วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

"อัปสรา" บอง สลัน เนียง


บอง สลัน เนียง : ภาษาเขมร แปลตรงตัวคือ "พี่รักน้อง"
ประมาณ "I love you" นั้นเอง ;)

หลายคนคงเคยไปเที่ยวกัมพูชาหรือเขมร หรือถึงแม้ไม่เคยไปก็คงได้เห็นภาพจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ระดับโลกอย่าง "ปราสาทนครวัด(Angkor Wat)" กันมาบ้างแล้ว...และคงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทแห่งนี้

มีส่วนหนึ่งภายในปราสาทนครวัดคือ...รูปสลักหินนูนสูง(High Relief) "นางอัปสรา(Apsara)" ซึ่งมีที่มาจากตำนานฮินดู อัปสรา แปลว่า “ผู้กระดิกในน้ำ” ฟังดูแปลกๆ “กระดิกในน้ำ” ในที่นี้คือทะเลน้ำนม (หรือ "เกษียรสมุทร" อันเป็นที่ประทับของพระนารายณ์) ที่ซึ่งเหล่าเทวดาและอสูร ใช้เวลา 1,000 ปี ช่วยกันกวนเพื่อให้ได้น้ำอมฤต(น้ำวิเศษที่ดื่มแล้วเป็นอมตะ แต่อสูรกลับไม่ได้ดื่ม โดนหลอกใช้แรงงานฟรีๆ)แต่ก่อนที่น้ำอมฤตจะออกมา ก็เกิด "นางอัปสรา" กระดุ๊กกระดิ๊กกลายเป็นตัวขึ้นมาก่อน เป็นจำนวนตั้ง 36 ล้าน แต่มีเพียงอัปสรา 1 องค์เท่านั้น ที่ได้รับเกียรติสูงสุด...ถูกอัญเชิญเป็นชายาของพระนารายณ์ หรือพูดให้ฟังง่ายก็ว่า...พระนารายณ์ท่านเลยเอาไปทำเมียนั้นเอง (หนึ่งในมหาเทพจ้าวจักรวาลทั้ง 3 ที่เรียกว่า"ตรีมูรติ" ได้แก่ พระพรหม-ศิวะ-นารายณ์) นั้นคือ นางอัปสรานามว่า..."พระนางลักษมีเทวี" ส่วนที่เหลืออีก 35 ล้านองค์ หามีเทวดาองค์ใดรับเป็นชายาไม่ แต่ได้จัดให้ทุกองค์ตกเป็นของกลางแห่งสวรรค์...เป็นสมบัติผลัดกันชมว่างั้น...แต่ถึงอย่างไรก็ตามอัปสราเหล่านั้นก็มีฐานะเป็นเทพี ได้รับการยกย่อง เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม มิได้ถูกลบหลู่หยามเกียรติแต่ประการใด (เรื่อง ตำนานตรีมูรติ เทวดา อสูร ฯลฯ ในฮินดูนี้นอกจากเป็นเรื่องที่แฟนตาซีสนุกสนานแล้ว ยังเป็นถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของประเทศย่านเอเชียอาคเนย์รวมทั้งไทยเราด้วย สังเกตุดูซิครับศิลปวัฒนธรรมไทย วัดวาอาราม วรรณกรรม เป็นเรื่อง ฮินดู เสีย 60-70%เลย ที่เหลือก็เป็น คติจากพุทธและอื่นๆ)

รู้เรื่องตำนานนางอัปสราแล้ว ก็กลับมาที่รูปสลักอัปสราในปราสาทหินกันต่อ จากรูปจะเห็นว่าเธอทั้งหลาย แต่งองค์ทรงเครื่องในสไตล์เปลือย-อก นุ่งน้อยห่มน้อย รูปร่างอรชรงดงามเปี่ยมเสน่ห์น่าหลงใหล เคยนึกเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าเป็นภาพเหมือนจริงน่าจะออกมาประมาณไหน? จนในที่สุด...เมื่อได้พบเว็บไซต์ศิลปินเขมรท่านหนึ่ง นามว่า..."Reahu : ราหู" จาก Reahu.net เห็นภาพแล้วถึงกับตะลึงในความงามและอุทานเป็นภาษาเขมรว่า..."อัปสรา" บอง สลัน เนียง...


