วันจันทร์, พฤษภาคม 25, 2009

สิ่งใดไม่รู้ สมมุติมันขึ้นมา

ปก CD ชุด ในทรรศนะของข้าพเจ้า โดย มาโนช พุฒตาล

นี้คืองานดนตรีแนว Rock โดยร็อคเกอร์ไทยรุ่นใหญ่ ไม่ใช่เพลงแนวตลาดรักซ้ำซากหรือวงดนตรีที่สร้างภาพตัวเองเป็นอินดี้ ติสแดก! แต่ดนตรีมั่วๆเนื้อหาชวนฟุ้งซ่านปวดหัว! เป็นงานสมบูรณ์แบบไร้ที่ติทั้งเอกลักษณ์พลังเสียงร้อง ฝีมือการสร้างสรรค์ทำนองและเนื้อหาเพลงอันอุดมไปด้วยพลังแห่งพุทธิปัญญา แง่คิดมุมมอง และจินตนาการ งานดนตรีโดยคนไทยคุณภาพระดับนี้ในยุคปัจจุบันหาฟังได้ยากเต็มที!

*ข้อแนะนำ : ถ้าคุณคิดจะชื้อเพลงอัลบั้มนี้(หายากหน่อยนะ) คงต้องซื้อ 2 ก็อปปี้ ชุดหนึ่งไว้เปิดฟัง อีกชุดหนึ่งเอาไว้บนหิ้งเพื่อไว้กราบก่อนนอน(ฮา! :)

เพลง : โลกสมมุติ / อัลบั้ม ในทรรศนะของข้าพเจ้า โดย มาโนช พุฒตาล


...

มนุษยชาติสงสัย ศึกษาและค้นคว้ามานมนานแล้วว่า... ชีวิตคือะไร, ชีวิตมาจากไหน, มีพระเจ้าสร้างหรือไม่ จักรวาล-ธรรมชาติ-ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏขึ้นและวิวัฒนาการเรื่อยมานี้มีจุดมุ่งหมายอะไรหรือเปล่า? ความปรารถนาใคร่รู้นี้รุนแรงถึงขนาดมนุษย์ยุคปัจจุบันต้องลงทุนมหาศาลสร้างองค์กรอย่าง "NASA" หรือ "CERN" ฯลฯ เพื่อหาคำตอบ!

CERN : ปฏิบัติการค้นหาความลับของจักรวาล

มีคนถามปัญหาทำนองนี้กับพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ตอบและเรียกเรื่องทำนองนี้ว่า "อจินไตย" หรือสิ่งที่ไม่ควรคิด เนื่องจากถ้าขืนคิดจะมีส่วนของความเป็นบ้า! เพราะสิ่งเหล่านี้มิอาจบรรลุได้ด้วยการคิด และเรื่องทำนองนี้ถึงแม้ท่านตอบไปคนฟังก็มิอาจพอใจได้เพราะไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง ตอบไปก็จะก่อให้เกิดการถกเถียงเสียเวลาเปล่า แต่ท่านก็ไม่ได้ตัดบทเสียทีเดียวว่าจะรู้สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพียงแต่ให้สติว่าอย่าไปใช้วิธีนั้งคิดเดี๋ยวจะบ้าได้ และท่านก็แนะนำเสริมว่า...ในชีวิตมีเรื่องเร่งด่วนที่ควรกระทำมากกว่าไปศึกษาเรื่องอจินไตย นั้นคือ เรื่องการดับทุกข์

