แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไปอื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไปอื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ล่องเรือ สุราษฎร์ฯ-กระบี่ / ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กันเถอะ


การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
 (Ecotourism) คือ การท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม และผู้ที่มาท่องเที่ยวนั้นจะไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรชุมชน ฯลฯ ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้รวมไปถึงรูปแบบการท่องเที่ยวในเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือการท่องเที่ยวในรูปแบบ MICE... / เครดิต: wikipedia




วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

Happy World War III ^^


เมื่อท่านผู้นำ ปรองดองกัน สงครามโลกครั้งที่ 3 จึงมันส์ระเบิด ^^

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

ด.ญ. "ศานติเทวี" กรณีศึกษาผู้ระลึกชาติ ในตำนาน

รายละเอียดสังเขป ล่างนี้ #โปรดใช้วิจารณญาณ : เรื่องระลึกชาติ! ทำนองนี้ หลายคนอาจเคยได้ยินหลายๆเคสอดีตยันปัจจุบัน ... บ้างก็พบว่าต้มตุ๋มชัดๆ บ้างก็ยังคลุมเครือเล่าอ้างกันไป ... แต่กรณี #ศานติเทวี ดูจะเป็นกรณีที่ว่ากันว่า พอจะน่าเชื่อได้ที่สุด ? และยังคงนิยมอ้างอิง กล่าวขวัญถึง ... 

ด.ญ. "ศานติเทวี" (Shanti Devi) (เกิดปี 1926) ... อยู่ที่เมืองเดลี ประเทศอินเดีย เมื่ออายุได้ 4 ขวบ (ปี 1930) ก็เริ่มเล่าพ่อแม่แปลกๆว่า ชื่อของเธอคือ "ลุคทิเทวี"(Lugdi Devi) ต่างหาก เมื่อก่อน(ชาติก่อน!)นั้น บ้านเดิมเธออยู่เมืองมธุรา(ห่างจากเดลีประมาณแค่ 145 กม.) มีสามีเป็นพ่อค้าชื่อ "เกทาร์นาถ" (KedarNath) แต่เธอได้ตายหลังจากคลอดลูกชายได้ 10 วัน แล้วจึงเกิดใหม่เป็นเธอนี่เอง ... แน่ละ มาแบบนี้ พ่อแม่ย่อมไม่เชื่อ ทั้งต่อมาก็กังวลว่าลูกคงไม่ปกติเสียแล้ว เพราะเธอพร่ำบอกเรื่องนี้ยิ่งขึ้นเป็นระยะๆ

จนตอนอายุ 6 ขวบกว่าๆ ศานติเทวี พยายามหนีโดยเดินเท้าหมายจะไปมธุรา แต่พ่อแม่รู้ก็ตามตัวกลับได้ก่อน... พ่อแม่ยิ่งกังวลคิดว่า ศานติเทวี ไม่ปกติแน่ๆ ครูที่โรงเรียนของเธอก็รู้เรื่องนี้ ครูจึงคิดลองไปสืบที่เมืองมธุรา ตามหาพื้นที่ ที่ศานติเทวีเคยอ้าง (ศานติเทวี ไม่ได้ไปด้วย)

ปรากฏว่า ครูก็ได้พบชายผู้ที่ชื่อว่า เกทาร์นาถ ... พูดคุยกัน ก็ได้เล่าว่าเขามีอาชีพเป็นพ่อค้า เคยมีภรรยาชื่อ ลุคทิเทวี แต่เธอตายเมื่อ 9 ปีที่แล้ว หลังเธอคลอดลูกชายได้เพียง 10 วัน ตรงตามที่ ศานติเทวี เล่า ... เกทาร์นาถ เองเมื่อได้รู้เรื่องเกี่ยวกับ ด.ญ.ศานติเทวี ก็ไม่อยากจะเชื่อนัก

อีกไม่นานหลักจากได้พบครู เกทาร์นาถ พร้อมลูกชาย ได้นัดแนะกับครู ไปที่เดลี ยังบ้านของ ศานติเทวี แบบไม่บอกกล่าว ...ศานติเทวี ได้เห็นก็จำได้ทันทีว่าคือ สามีและลูกของเธอในชาติก่อน เธอเข้ากอดจูบลูก และร้องไห้อาลัยมาก (แน่ละ ลูกของเธออายุมากกว่าเธอ) ... ศานติเทวี ยังได้เล่ารายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆเพิ่มเติมไปอีก เกทาร์นาถและทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจว่ารู้ได้ยังไง

ที่สำคัญต่อมาอีกไม่นานเรื่องนี้ร่ำลือมาก จนไปถึง มหาตมะคานธี! ... คานธีและคณะ ถึงกับไปพบ ศานติเทวี ด้วยตัวเอง และยังได้ส่งเธอไปบ้านเก่าที่ มธุรา เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 1935 (คานธีอายุ 66) อันมีคณะที่ค่อนข้างทรงวุฒิ ตามไปมากมาย ทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักกฏหมาย ฯลฯ ซึ่งศานติเทวี ก็สามารถจดจำสมาชิกในครอบครัวดังกล่าวได้ทุกคน ไล่ตั้งแต่ปู่ และญาติและเหตุการณ์สถานที่เกี่ยวเนืองอืนๆ ก็สามารถตรวจเทียบพิสูจน์ตรงได้หมดอย่างเหลือเชื่อ 


หลักจากครานั้น ก็แยกย้ายกันไปต่างคนต่างอยู่(สามีเก่าเธอก็มีภรรยาใหม่แล้ว) ศานติเทวี ก็กลับเดลี ใช้ชีวิตตามปกติต่อไป แม้จะออกอาการรู้สึกพูกพันบ้านเดิมชาติที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ย้ายหรือทิ้งพ่อแม่ครอบครัวชาติใหม่ใดๆ และเมื่อ ศานติเทวี เติบโตขึ้น ก็ครองตัวเป็นโสด ใช้ชีวิตเงียบๆง่ายๆสมถะ ศึกษาปฏิบัติธรรมจริงจัง... ทั้งพูดเรื่องนี้น้อยลง จนไม่ปริปากอะไรมากนัก และก็ไม่ได้ออกงานเชิงหาประโยชน์จากเรื่องระลึกชาติของเธอใดๆ...จนปี 1986 เธอจึงได้ให้สัมภาษณ์กับบุคคลที่มาขอสัมภาษณ์-อยากสืบสวนเรื่องราวชีวิตของเธออีกครั้ง อาทิ ให้สัมภาษณ์ต่อ Ian Stevenson (จิตแพทย์ชาวแคนาดา) และต่อมาอีกปีถัดไป(1987) ก็มี DR. Rawat ได้ทำการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายของศานติเทวี ที่เกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนที่ เธอ จะเสียชีวิตในวันที่ 27 ธ.ค. 1987 (อายุได้ 61 ปี)

* เครดิตหลักจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Shanti_Devi (+กูเกิล ข้อมูลเสริมปลีกย่อยสบทบจากเว็บต่างๆ )

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2475 ถอยหลัง ตั้งหลัก ทบทวน



สารคดี 2475 ช่อง Thai PBS


สารคดี 2475 เป็นสารคดีประกอบเหตุการณ์จำลอง (Documentary-Drama) มุ่งหวังให้ประชาชนคนไทยได้กลับมาทบทวนถึงเหตุและผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  และมองระบอบการปกครองของไทยอย่างไตร่ตรอง  และเข้าใจมากยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง

- Spot Trailer -

สารคดี 2475 เวอร์ชั่นสารคดีนี้  เขียนบทโดย คุณเอก เอี่ยมชื่น  และการกำกับสารคดีโดย คุณสุรัสวดี เชื้อชาติ หรือ แหม่ม มาม่าบูลส์  ซึ่งทั้งสองท่านเคยฝากผลงานชิ้นเยี่ยม และปลุกกระแสการรักชาติไว้ที่ไทยพีบีเอสคือภาพยนตร์เรื่อง “ขุนรองปลัดชู” เวลาออกอากาศเมื่อ  :  25, 26 และ 27 ก.ค. 55  เวลา 22.00 - 23.00 น. (2012)


สารคดี 2475 ตอน 1 "ความทรงจำ"
 


สารคดี 2475 ตอน 2 "สองฝั่งประชาธิปไตย"


 สารคดี 2475 ตอน 3 "ชะตาชาติ" (จบ)


วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

100 ปี ใน 10 นาที


1911 – 2011 in 10 Minutes

คลิป 100 ปีผ่านมา ร้อยเรียงในแบบมูฟวี่คลิป 10 นาที ( 1911 – 2011 in 10 Minutes ) เหตุการณ์สำคัญๆ มนุษยชาติที่ผ่านมา มีก้าวย่างแบบใดบ้าง?... เผื่อจะเป็นไกด์-แง่มุมแง่คิด สำหรับปีใหม่ปีนี้... ให้ปีใหม่เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ที่คุณ-มนุษยชาติ สามารถกำหนดมันได้เอง ...