"ราหู.เน็ต" เป็นเว็บงานจิตรกรรมดิจิตอล-ศิลปะสักบนผิวหนัง(Tatoo) เนื้อหาที่ถูกนำมาสร้างสรรค์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และตัวละครในตำนานมหากาพย์ฮินดู อาทิ มหาภารตะ, รามเกียรติ์ และมีงานชุดหนึ่งเกี่ยวกับ "อัปสรา" โดยตรงซึ่งเป็นงานที่ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างร้อนแรง...ว่าเป็นการสร้างความเสื่อมเสีย-ลบหลู่ต่อศิลปวัฒนธรรมอันดีของชาติหรือไม่!! ถึงขั้นรัฐบาลกัมพูชาต้องเข้ามาพิจารณาประเด็นนี้ด้วยตัวเองและมีข่าวออกมาแว่วๆว่า...อาจรุนแรงถึงขั้นสั่งปิดเว็บไซต์!







ดูผลงานอื่นๆของ "ราหู" และรายละเอียดเพิ่มเติม : http://reahu.net/

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

- ภาคผนวก -

เท่าที่สังเกตุ ขอสันนิษฐาน!! ว่า...ศิลปินท่านนี้คงได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบ-สีสัน มาจากงานของศิลปินนักวาดภาพแฟนตาซีในดวงใจผมอีกท่าน นามว่า..."Boris Vallejo" ส่วนเทคนิคก็ต่างกันตามยุคสมัย

- Boris Vallejo ใช้เทคนิคคลาสสิคคือ วาดด้วยสีน้ำมันหรือสีอะคริลิคบนกระดาษหรือผ้าใบ

- Reahu ใช้เทคนิคดิจิตอลด้วยคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า *Matte Painting (คือการนำเอาภาพถ่าย,ภาพวาด,ภาพที่สร้างด้วยคอม ฯลฯ มาผสมผสานกันโดยจัดองค์ประกอบ, ตกแต่ง, ปรับสีสัน (Retouching)ให้ดูกลมกลืนแนบเนียนสมจริง)

เว็บรวมผลงานของ Boris Vallejo : http://vallejo.ural.net/


วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

"ได้ซิลูก"(จากเรื่องจริง)

True Story
<จากเรื่องจริงอันน่าประทับใจ>

... A son says to his father: 'Dad, would you be willingly to run a marathon with me?'
วันนึงลูกชายได้พูดกับพ่อของเขาว่า 'พ่อครับ พ่อจะไปวิ่งมาราธอนกับผมได้ไหม'

The father, despite his age and a heart disease, says 'YES'.
ถึงแม้ว่าตัวคุณพ่อเองจะอายุมากแล้ว แถมยังเป็นโรคหัวใจ เขาเลือกที่จะตอบลูกของเขากลับไปว่า 'ได้ซิลูก'

And they run that marathon, together.
หลังจากนั้นทั้งสองก็วิ่งมาราธอนด้วยกัน

The son asks: 'Dad, can you run another marathon with me?' Again father says 'YES'.
อีกวันนึง ลูกชายได้ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า 'พ่อครับ พ่อจะวิ่งมาราธอนกับผมอีกครั้งได้ไหม' แน่นอนว่า พ่อตอบกลับไปว่า 'ได้ซิลูก'

They run another marathon, together.
เขาทั้งสองก็ได้วิ่งมาราธอนรายการอื่นอีกครั้งด้วยกัน

One day the son asks his father: 'Dad, would please do the Iron Man with me?'
และอีกวันนึง ลูกชายก็ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า 'พ่อครับพ่อจะลงแข่ง Iron Man กับผมได้ไหม'