เคยดูหนังเรื่อง "ตรีมูรติ" (เคยฉายทางช่อง TPBS และมีขายเป็นชุดตามร้านดีวีดีทั่วไป) ซึ่งสร้างขึ้นจากคติความเชื่อของศาสนาฮินดู บรรยายไว้ว่า จักรวาลและโลกเกิดจาก "พระเจ้า" ส่วนพระเจ้านั้นกำเนิดออกมาจากสิ่งที่เรียกว่า " ปรมาตมัน หรือเรียกอีกอย่างว่า "พรหมมัน"??? " จากนั้นพระเจ้าแบ่งร่างตัวเองออกมาเป็น 3 ภาค เพื่อแบ่งหน้ากันทำ(หรือแบ่งกันเล่น?) นั้นคือ 1.พระพรหม มีหน้าที่สร้างจักรวาล ชีวิต และสรรพสิ่ง(จักรวาลทั้งหมดนะครับไม่ใช่แค่โลก) โดยสิ่งที่มีชีวิตที่พระพรหมสร้างมีส่วนประกอบอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "ชีวาตมัน" หรือจิต หรือวิญญาณ นั้นเอง, 2.พระวิษณุหรือพระนารายณ์ คอยดูแลปกป้องรักษาให้จักรวาลทั้งมวลดำเนินต่อไป, 3.พระศิวะหรือพระอิศวร ทำหน้าที่ทำลายหรือล้างบางเมื่อถึงคราวที่เห็นสมควร แต่ก่อนช่วงที่พระเจ้าจะแบ่งร่างเป็น 3 องค์นั้นได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า "มาร!(ซาตาน หรือ อสูร แล้วแต่จะเรียก)" ขึ้นมาก่อน...

ตรีมูรติ VCD ทั้งหมด 34 แผ่นจบ เล่าเรื่องราวละเอียดโดยเฉพาะการสร้างจักรวาล (ดูกันตาแฉะ)

มาร มีพลังและความฉลาดใกล้เคียงกับพระเจ้า ในหนังตรีมูรติตอนแรกๆหลังจากพระเจ้าสร้างมาร มารก็ได้สู้กับพระเจ้าและทำให้พระเจ้าบาดเจ็บเป็นแผลถึง 3 แผล! เหตุผลที่พระเจ้าสร้างมารขึ้นมา เกิดจากแนวคิดที่ว่า ถ้าไม่มีตัวขัดแย้งกับท่าน จักรวาลจะเงียบเกินไปไม่สนุก ไม่มีสีสัน ไม่พัฒนา เพราะเป้าหมายของพระเจ้าคือ ต้องการเห็นการพัฒนาของจักรวาลอย่างมีสีสัน! การเรียกว่า ตรีมูรติหรือพระเจ้า 3 องค์ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว ควรเรียกว่า พระเจ้า 4 องค์ โดยรวม มาร เข้าไปด้วย เพราะถ้าพิจารณาดีๆ มารก็แบ่งภาคมาจากพระเจ้านั้นเอง เช่นเดียวกับ พระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ หาใช่คนอื่นคนไกลไม่ และมารได้ทำหน้าที่คอยขัดขวางขัดแย้งตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์...และในบทประพันธ์นวนิยาย-ภาพยนตร์ "เทวาและซาตาน" ของ "แดน บราวน์" กล่าวถึงองค์กร CERN ได้ค้นพบสสารชนิดหนึ่งเป็นขั้วตรงกันข้ามกับสสารที่เรียกว่า "ปฏิสสาร (Antimatter)" หรือในหนังเรียกว่า "เถ้าธุลีของพระเจ้า" หรือ "อนุภาคของพระเจ้า" ในทางทฤษฎีแล้ว ปฏิสสาร มีปริมาณพอๆกับสสารที่เกิดจากระเบิด "บิกแบง" (Big Bang) เมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีมาแล้ว และที่น่าสนใจ คือ สสารกับปฏิสสารต่างทำลายล้างซึ่งกันและกัน แต่เหตุใดจึงมีสสารออกมาในรูปของดวงดาว ดาวเคราะห์และผู้คนอยู่เต็มไปหมดในเอกภพ นั่นคือหนึ่งในความลึกลับของจักรวาลวิทยา...แนวคิดระหว่างจักรวาลวิทยาศาสนาฮินดูกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ดูจะสอดคล้องใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