Happy New Year ปี "สอง ตองห้า" ไทย :)

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พจนานุเกรียน


-
พจนานุเกรียน(ศัพท์เกรียนๆ :) -

ศัพท์แสลง (แหล่งที่มา จากเว็บดังต่างๆ) ...โปรดใช้วิจารณญาณ!

ปัจจุบันการอภิปรายพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในชุมชนออนไลน์ มีการขยายตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่องทางให้กลุ่มบุคคลที่มีความสนใจในเรื่องคล้ายกัน สามารถสนทนาแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้ โดยมิต้องอาศัยอยู่ในภูมิภาคที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดีเว็บบอร์ดแต่ละแห่ง มักจะมีกลุ่มบุคคลประเภทหนึ่งแฝงตัวอยู่ โดยพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็นของบุคคลเหล่านี้จะเต็มไปการก่อกวน ความก้าวร้าว และเน้นแต่ความสะใจโดยปราศจากเหตุผล ซึ่งพฤติกรรมที่ผิดแปลกจากชาวชุมชนออนไลน์คนอื่น ๆ ทำให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “เกรียน”


วิดิโอคลิป ก็ เกรียน ได้เหมือนกัน :)



เกรียน, หัวเกรียน คำนี้กินความกว้างมักสื่อในทางลบ หรือในทางขำๆสนุกๆ แล้วแต่บริบท...

= หัวเกรียน สั้นเกือบติดหนังหัวหรือผิวหนัง เช่น ผมเกรียน หน้าตากวนๆ... เด็ก [หรือผู้ใหญ่] ก้าวร้าว ทำตัวแก่แดดหรืออ่อนแดดไม่สมวัย ครอบครัวมีปัญหา มีปม

= คนนิสัยไม่ดีสุดๆ อ่อนไหว ทำอะไรไร้สาระ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไม่คิด

= พวกมองโลกในแง่ร้าย ต่อต้านสังคมในทุกๆเรื่อง อะไรๆก็ไม่ดีไปหมด (ยกเว้นมันคนเดียว ฮา)

= พวกไม่รู้กาละเทศะ เรียกร้องความสนใจ...หรือพวกชอบป่วนตามเว็บบอร์ด ด่าคนแบบไร้เหตุผล ด่าทุกอย่างที่ขวางหน้าขอแค่โผล่กระทู้มาเป็นดาแหลก และมักใช้คำผิดๆ

= พวกที่ว่างๆอยู่ไปวันๆ แชทไร้สาระทั้งวัน ติดมือถือ ติดเกมส์ คิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของโลกไซเบอร์ ชอบสร้างกระแสไร้สาระในรูปแบบต่างๆ เพื่อเรียกร้องให้คนอื่นสนใจ

= อื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ ... "เด็กเกรียนโดดตึกฆ่าตัวตายพิสดาร เพราะเครียดที่เล่นมาริโอ้เนโกะไม่ผ่าน "... ฮา

...............................................

เกรียนการเมือง = คือบุคคลที่ต้องการยกระดับตนเองเป็น “เซียนการเมือง” แต่มักจะไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ เนื่องจากคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของ “เกรียนการเมือง” คือ ขาดความจริงจังและต่อเนื่องในการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน ตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับสูง โดยขุมปัญญาของ “เกรียนการเมือง” มักจะได้จากการคุ้ยเขี่ยตามแหล่งค้นหาข้อมูลอินเตอร์เน็ต (Search Engine) หรือเว็บไซต์ใด ๆ เพียงเว็บเดียวเท่านั้น ซึ่งความรู้ที่ไม่รอบด้านดังกล่าว ทำให้ในเว็บบอร์ดเกิดปรากฏการณ์หน้าแถดินจาก “เกรียนการเมือง” อยู่บ่อยครั้ง

เทพเกรียน เกรียนเทพ
= เกรียนขั้นสูง

“เกรียนเทพ” มักขาดทักษะในการสื่อสาร-การเรียบเรียง(เพราะวันๆอยู่แต่หน้าเว็บ ไม่ได้คุยกับคนจริงๆ) มักจะทดแทนจุดด้อยดังกล่าว ด้วยการคัดลอกข้อมูลแทนการแสดงทัศนคติด้วยตนเองอยู่บ่อยครั้ง จน “เกรียนเทพ” บางคนถึงกับได้รับการอวยยศเป็นพระยาตัดแปะ (Phya of Copy and Paste) ไม่เน้นความคิดจากสมอง เฝ้าหน้าเว็บ ทุกเวลาทุกนาที พอมีข่าวอัพเดท ก็จะแจ้น เอาเข้ามาแปะที่คอก กันอย่างเคร่งเครียด เพื่อหวังชาบู จากสาวกด้วยกัน บางคราวก็จะใช้ไทยคำ อังกฤษคำเพื่อยกระดับให้ตนดูมีชาติตระกูลยิ่งขึ้น

สาด, แสรด,ตรัส
= สัตว์

ปิดมู้ = ปิดกระทู้

สมูกบาน = ล้อเลียนคนไม่สวยไม่หล่อแต่คิดว่าตนดูดี หรือคนที่คิดว่าตนเป็นไอดอล เป็นที่คลั่งไคล้ชื่นชมของคนอื่น คิดเองว่าคนอื่นๆสนใจเรื่องราวของตนอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่ไม่มีผลงานที่เป็นประโยชน์ เป็นที่นับถือยอมรับจากสังคมแต่อย่างใด


ซุย = ขี้โม้ ขี้อวด ทำตัว{กระแดะ}เป็นงานยุ่งตลอดเวลา {ทั้งๆที่วันๆก็ว่างงาน ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง}

ติดหรู = ทำตัวชั้นสูง อวดรวย

กาก กากๆ = ไม่มีคุณภาพ ไร้สาระ

ติ่งหู, ติ่งหูแตก = พวกวัยรุ่นหญิงบางกลุ่ม ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างแรง หญิงทำตัวโอเว่อร์ หรือ ผู้หญิงบ้าดารา ออกอาการเกินเหตุ

เทพ = มันเป็นคำชมหรือด่าก็ได้กรุณาดูบริบทรอบข้างคำพูดนั้นๆ

เมพ, เมพขิงๆ = มีเกรียนคนนึง จะพิมพ์คำว่า เทพ แต่ไป พิมพ์ผิดว่า
เมพ ซะงั้น มันก็ความหมาย เหมือนกันแหละ ขิงๆ = จริงๆ

ขิง = จริง

บร๊ะเจ้า = พระเจ้ามาก (เป็นการล้อเลียนว่าเก่ง เจ๋ง เป็นการลบหลู่ไม่ได้ชมจริง)