Now just in case you wouldn't know, 'The Iron Man' is the toughest triatlon in existance; 4km swimming, then 180 km by bike, and finaly another 42 km running, in one stroke.
สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Iron Man คืออะไร(ไม่ใช่ฮีโร่ในหนังนะ55) มันก็คือไตรกีฬานั่นเองในภาษาไทย รายการนี้จะรวมมนุษย์เหล็กจากทั่วโลกมาแข่งขันกันโดยแบ่งออกเป็น ว่ายน้ำ 4 กิโล ปั่นจักรยาน 180 กิโล และ วิ่ง 42 กิโล โดยไม่มีการหยุดพัก ใครเข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

Again father says 'YES'
และก็อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อไม่ได้ตอบปฏิเสธ 'ได้ซิลูก'

Maybe this doesn't 'touch' you yet by heart ... until you see this movie (put on sound!)
บางทีบทสนทนานี้คุณอาจจะยังไม่เข้าใจ และยังไม่เกิดความประทับใจกับมัน...จนกระทั่งคุณได้ดูคลิปล่างนี้(เปิดเสียงด้วย!) (แล้วคุณจะประทับใจอย่างแน่นอน <ถ้าไม่ได้ดูมาแล้วเกิดมารู้ตอนหลังคุณจะเสียดาย> :)

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ซำบายดี"ดวงจำปา"

...ดูหนัง DVD สบายดีหลวงพระบาง...ทำให้นึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ เป็นเพลงลาวพื้นบ้านเพลงหนึ่ง...

"ดวงจำปา"
สุนทรีย์ม่วนซื่นหลายๆ งดงามหมดจดทั้งถ้อยคำเนื้อร้องและท่วงทำนอง

"ดวงจำปา"

โดย หงา-คาราวาน อัลบั้ม คนไกลบ้าน


" โอ้ ดวงจำปา เวลาชมดอก
คิดถึงบ้านช่อง มองเห็นหัวใจ
เฮานึกขึ้นได้ ในกลิ่นเจ้าหอม
เห็นสวนดอกไม้ บิดาปลูกไว้ ตั้งแต่ใดมา
เวลาหงอยเหงา ยังช่วยบรรเทา ให้หายโศกา
โอ้ ดวงจำปา คู่เคียงเฮามา แต่ยามน้อยเอย

กลิ่นเจ้าสำคัญ ติดพันหัวใจ
เป็นตาฮักใคร่ แพงไว้เชยชม
ยามเหงาเฮาดม เอ๋ยจำปาหอม
เมื่อดมกลิ่นเจ้า ปานพบเพื่อนเก่า ที่ได้พรากจากไป
เจ้าเป็นดอกไม้ ที่งามวิไล ตั้งแต่ใดมา
โอ้ ดวงจำปา มาลาขวัญฮัก ของเรียมนี่เอย

โอ้ ดวงจำปา บุบผาเมืองลาว
งามดังดวงดาว ชาวลาวปลื้มใจ
เมื่อตกอยู่ใน แดนดินลานช้าง
เมื่อได้พลัดพราก อดีตพลัดจาก
บ้านเกิดเมืองนอน ข้อยจะเอาเจ้า
เป็นเพื่อนร่วมเหงา เท่าสิ้นชีวา

โอ้ ดวงจำปา มาลางามจริง มิ่งเมืองลาวเอย"

..................................................................................

- ภาคผนวก - อุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมชบวนการต่อสู้กู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส เมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา โดยอุตมะ ได้ใช้ “ดอกจำปา” หรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ใอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว โดยใช้ทำนองขับทุ้มหลวงพระบางในการเอื้อนเพลง "ดวงจำปา" เพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศลาวได้ปกครองตนเอง และหลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ ตลอดสองฝั่งโขงจากลาวเหนือที่พงสาลีจรดจำปาศักดิ์ที่ปากเซก็นิยมขับทุ้มเพลงนี้กันทั่ว...