name as it started to rain

Two spirits dancing so strange

Ah! böwakawa poussé, poussé
Ah! böwakawa poussé, poussé
Ah! bö wakawa poussé, poussé

Dream, dream away
Magic in the air, was magic in the air?
I believe, yes I believe
More I cannot say, what more can I say?

On a river of sound
Thru the mirror go round, round
I thought I could feel (feel, feel, feel)
Music touching my soul, something warm, sudden cold
The spirit dance was unfolding

Ah! böwakawa poussé, poussé
(repeat)

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

ไดโนเสาร์ตัวเป็นๆ


ในยุคที่ "ไดโนเสาร์" ครองโลกเมื่อนานนมมาแล้ว หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เท่าที่ค้นพบ มนุษย์อาจยังไม่ได้ถือกำเนิดเลยด้วยซ้ำ! หรืออาจยังเป็นแค่ลิงชนิดหนึ่ง(*ปัจจุบันรูปลักษณ์ก็ยังเค้าโครงแบบลิงอยู่นั้นเอง แม้พยายามอวยตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ์แล้วก็ตาม :) "...ที่น่าคิดก็คือ แล้วเผ่าพันธุ์มนุษย์เราจะอยู่ยั้งยืนยงแค่ไหนกันบนโลกใบนี้? สุดท้ายแล้วธรรมชาติ(หรือ พระเจ้า!? อาจเบื่อ-รำคาญ!) จะล้างเผ่ามนุษย์ทิ้งเช่นเดียวกับไดโนเสาร์ หรือไม่! ..."

ไดโนเสาร์เคยครองโลกแต่ท้ายที่สุดก็สูญพันธุ์ไป แต่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยยุคปัจจุบัน มนุษยฺ์สามารถจำลองพวกมันให้มีตัวตน-เคลื่อนไหวสมจริงราวกับตัวเป็นๆ...

สารคดีไดโนเสาร์คุณภาพ รูปแบบ 3D อนิเมชั่น ชุด "Mega Series Collection Of Walking With Dinosaurs" Boxset


สารคดีจินตภาพไร้ขอบเขตแห่งโลกไดโนเสาร์ ถูกร้อยเรียงด้วยเทคนิคเยี่ยมที่สุดของโลก เปิดตำนานเขย่าขวัญมนุษยชาติ ให้ได้รับรู้ถึงบรรพบุรุษแห่งสัตว์ดึกดำบรรพ์ การเล่าเรื่องอาณาจักรไดโนเสาร์จะไม่เป็นเพียงแค่ตัวอักษร-ภาพวาดอีกต่อไป เมื่อการถ่ายภาพจากสถานที่จริง+เทคนิคอนิเมชั่นอันหรูวิจิตรตระการตา โดยทีมงานสารคดีมืออาชีพสำนัก BBC...* มีจัดทำเป็นฉบับภาษาไทยแล้ว...น่าชม น่าเก็บ ปลุกเร้าจินตนาการเป็นอย่างยิ่ง (ใครเข้าร้านหนังสือ SE-ED คงเห็นสารคดีชุดนี้วางจำหน่ายผ่านตากันบ้างแล้ว :)

- ตัวอย่างบางตอนใน สารคดี -




"Walking with Caveman" บรรพบุรุษมนุษยชาติ ...หนึ่งในเนื้อหา สารคดี Mega Series Collection Of Walking With Dinosaurs


..........................................................................


ส่วนคลิปล่างนี้เป็นการแสดงแสงสีเสียง หุ่นไดโนเสาร์ (หาชมยาก) ชุด "Walking With Dinosaurs" ...จาก The Hong Kong Tour at the Asia-World Expo Arena (23 ธันวาคม 2010)...ชมเต็มๆได้เลย :)

คลิป 1/5


คลิป 2/5


คลิป 3/5


คลิป 4/5


คลิป 5/5 จบ :)