บร๊ะเจ้าโจ๊ก = พระเจ้าจ๊อด

บร๊ะลานุภาพ = มหัศจจรรย์

ชาบู ชาบู = บูชา นับถือ

อิอิออิบาย = เป็นคำลงท้ายประโยคหนึ่งๆ เช่น เราไปแล้วนะ อิอิออิบาย

หยง, หยงม่อน, หยงสตาร์ = ขี้เก็ก ทำตัวเป็นไดดอล หลงตัวเอง หรือ คนที่ทำตัวเจ้าระเบียบเป็นผู้นำจอมบงการ (ล้อเลียนเว็บมาสเตอร์เจ้าระเบียบชอบบล็อกกระทู้ในเว็บบอร์ด)

โลกสะดุ้งโwebmaster! หมายถึง โลกสะดุ้งโหยง
webmaster = หยง โwebmaster = โหยง

นักวิชากรวย = ทำตัวเป็นเด็กเรียน รอบรู้ทุกเรื่อง ทั้งๆที่ไม่รู้จริง

รักขิงหวังต่วย = รักไม่จริงจังแบบได้แล้วทิ้ง

เควี่ย = เหิ้ย+ควาย ลักษณะ เหมือนตัวเหิ้ยทุกประการ แต่มีเขา มี ควาย ด้วย

เบ่น = เล่น

เยิ๊บ = เอาทางประตูหลัง

จ่อย =ต่อย

เสมื่อม = เสื่อม + เสื่อม = เสมื่อม เช่น เด็กไทยสมัยนี้เสมื่อมจัง

เ!้ย = เป็นคำรองๆ จาก เหิ้ย แต่หยงม่อน ได้แบนตัว ห เอาไว้ จึงเป็น เ!้ย

โหล่ = ใช้แทนคำว่าตลก,ฮา เช่น โหล่มากเลย อะไรประมาณนี้แหละ

จึ๊ก = มีอะมาขัดจังหวะ ตัวอย่างเช่น ดูทีวีอยู่แล้วไฟดับ มันรู้สึกจึ๊กอ่ะ

วีด = พลาด

ป๊าดดด! = คำอุทาน

ดึ๋ยว่ะ = ดูน่าเกลียดๆ สยองๆ หน่อยๆ

โอโม่ = ใช้เรียกผู้หญิงที่ขาวมากๆ

Digg,Ohh....Shit = เป็นตัวอย่างคำไม่สุภาพใช้เวลาเครียดจัดๆ

ด๋อย/อ่อน = มันเป็นคำด่าที่ไม่แรงมาก

เด็กญี่ปุ่น = ใช้เรียกเด็กนักเรียนหญิงที่พวกโรงเรียนพาณิชย์ อาชีวะ เทคนิคที่แต่งตัวแบบเด็กญี่ปุ่น

noob(นูป) = พวกมือใหม่ พวกที่ทำอะไรไม่ได้เรื่อง

ชะนี = ใช้เรียกผู้หญิงที่แต่งตัวโป๊ๆ แรงๆ จัดๆ

อย่างงาม = ใช้เรียกผู้หญิงที่น่ารักๆ

ชิ = ช่างเถอะ เราไม่สนใจ

งานเข้า = ได้เรื่อง หรือมีเรื่อง

ฟันเหล็ก เด็กแนว = แบบว่าใช้พูดกะหญิงที่น่ารัก และ ใส่ฟันเหล็ก

สมะถุย = แย่

จิตตก = สติแตก

เป็นติ่งไรเนี่ย = เป็นบ้าอะไรเนี่ย

แหล่มเรย = แจ่มมากๆ

โลกตรึง = มหศจรรย์

คอมโบ = การเล่นคอมโบเล่นบอร์ด พิมพ์คำซ้ำ เหมือนกันๆ ใน กระทู้ ทำให้ จขกท(เจ้าของกระทู้) หน่าย จนปิดกระทู้ได้

สกัดคอมโบ = ทำให้การทำคอมโบนั้นเสียหาย แต่อาจจะมีผู้สร้าง คอมโบ ใหม่ขึ้นมาใหม่ได้ เรื่อยๆ

เก๋าเจอได้ = ถ้าชกต่อย(จ่อย)กัน ส่วนมากจะเจอกันที่อนุเสารีย์ชัย

กรอบ = เด็กใหม่อยากดัง

๔๕ องศา หมายถึง ดูเอียงซ้าย

รูเยี่ยว = คนเราเกิดมาจากรูเยี่ยว ??

หงายเงิบ = ฮา

รูปปลากรอบ = รูปประกอบ

+ = ต่อยกันไหม ??

เดบิต = เครดิต

บาย สวัสดี = คำลงท้าย ตอนพูดหรือ พิมพ์เสร็จ

ปาดหน้าเค้ก = หยามกันซึ่งๆหน้า

ซับแหมน = เป็นไงพวก (มาจาก What's up man?)

กิ๊บ = เจ๋งโคตร

เบๆ = ง่ายๆ หมูๆ

อัพน่าดู = คึกน่าดู ซ่ามาก สนุกมาก

เล่นผีผ้าห่ม = มีเซ็กส์กัน

อัฟเฟรด อะเฟรด = ทุเรศ อุบาทว์ น่าเกลียด

กินส้มมา = เมายา (อี)

เซด = พูด

เฟกว่ะ = จอมปลอมว่ะ (มาจาก fake )

โหนว = หนังโป๊ หนังเรตเอ็กซ์

ง้องแง้ง = งอนกัน ทะเลาะกัน

โจ๊ะๆ = จังหวะมันส์ๆ

แกสบี้ = แก่โคตร

ออนป้า = ทำตัวแก่ประมาณคุณป้า

จีบี [GB] = คนรับใช้ รับทำทุกอย่าง (มาจากคำว่า General เบ๊ )

สลัมบอมเบย์ = จน ต่ำต้อย

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"อี้อู๋"บุกไทย

- อี้อู๋ จากจีน สู่ ไทย -

ประเทศจีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอันดับที่ 2 (สูสีญี่ปุ่นรองแค่สหรัฐแต่ก็รุกคืบใกล้เข้ามาไปทุกที!) ประเทศที่สร้างบิ๊กเซอร์ไพรส์มากมายให้โลกต้องตะลึง ไม่ขาดสาย กล่าวกันว่า เพียงแค่พญามังกรเคลื่อนตัวก็เกิดแรงสะท้านสั่นสะเทือนไปทั่วโลก

ก่อนเข้า โครงการอี้อู๋เมืองไทย มาชมสังเขป "อี้อู๋ (Yiwu International Trade Cityt)" ต้นฉบับในจีนก่อน


อี้อู๋ เป็นเมืองค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดของจีนในปัจจุบัน และถูกขนานนามว่า "ซุปเปอร์มาร์เก็ตของโลก" โดยใช้เงินลงทุนกว่า 700 ล้านหยวน ทำให้อี้อูเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าครบวงจร ศูนย์รวมข่าวสาร และฐานการส่งออกสินค้าของประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่การค้ากว่า 1.5 ล้านตร.ม. มีร้านค้ากว่า 5 หมื่นร้านค้า จนมีผู้กล่าวว่า ถ้าเอาร้านค้าในศูนย์ขายส่งสินค้าของอี้อู มาเรียงรายต่อๆกัน จะได้ความยาวประมาณ 24 กิโลเมตร และอาคารนี้มีความยาวกว่า 6 กิโลเมตร มีคนเคยคำนวนว่า ถ้าหยุดทุกร้านร้านละ 1 นาที วันหนึ่งเดิน 8 ชั่วโมง ต้องใช้เวลา กว่า ๒ เดือนจึงเดินให้ทั่วถึงทั้งอาคารได้


......................................................................


มาที่ โครงการ อี้อู๋เมืองไทย หรือ โครงการ "China City Complex (CCC)"
บางนา
(ข้อมูลจากประชาติธุรกิจ)


ตระกูลเก่าแก่ขายที่มรดก 70 ไร่ 700 ล้านบาท ข้างศูนย์วัสดุบุญถาวร บางนา-ตราด กม. 9 สร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้า ภายใต้โครงการ China City Complex ต้นตำรับอี้อู๋ โมเดล ของกลุ่มทุนจีน Yunan-based Ashima Group

โครงการดังกล่าวจะเป็นการพัฒนา ที่ดินบนถนนบางนา-ตราด ก.ม.ที่ 8-9 ในพื้นที่ประมาณ 64 ไร่ มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,200 ล้านหยวน เพื่อจัดทำเป็นศูนย์ค้าส่งออกสินค้าแห่งที่ 2 ภายใต้ "อี้อู๋ โมเดล" (Yi Wu Model) ซึ่งมีเทคโนโลยีโนว์ฮาวทางการค้าส่งเชื่อมโยงกับทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จเป็นแห่งแรกในประเทศจีน

ทั้งนี้แผนพัฒนาการลงทุน China City Complex จะแบ่งโครงการออกเป็น 2 เฟส โดยเฟสที่ 1 ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,500 ล้านหยวน นำร่องก่อสร้างศูนย์ค้าส่งออกสินค้าพื้นที่ขนาด 500,000-700,000 ตารางเมตร เริ่มก่อสร้างเดือนมีนาคม 2554 แล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการไม่เกินไตรมาส 2 ปี 2555 โดยจะเปิดให้ร้านค้าเข้ามาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์รวมกว่า 10,000 ร้านค้า แบ่งสัดส่วนร้านสินค้าไทย 30% และจีน 70% มีการคัดเลือกสินค้าหลักพร้อมส่งออกเข้ามาวางขาย 7 หมวด ได้แก่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม, เครื่องไฟฟ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ, อะไหล่รถยนต์, ของตกแต่งบ้าน, ของเล่นและสินค้าไลฟ์สไตล์, อาหารและสินค้าแปรรูป

ส่วนเฟสที่ 2 จะเริ่มขยายก็ต่อเมื่อผลการดำเนินงานเฟสแรกประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย จากนั้นกลุ่มทุนใหญ่ในจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทธุรกิจภาคเอกชนจีน ภายใต้สมาคม ASEAN-CHINA Economic and Trade Promotion Association เตรียมจะย้ายฐานโรงงานผลิตค้าหมวดต่าง ๆ เข้ามาอยู่ใน China City Complex ในประเทศไทยต่อไป


......................................................................



ลองดู นานาทัศนะ เกี่ยวกับผลกระทบจาก โครงการ อี้อู๋เมืองไทย


....1. นักวิชาการท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า ผลการศึกษาการเคลื่อนย้ายทุนของนักธุรกิจจีนที่เข้ามาพัฒนา เมกะโปรเจ็กต์ศูนย์กระจายสินค้า "ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์" มูลค่า 45,000 ล้านบาท บริเวณถนนบางนา-ตราด ก.ม. 8-9 นั้น ประเมินผลด้านบวก ไทยจะมีนักท่องเที่ยวตลาดจีน โลจิสติกส์สินค้า และกลุ่มธุรกิจไทย 30% ที่ได้รับคัดเลือกเข้าไปเปิดพื้นที่น่าจะขายสินค้าได้ง่ายขึ้น....

...2. ผู้บริโภค จะได้สินค้า ที่หลากหลายขึ้น ในราคาที่ถูกลง ผู้ผลิตในประเทศ ที่เข้มแข็งไม่พอ จะไม่สามารถต่อสู้ในตลาดได้...

....3. เมื่อนำหลักเศรษฐศาสตร์เป็นตัวชี้วัด เกิดการสูญเสียกับผู้ประกอบการไทยทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมมูลค่าปีแรกราว 58,247 ล้านบาท คิดเป็น 0.6% ของจีดีพี แยกได้เป็นผลกระทบทางตรงกับ 1.อุตสาหกรรมการผลิต ศูนย์ค้าส่งหลักอย่างโบ๊เบ๊ สำเพ็ง ประตูน้ำ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าย่อยกระจายอยู่ในแต่ละศูนย์ 2,000-3,000 ร้าน มีรายได้หมุนเวียนศูนย์ละ 3,200-4,800 ล้านบาท/ปี เมื่อ ไชน่า ซิตี้ คอมเพล็กซ์ เปิดบริการ รายได้จะหายไปจากศูนย์เหล่านี้ประมาณ 20% ของรายได้ทั้งหมด...

...4.โครงการนี้ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย มันไม่ใช่โครงการอุุตสาหกรรมที่เราทำเองไม่ได้ถึงต้องส่งเสริมให้ต่างประเทศมาทำ จีนไม่ได้นำความรู้ เทคโนโลยี่อะไรมาให้เรา ไม่ได้ช่วยเราเปิดตลาดต่างประเทศ ศูนย์กาiค้านั้นคนไทยสร้างเองได้ สร้างแบบไหนก็ได้มีมีดาษดื่น

ศูนย์การค้าสินค้าจีน มีแต่นำสินค้าจีนราคาถูกๆมาทุ่มตลาดเมืองไทย พวกนี้ขนกันมาเป็นตึกๆเลยครับ ถ้าใครเคยไปศูนย์ขายส่งในกวางตุ้งจะทราบดี ศูนย์ขายส่งเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ เครื่องครัว สุุขภัณฑ์ไม่ได้ขายกันเป็นซุ้มๆนะครับ ขายกันทีละหลายๆตึก แต่ละตึกเท่าๆเซ็นทรัลบางนาที่อยู่ใกล้ๆ เรียงๆกันไปสองข้างถนน นับรวมกันเป็นสิบๆตึกเลยครับ พวกนี้ค้าขายทุ่มตลาดกันแบบลืมตาย คือว่าตายสิบเกิดร้อยจริงๆ พ่อค้าคนไทยไม่มีทางสู้รบปรบมือได้เลย

การปล่อยให้จีนมาทุ่มค้าปลีกนี่เราเสียเปรียบสุดๆเลยครับ แย่ยิ่งกว่าพวกโลตัส คาร์ฟูร์เสียอีก เพราะพวกนั้นยังขายสินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตในไทย แต่นี่เล่นเอาสินค้าจีนมาทุ่มกลางกทม.นี่ สงสารพวกเอสเอ็มอีจริงๆ

ไม่ใช่เฉพาะเสื้อผ้าที่ตาย ยังมีพวกของเล่น กิ๊ฟท์ช้อป เครื่องประดับ เครื่องไฟฟ้า เครื่องหนัง เครื่องเขียนเฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว ห้องน้ำ คอมพ์ ตายหมู่กันเลยครับ ตายทั้งโรงงานผู้ผลิตและร้านค้าย่อย แรงงานที่จะตกงานอีกเท่าไหร่ น่าอนาถจริงๆ


...5. เจ้าพ่อโบ๊เบ๊ นาย "คมสรรค์ วิจิตรกรม" ประธานศูนย์บริการส่งออกโบ๊เบ๊ และอุปนายกสมาคมชาวโบ๊เบ๊ กล่าวว่า การสร้างศูนย์แสดงสินค้านานาชาติไทย- จีน หรือ China City Complex ทำให้ได้มีการประสานงานกับผู้ประกอบการ SME เป็นหลัก ประมาณ 20,000 กว่ารายในละแวกพื้นที่ ในการที่จะตั้งรับกับ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งในตลาดภายในประเทศที่มีระดับกลางถึงระดับล่าง จะเห็นได้ว่า Consumption ของตลาดจะกระจุกตัวอยู่ 3 จุด ซึ่งได้แก่ โบ๊เบ๊ ประตูน้ำ และจตุจักร มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ซึ่งอุตสาหกรรมรายย่อยที่อยู่ในตลาดค้าส่งนี้ เป็นฐานหลักในการกระจายสินค้าให้ 76 จังหวัด

ดังนั้นหากมีการจัดตั้ง China City Complex ขึ้นมาอาจทำให้ตลาดส่วนนี้ได้รับผลกระทบ ซึ่งได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 3 ส่วน ได้แก่ Trade Logistic และ Property ดังนี้

1. Trade มีแนวคิดว่าหากมีการเกิด China City Complex ขึ้นมา คงเป็นสิ่งที่ยับยั้งได้ยาก ดังนั้น ควรหาวิธีที่จะดำเนินการและดำรงอยู่ต่อไปได้ หรือเดินไปด้วยกันได้ เช่น คนที่เคยเป็นเอเย่นต์ควรเจรจาหรือตกลงกับผู้ค้ารายย่อยก่อนที่จะนำสินค้าเข้ามา โดยเจรจาในเรื่องหลักเกณฑ์ต่างๆ และควรมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ไทยเสียบเปรียบ

เนื่องจากการที่จีนเข้ามาสร้าง China City Complex ก็เพื่อต้องการให้คนจีนนำสินค้าสำเร็จรูปเข้ามาขาย ซึ่งการที่จีนเข้ามามีหน้าร้านในประเทศไทย จะทำให้มูลค่าการค้าของไทยลดลง ความมั่นใจในแบบและดีไซน์จะลดลงในกรณีของบริษัทที่จ้างให้ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตให้ ดังนั้น ทางออก คือ ไทยต้องเจรจาขอเป็นเอเย่นต์ในสินค้าที่จีนผลิตอยู่

2. Logistic ในที่นี้กล่าวถึงโลจิสติกส์ในระดับใกล้ตัว กล่าวคือ ในพื้นที่เศรษฐกิจ 3 แหล่ง ซึ่งได้แก่ โบ๊เบ๊ ประตูน้ำ และจตุจักร ซึ่งผู้ประกอบการในต่างจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด จากเดิมที่เคยซื้อจากแหล่งสินค้าส่ง 3 แหล่งของไทย หากมี China City Complex เกิดขึ้นจะทำให้เกิด Logistic Base ไปอยู่ตรงจุดนั้น ตลาดต่างจังหวัดที่ไม่เน้นดีไซน์จะหายไป โดยจะมุ่งหน้าไปซื้อที่ China City Complex โดยตรง เพื่อไปซื้อสิ่งที่ถูกกว่า

เนื่องจากเป็นสินค้าที่จีนนำเข้ามาขายเองโดยไม่ได้ผ่านเอเย่นทั้ง 3 ตลาดนี้แล้ว จึงทำให้มีการถ่ายเทโลจิสติกส์ไปอยู่ที่จุด China City Complex ซึ่งถ้าหากจีนสามารถบริหารจัดการโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี จะทำให้จีนสามารถชี้นำโลจิสติกส์ในอนาคตได้

3. Property กล่าวคือ มูลค่าของตลาดโบ๊เบ๊ ประตูน้ำ และจตุจักรจะลดลง การแก้ปัญหาตรงจุดนี้ ควรเริ่มจากการสร้างความเข้าใจให้กับนักศึกษาในเรื่องของ AEC เพื่อที่จะทดแทนในส่วนที่ไทยขาดหายไปในเรื่องของมูลค่าต่างๆ ในการพัฒนาและออกแบบสินค้า เพื่อเกิด Young Designer พร้อมกับการสอนให้เป็นผู้ค้าด้วย ทั้งนี้ จะทำให้เกิดความชัดเจนในการเป็นสินค้าของไทย ซึ่งจะสามารถแบ่ง Label และ Market ได้อย่างชัดเจน

สำหรับในส่วนแนวโน้มของธุรกิจที่ผลิตเพื่อขายหน้าร้าน ควรใช้ Knowledge Base ที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพื่อสร้างความแตกต่างในด้านคุณภาพไม่ใช่เป็นการสร้างวิธีการผลิตแข่งกับจีน นอกจากการตั้งรับแล้ว ในส่วนของธุรกิจ SME ควรมีแนวคิดในแนวรุกด้วย โดยการทำตลาดในต่างประเทศเช่นเดียวกับ China City Complex เนื่องจาก SME ไทยจำนวนหนึ่งมีความพร้อมและมีศักยภาพเพียงพอ พร้อมทั้งมีความต้องการทำตลาดในต่างประเทศด้วย จึงควรได้รับการสนับสนุนตรงจุดนี้....

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

จีน-พม่า ทิ้งแผ่นดิน

สารคดี เนื้อหาสังเขปว่าด้วย กุลีจีน ในอดีต...


- MV "วิหคพลัดถิ่น" (ละคร"อยู่กับก๋ง") สะท้อนชีวิตคนจีนในไทย


................................

หนังสือ "คนจีนทิ้งแผ่นดิน"
(หนังสือใหม่ยังพอหาได้ร้านหนังสือทั่วไป ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2553 เอง )


เรื่องราวการอพยพ ของบรรพบุรุษชาวจีนแผ่นดินใหญ่(บรรพบุรุษของพวกเราคนไทยหลายคนนั้นเอง) ที่ตัดสินใจละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาสู่ประเทศสยาม ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาถึงยุครัตนโกสินทร์

...ว่าโดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน อพยพไปทำงานต่างประเทศแดนไกล มิหนำซ้ำยังต้องมาขายแรงงานที่เรียกกันว่า"กุลี" ใช้ชีวิตไม่ได้สะดวกสบายนัก แต่อะไรคือเหตุผลและปัจจัยที่ทำให้พวกเขาต้องทำเช่นนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขานับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นไปอย่างไร พร้อมขนานไปกับเรื่องราวของ "ดร.ซุนยัดเซ็น" นักเคลื่อนไหวทางการเมืองของจีนที่ได้เข้ามาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นระยะๆ มาทำไม? ทำอะไรบ้าง?
เกี่ยวข้องกับคนจีนในไทยยุคนั้นอย่างไร?...เนื้อหาในหนังสือ น่าสนใจทีเดียว

.................................

พม่า ทิ้งแผ่นดิน

- แรงงานพม่าในไทย -

ในยุคศตวรรษที่ 20-21 นี้ สังเกตุว่าชาวพม่าอพยพทิ้งถิ่นฐานมาหากินให้ไทยมากเป็นประวัติการณ์กระจายอยู่ทุกภูมิภาค ส่วนใหญ่ก็มาขายแรงงานทำนองเดียวกับคนจีนในอดีตนั้นเอง...เลยจินตนาการเป็นคำถามว่า...ชาวพม่าจะสามารถพัฒนากลายเป็นอย่างคนจีนที่เป็นอยู่ในไทยได้หรือไม่...(ไม่แน่ แรงงานพม่ายุคนี้เมื่ออยู่ในไทยนานเข้าลงหลักปักฐาน ต่อไปอาจพัฒนาเป็น นายทุน-เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ซ้ำรอยทำนองเดียวกับที่คนจีนได้เป็นมาแล้วก็เป็นได้)...แล้วแรงงานที่เป็นชาวไทยเองล่ะ?...(หรือต่อไปจะไม่มีคนไทยประกอบอาชีพใช้แรงงานกันแล้ว?)...รัฐไทยในยุคนี้จะจัดการกับระบบโครงสร้างแรงงานต่อไปอย่างไร ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย...ยิ่งประเทศตกอยู่ในภาวะแห่งความขัดแย้ง บวกกับทั้งกระแสโลกาภิวัตน์อันเชี่ยวกรากอย่างทุกวันนี้ด้วยแล้ว ยากที่จะคาดเดาว่าจะลงเอยเช่นใด... เผลอๆผิดพลาดโกลาหลเกินเยียวยาขึ้นมา จะกลายเป็นคนไทยเองที่อยู่ไม่ได้จำต้องทิ้งแผ่นดินซ้ำรอยคนจีน-พม่า...อย่าให้ต้องถึงขั้นนั้นเลย!


.................................

"โรฮิงญา" พม่า? ไร้แผ่นดิน
*ข้อมูลบางสาย บอก "โรฮิงญา" แท้จริงไม่ใช่คนพม่า แต่เดิมเป็นคนมุสลิมบังคลาเทศหลบหนีเข้าพม่า รัฐพม่าจึงไม่นับว่าเป็นพลเมือง

ชาวโรฮิงญาถูกลอยแพ รัฐพม่าไม่ยอมรับว่าเป็นสัญชาติพม่า ล่องเรือไปตายดาบหน้าประเทศอื่นก็ไม่มีใครรับ บ้านก็ไม่มีให้กลับ! ... แต่มีข้อมูลหลายรกระแสอ้างว่า...การลอยแพกลุ่มโรฮิงญา ไม่ใช่แค่กลุ่มคนอพยพธรรมดา แต่มีองค์กรลับการเมืองระดับโลกชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นแผนกลยุทธ ลับ ลวง พราง เพื่อหวังผลทางการเมืองอย่างแยบยลบางประการ ?-อาจเพื่อดิสเครดิตประเทศเป้าหมาย ?-ก่อการร้ายรูปแบบใหม่ ? ฯลฯ โดยใช้กลุ่มชน โรฮิงญา เป็น หมาก! ที่เรียกว่า "Rohingya invasion" !

- "ผมกลับไปที่ประเทศพม่าไม่ได้ ถ้ากลับไปผมต้องโดนฆ่าแน่ แต่ตอนนี้ อยู่ที่นี้ผมก็ไม่มีเอกสารที่แสดงสถานะถูกต้องทางกฎหมาย" ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงยาส์ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย -




สัมภาษณ์ โรฮิงญา ที่ จังหวัด ระนอง (ข้อมูลตัดตอนจากส่วนหนึ่งของ ลิงค์ข่าวนี้ )

เดินทางมาประเทศไทยได้อย่างไร และมาจากที่ไหน?
มาเรือ มาจากพม่า จากเมืองมูซีดอง (น่าจะหมายถึงเมืองหนึ่งในรัฐอาระกัน หรือยะไข่ ของพม่า)

ตั้งใจมาประเทศไทยหรือเปล่า และใช้เวลาเท่าไรกว่าจะมาถึง?
เราก็มาเรื่อยๆ หนีมา 13 วันอยู่ในทะเล ถูกทหารพม่าจับอยู่ 6 วัน ต่อยทุกวัน (หมายถึงถูกทำร้าย) ขึ้นเรือแล้วก็ตี (ที่ศีรษะของนายมามุดมีร่องรอยศีรษะแตก)

ทำไมถึงถูกทหารพม่าจับ?
ผ่านมาเจอเรือทหารพม่า

ถูกจับแล้วทำไมถึงมาถึงประเทศไทยได้?
ถูกจับอยู่ 6 วันแล้วก็ปล่อย บอกว่าไม่ต้องกลับมาอีก ถ้ากลับมาจะฆ่าทิ้ง

แล้วมาถึงระนองได้อย่างไร?
เครื่องเรือเสีย ลมพัดไปที่ไหนก็ไป เครื่องบินมาเห็น ทหารไทยเลยเข้ามาช่วย

ทำไมถึงต้องหนีออกจากพม่า?
อยู่พม่าอิสระไม่มี จะไปไหนก็ไม่ได้ ผู้หญิงกับผู้ชายแต่งงานกันไม่ได้ บัตรไม่มี ทหารพม่าบอกให้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลับมาอีก

ทหารไทยปฏิบัติกับพวกคุณอย่างไร?
ทหารไทยไม่ต่อย มีแต่ช่วยเหลือ เราไม่มีข้าว น้ำไม่มี ทหารไทยก็เลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำ

ทำไมถึงพูดภาษาไทยได้?
ตอนอายุ 11-12 เคยมาทำงานที่แม่สอด (จ.ตาก) ตอนนั้นเดินมา ไม่ได้มาทางเรือ มาทำงาน ปลูกข้าวโพดได้ 2 ปี เก็บเงินได้ก็กลับบ้าน แล้วก็กลับมาอีก ก็เลยโดนจับ

เคยได้ยินเรื่องที่ทหารไทยทำร้ายชาวโรฮิงญาหรือเปล่า หมายถึงได้คุยกับคนอื่นแล้วมีคนเคยเล่าให้ฟังไหม?
ไม่เคยได้ยินว่าทหารไทยต่อย เจอทหารไทยก็บอกให้ช่วยหน่อย เขาก็ให้กิน

ช่วงที่ถูกกักตัว เจ้าหน้าที่ดูแลดีไหม ให้ข้าวกินหรือเปล่า และวันๆ หนึ่งทำอะไรบ้าง?
ก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร เขาให้กินข้าววันละ 3 ครั้ง

สมัยอยู่พม่าทำอะไร?
ดำนา ดำนาอย่างเดียว หาปลาไม่ได้ ทอดแหก็ไม่ได้

อยากกลับบ้านไหม
ไม่กลับ ถ้ากลับทหารพม่าจะมาฆ่าทิ้ง

แล้วถ้าถูกส่งกลับจะทำอย่างไร?
ถ้าจะให้กลับ ผมอยากตาย จะกินยาให้ตายเลย เพราะยังไงเขาก็ฆ่าทิ้งอยู่แล้ว

อยากให้ประเทศไทยทำอะไรให้?
อยากให้หางานให้ทำ ทำอะไรก็ได้

สมัยอยู่พม่าเคยฝึกทหารหรือเปล่า โรฮิงญาเป็นเผ่านักรบหรือเปล่า?
ฝึกทหารไม่ได้ ไม่มีการฝึกทหารเพื่อสู้กับใคร เราเป็นทหารไม่ได้

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

รำลึกเพื่อน...สมัยประถม


จากกันไปนาน รำลึกกันหน่อย..."มานะ มานี ปิติ ชูใจ..." ฯลฯ

คนที่เรียนหนังสือชั้นประถมในช่วงยุค พ.ศ. 2521 จนถึงปี 2530 ทุกคนต้องคุ้นชื่อเพื่อนๆข้างต้นเป็นอย่างดี จัดเป็น"มหากาพย์การ์ตูนคอมมิค"ชุดแรกในชีวติที่คนรุ่นนั้นได้สัมผัส :) แต่งโดย อ.รัชนี ศรีไพรวรรณ เขียนภาพประกอบโดย 3 ท่านหนึ่งในนั้นคือ คุณ "เตรียม ชาชุมพร" นักวาดการ์ตูนและนิยายภาพชื่อดังแห่งชัยพฤกษ์การ์ตูน และอีก 2 ท่านคือ"โอม รัชเวช" และ "ปฐม พัวพิมล" แต่ปัจจุบันหนังสือแบบเรียนมานีชูใจ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ยกเลิกไป แล้ว



ใครเป็นใคร มาจากไหน (คนหลักๆ)

มานี รักเผ่าไทย
มีหมาน้อยชื่อ "เจ้าโต" มานีเป็นเด็กเรียนดี เป็นคนเดียวในโรงเรียนที่เรียนต่อระดับมัธยมศึกษาที่กรุงเทพ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มานีเป็นรองประธานนักเรียนของโรงเรียน

มานะ รักเผ่าไทย
เป็นพี่ของมานี มีสัตว์เลี้ยงเป็นนกแก้ว

ปิติ พิทักษ์ถิ่น
มีม้าชื่อ "เจ้าแก่" ตอนหลังเจ้าแก่ตาย ทำให้ปิติเศร้า ต่อมาถูกสลากออมสินเป็นเงินจำนวน 1 หมื่นบาท จึงนำเงินไปซื้อลูกม้าตัวใหม่และตั้งชื่อให้ว่า "เจ้านิล" ทดแทนการตายของเจ้าแก่

วีระ ประสงค์สุข
เป็นเด็กอาภัพ มีพ่อเป็นทหารตายในระหว่างรบ ตั้งแต่วีระยังอยู่ในท้อง ส่วนแม่ตรอมใจตายหลังจากคลอดวีระ 15 วัน ทำให้วีระอยู่กับลุงตั้งแต่เกิด วีระมีลิงแสมชื่อ "เจ้าจ๋อ"

ดวงแก้ว ใจหวัง
มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

ชูใจ เลิศล้ำ
เป็นเพื่อนสนิทมานี มีแมวชื่อ "สีเทา" ชูใจอยู่กับย่าและอา ตั้งแต่เล็ก โดยไม่รู้รายละเอียดของพ่อและแม่ที่แท้จริง ซึ่งความจริงคือ พ่อของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ชูใจอายุ 1 ขวบ ส่วนแม่ก็อาศัยอยู่ต่างประเทศ และต่อมาแม่บินกลับมารับชูใจกลับไปอยู่ด้วยกัน แต่ชูใจกลับเลือกอยู่กับย่า

สมคิด
มีปู่อยู่ที่จังหวัดภูเก็ต จบป.6 แล้วก้ย้ายกลับเรียนต่อและอยู่ที่ภูเก็ต

เพชร
เกิดในครอบครัวจน มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี เคยพุ่งฉมวกปักงูในอุโมงค์ช่วยเหลือเพื่อน แม่ของเพชรถูกงูกัดตายขณะเก็บหน่อไม้ในป่า

จันทร
เป็นผู้หญิง ขาลีบพิการ ในตอนท้ายของเรื่อง ได้รับคัดเลือกให้ร้องเพลง "ความฝันอันสูงสุด" และยังได้อ่านทำนองเสนาะต่อหน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าให้แพทย์หลวง รับตัวไปรับการผ่าตัดขาที่กรุงเทพฯ จนขาหายเป็นปกติ

คุณครูไพลิน
เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ปีที่ 3 คุณครูไพลินพบเกษตรอำเภอที่ชื่อว่า "ทวีป" ครั้งแรกเมื่อคราวไฟไหม้ตลาด ซึ่งเด็กๆ เป็นตัวเชื่อมให้ได้รู้จักและแต่งงาน ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน

คุณครูกมล
เป็นครูประจำชั้นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงปีที่ 6

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เมืองบ้าป้าย!


หนังสือ(ดี) " เมืองบ้าป้าย ไฮเวย์สกปรก บ้านเมืองรกรุงรัง "

กระตุ้นให้สังคมหรือหน่วยงานของรัฐได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้...(คลิกดูรูปใหญ่)

เขียนโดย : นิธิ สถาปิตานนท์ (สถาปนิก / ศิลปินแห่งชาติ) ร่วมด้วยมุมมองจากสถาปนิก นักออกแบบกราฟิก รวมทั้งแนวคิดจากบุคคลในหลายสาขาวิชาชีพ

หนังสือพ็อกเกตบุ๊ก เหมาะสำหรับสาธารณะชนทั่วไป รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ฯลฯ จัดทำขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพยายามให้ผู้อ่านได้เห็นถึงความไม่เป็นระเบียบ ความสกปรกรกรุงรังของเมืองและถนนหนทางในประเทศไทย โดยหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะมีส่วนจุดประกายให้ประชาชนทั่วไปหันมาช่วยกันทำให้บ้านเมืองของเราน่าอยู่และดูสวยงามขึ้น หนังสือเล่มนี้จะเน้นภาพถ่ายจากสถานที่จริงและมีบทความบรรยายภาพ ทั้งในเชิงที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาและเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยพยายามวิเคราะห์ให้เห็นถึงรากของปัญหา สาเหตุของความไม่ถูกต้องเหล่านี้ พร้อมทั้งเชิญชวนผู้อ่าน ได้ร่วมจินตนาการถึงเมืองในฝัน... เมืองน่าอยู่... เมืองที่สวยงาม ที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพียงเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน















วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

หน้าเหมือน มนุษย์ต่างดาว!


เด็กผู้ชายคนนี้เป็น โรคชราในเด็ก
(แล้วเอาอะไรเป็นมาตรฐาน มนุษย์ต่างดาวหน้าตาประมาณนี้... :)


สาเหตุ : โรคชราในเด็กโรคชราในเด็ก Hutchinson-Gilford Progeria Syndrome (HGPS) เกิดจากความผิดปกติของยีน LMNA ตำแหน่งที่ 1824 ทำให้เกิดการแทนที่ของ cytosine ( cytosine คือ 1 ใน 5 สารพื้นฐานใน DNA ) ด้วย thymine ( thymine คือ 1 ใน 4 สารพื้นฐานในกรด nucleic ของ DNA ) ทำให้ร่างกายสร้าง Lamin A ขึ้นมาซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางการพัฒนาของนิวเคลียร์ ( nucleus )

การรักษา เยียวยา : โรคชราในเด็กไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ ได้แต่รักษาตามอาการ เช่นถ้ามีไขมันอุดตันในเส้นเลือด ก็ให้กินยา แอสไพลิน หรือทำ Bypass หัวใจ หรือกินโฮโมนเพิ่มเติมในส่วนที่บกพร่องไป

................................................

- มาว่าด้วย ข่าวคราวมนุษย์ต่างดาว เมื่อไม่นานมานี้ -

ข่าว UFO โผล่ในจีนจนต้องปิดสนามบิน เมื่อเดือน กรกฎา 2010
สนามบินในจีนต้องปิดทำการหลังจากพบเห็นวัตถุลึกลับลักษณะเป็นจุดสว่างเคลื่อน ที่เป็นแนวโค้งด้วยความเร็วสูงบนเหนือน่านฟ้ามณฑลเจ้อเจี้ยงเมืองหังโจว ยานบินลึกลับ หรือ UFO ที่ปรากฎขึ้นมาให้เห็นบนท้องฟ้าจะมีลักษณะเป็นแสงสีขาวสว่างวาบดูน่าสะพรึง กลัว โดยเมื่อเคลื่อนที่ผ่านไปแล้วแสงสีขาวจะยังทอดเป็นหางยาว


.................................................

ชาวฮานอยแตกตื่น UFO! โผล่ขณะผู้นำอาเซียนประชุม ในค่ำวันพฤหัสบดี 28 ต.ค.2010

ผู้ที่ใช้ชื่อว่า "จิมมี หว่าง" (Jimmy Hoang) จากนครออตตาวา เขียนลงในเว็บไซต์ของเวียดนามเอ็กซ์เพรสว่า ปรากฏการณ์แบบนี้เห็นได้ประจำเหนือท้องฟ้าประเทศแคนานาดา ที่มีอากาศเย็นกว่าในเวียดนาม บางครั้งมองเห็นเป็นทางที่ยาวมากจากขอบฟ้าด้านหนึ่งไปจรดอีกด้านหนึ่ง...แต่แม้ผู้อ่านจำนวนมากดูจะพอใจคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่หลายคนซึ่งแม้จะเชื่อว่า ปรากฏการณ์ที่เห็นเมื่อวานนั้นไม่ใช่วัตถุลึกลับอะไร แต่ก็ยังไม่พอใจต่อคำอธิบายเกี่ยวกับ "ลำแสงสีเหลืองส้ม" ที่เห็น เวียดนามเอ็กซ์เพรสกล่าว.


....................................................

27 กันยายน 2010 อดีตนายทหารกองทัพอากาศสหรัฐจำนวน 6 นาย แถลงข่าว

หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐปิดบังข้อมูลเรื่องภัยคุกคามระบบอาวุธนิวเคลียร์ของUFO ถึงแม้จะถูกห้ามไม่ให้เปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะก็ตาม แต่พวกเขาต้องการบอกความจริง ที่เกิดขึ้นหลายปีที่ผ่านมา...เหตุที่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เกิดขึ้นเมื่อ 16 มี.ค.ปี 1967 ที่ฐานทัพกองทัพอากาศสหรัฐในเมืองมอนตาน่า พวกเขาเห็นกับตาว่า มีวัตถุลึกลับบินอยู่เหนือฐานทัพ และได้ทำให้ระบบขีปนาวุธขัดข้อง จากนั้น สัปดาห์ต่อมา ยังเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ที่ฐานทัพอากาศสหรัฐในสถานที่อื่นๆด้วย

และเมื่อปี 2003 ที่ผ่านมา พบว่า แผ่นจานวงกลมขนานใหญ่บินอยู่เหนือบริเวณฐานทัพ ทำให้ระบบขีปนาวุธนิวเคลียร์ขัดข้องหลายเครื่อง นอกจากนี้วัตถุแผ่นจานกลม ได้ยิงแสงยังฐานทัพอากาศเบนต์วอเตอร์ของอังกฤษ และยังลงจอดในบริเวณพื้นที่เก็บอาวุธนิวเคลียร์ด้วย

“เราพิสูจน์ได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง กองทัพอากาศสหรัฐกำลังโกหกเกี่ยวกับภัยคุกคามความมั่นคงแห่งชาติจากวัตถุลึกลับฯต่อฐานทัพนิวเคลียร์ และดูเหมือนจะเมินเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราจะแจกจ่ายเอกสารรัฐบาลที่สามารถยืนยันปฎิบัติการโจมตีของยูเอฟโอ ต่อฐานทัพนิวเคลียร์” พวกเขากล่าว



ต่ออีกหน่อย (ข้อมูลเก่า หลายปีมาแล้ว) ...มนุษย์ต่างดาวติดต่อคนไทย!

ศ.ดร.นพ.เทพนม เมืองแมน อ้างว่าได้เคย สัมภาษณ์มนุษย์ต่างดาว 2 ตน รายละเอียดบางตอน ดังนี้

ถาม : ทำไมท่านจึงมาติดต่อกับผม เพราะบังเอิญหรือเพราะอะไร?

ตอบ : การมาติดต่อกับท่าน ไม่ใช่เพราะเหตุบังเอิญ พวกเราติดต่อกับสายพันธุ์เดียวกันเท่านั้นหรือจะเรียกตามภาษามนุษย์ว่า มีกรรมพัวพันกันก็ได้ มนุษย์ต่างดาวจะมาที่โลกนี้ใน 3 รูปแบบ คือ

1)มาในรูปมนุษย์ต่างดาว อย่างพวกเราขณะนี้
2)มาในแบบถูกส่งมาจุติให้เป็นมนุษย์ ตัวท่านเอง( ดร.เทพนม) ได้ถูกส่งลงมายังโลกนี้ห้าพันกว่าปีแล้ว มีหน้าที่ประสานงานระหว่างมนุษย์กับต่างดาว
3)วิญญาณของมนุษย์ต่างดาวเข้าสิงอยู่ในตัวมนุษย์

ถาม : ขอให้ท่านให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับมนุษย์คู่แรกบนโลกนี้ว่า มาจากไหนกันแน่? มาจากลิงใช่หรือไม่?

ตอบ : มนุษย์ไม่ได้พัฒนามาจากลิงอย่างที่เข้าใจกัน ตามความเป็นจริง มนุษย์เพศชายคนแรกที่พวกท่านเรียกว่า”อาดัม”นั้น ถูกสร้างขึ้นมาที่ดาวนพเคราะห์ดวงหนึ่งนอกระบบสุริยะของท่าน พระผู้สร้างได้ให้พวกเรา นำมนุษย์ผู้นั้นมาไว้ยังโลกนี้ และต่อมาได้สร้างมนุษย์เพศหญิง ที่พวกท่านเรียกว่า “อีฟ” ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง และให้นำมาอยู่ด้วยกัน จนสืบเชื้อสายมีลูกหลานกันมากมายไปทั่วโลก พวกเราเปรียบเสมือนบรรพบุรุษของพวกท่านเหมือนกัน มีหน้าที่คอยดูแลช่วยเหลือพวกท่านอยู่เสมอมา ในระยะ 200 กว่าปีที่ผ่านมา มนุษย์เจริญทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมามาก แต่ทางด้านศีลธรรม และจริยธรรม กลับพัฒนาได้น้อยมาก เมื่อมนุษย์ค้นพบพลังงานใหม่ เช่นพลังปรมาณู ก็นำไปใช้สร้างอาวุธทำลายล้างกัน แทนที่จะนำไปใช้ในด้านพัฒนาสุขภาพและสันติภาพ

ถาม : มนุษย์ต่างดาว จะมายังโลกนี้ ต้องได้รับอนุญาตจากใครก่อนหรือเปล่า?


ตอบ : มนุษย์พิเศษจากดาวอื่นๆ จะมายังโลกนี้ ต้องขออนุญาตจากสมาคมระหว่างดวงดาวก่อนเสมอ หรือถูกส่งให้มาช่วยเหลือในบางเรื่อง แต่เมื่อมาถึงโลกนี้ ก็ยังต้องรายงานกับ”ผู้ตรวจโลก” ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ มนุษย์ต่างดาวที่แอบมาก็มีเหมือนกัน คือ มาโดยไม่ขออนุญาตก่อน ส่วนมากพวกนี้เป็นพวก”ไม่ดี” ซึ่งมีอยู่เหมือนกัน แต่เป็นจำนวนน้อย ปีที่แล้ว มีพวกกลุ่มไม่ดี ได้แอบเข้ามาในโลกของท่าน ด้วยยานอวกาศลำใหญ่ขณะมิติเปิด ขณะนี้สำหรับประเทศไทย กลุ่มไม่ดีลอยอยู่ในบริเวณเขาผีปันน้ำ ในภาคเหนือของประเทศท่าน หากพบยานบินสีดำ อย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วย อันตรายมาก……

ถาม : เมื่อ 6 สิงหาคม 2542 ผมได้รับเชิญจากองค์การนาซ่าและInternational Space University ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมาจัดประชุมอยู่เงียบๆอยู่ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี ให้ไปพูดถึงเรื่อง”การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยูเอฟโอ และผู้ขับขี่ยานบินในประเทศไทย พ.ศ.2540-2542″ และได้รับคำชมเชยจากฝรั่งนักวิชาการ 300 กว่าคนว่า ทำวิจัยได้ดีมาก ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องที่นาซ่าคิดจะไปยึดดาวอังคารทำเหมืองแร่ และส่งคนไปอยู่ 50,000 คน ใน 20 ปีข้างหน้านี้ และทำไมจานบินของท่านมาแล้ว ไม่ยอมบินลงมาต่ำตามที่ขอร้องให้ฝรั่งเห็นทั่วกัน?

ตอบ : เราไปฟังอยู่ตลอดเวลา และไม่พอใจอย่างมาก ที่เขาคิดจะไปยึดดินแดนที่มีเจ้าของแล้ว เช่นที่เคยทำมาในโลกนี้ในอดีต ขอบอกสั้นๆว่า หากรบกัน ก็ไม่มีทางสู้พวกเราได้ ขอให้บอกแก่พวกเขา 3 ข้อ คือ

1)จานบินและมนุษย์ต่างดาวนั้น มีจริง และได้มาเยือนโลกนี้ เป็นเวลานานหลายพันปีแล้ว มนุษย์เปรียบเสมือนลูกหลานของเรา

2)มนุษย์ต่างดาว ไม่ต้องการมายึดครองโลกนี้ ในทำนองเดียวกัน มนุษย์ก็ไม่ควรคิด จะไปยึดครองดวงดาวของเรา เพราะมีเจ้าของแล้ว และไม่มีทางสู้เราได้

3)ขอให้มนุษย์ใช้สติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาโลกนี้ดีกว่า รวมทั้งเตรียมรับภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้

ยานอวกาศของเรา อาจบินไปให้บางคนเห็น แต่เราไม่บินลงต่ำ เพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไร...


- ? ? ? -