"เทวาและซาตาน" ฉบับนวนิยาย

ในเมื่อพระเจ้า 4 องค์นี้ กำเนิดออกมาจาก ปรมาตมัน! แสดงว่า ปรมาตมันนี้จะต้องมโหฬารมาก!ใหญ่กว่าพระเจ้า! แต่ในคติฮินดูเองก็ไม่ได้มีคำอธิบายไว้มากนักว่าปรมาตมันเป็นอย่างไร? เพียงแต่บอกว่าสั้นๆเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ต้องสัมผัสเอง (คล้ายๆกับรสอาหาร เปรี้ยว หวาน เค็ม ฯลฯ ใครจะอธิบายได้ว่า เปรียวเป็นอย่างไร! ต้องสัมผัสเอง) เป็นสิ่งที่อยู่ได้ด้วยตัวเองไม่มีใครสร้างไม่ได้เกิดจากเหตุและผลใดๆ และก็ไม่ได้เป็นพระเจ้าสร้างโลก พระเจ้าแค่สิ่งเล็กๆที่หลุดออกมาจาก ปรมาตมัน อีกที!

ห่วงโช๋อาหาร ผู้ล่าและผู้ถูกล่า ก่อเกิดวิวัฒนาการ

ในทฤษฏีวิวัฒนาการสมัยใหม่กล่าวว่า...พัฒนาการต่างๆในธรรมชาติเกิดจาก การขัดแย้ง อาทิ ห่วงโซ่อาหาร นั้นคือ สิ่งมีชีวิตต้องมี ผู้ล่าและผู้ถูกล่า โดยผู้ล่าวิวัฒนาการเพื่อล่าให้ได้ดีที่สุดทั้งนี้เพื่อจะได้กินและดำรงอยู่รอดเพื่อจะได้สืบพันธุ์ต่อไป ส่วนผู้ถูกล่าก็วิวัฒนาการเพื่อหนีจากการถูกไล่ล่าให้ได้ดีมีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อจะกิน-อยู่รอดและได้สืบพันธุ์ต่อไปเช่นกัน ถ้าไม่มีการขัดแย้งทำนองนี้ก็จะไม่มีวิวัฒนาการและพัฒนาการใดๆเกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตก็จะหยุดนิ่ง! ซึ่งหลักการนี้ตรงกับแนวคิดแบบ "เต๋า" ของจีนที่ว่า ก่อนจะกำเนิดสรรพสิ่งมี เต๋า ดำรงอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง จากนั้นก็กำเนิดสิ่ง 2 สิ่งคือ หยินและหยาง ซึ่งขัดแย้งเป็นขั้วตรงกันข้างกัน และจากการขัดแย้งของหยินหยางก่อให้เกิดสรรพสิ่งเอนกอนันต์ไม่รู้จบและที่น่าสนใจอีกอย่างหากโยงกลับไปที่เรื่อง "เทวาและซาตาน" ในเรื่องนี้จะกล่าวถึงพวก "อิลูมินาติ"(พวกต่อต้านคริสตจักรโดยเฉพาะเรื่องแนวคิดกำเนิดจักรวาล-กำเนิดชีวิต) ตัวหนังสือสัญลักษณ์แบบอิลูมินาเมื่อหมุนกลับหัวแล้วจะได้เป็นภาพเดิม ซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกับ สัญลักษณ์ หยิน หยาง ของ เต๋า (อิลูมินาติ ตรีมูรติ มาแนว ติ ติ คล้ายๆกันนะ)

หรือเต๋า คือสิ่งเดียวกับ ปรมาตมัน และพวกเต๋า มีความเกี่ยวข้องกับ พวกอิลูมินาติ ???

ในหนัง ตรีมูรติ ถ้าใครได้ดูจะสังเกตเห็นได้ว่า พระเจ้า 3 องค์ นั้งดูชมความเป็นไปในจักรวาลและโลกอย่างสนุกสนานครื้นเครงเหมือนกับที่เราดูภาพยนตร์ ถ้าช่วงไหนไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นท่านก็นอนหลับยาวอย่างกรณีพระนารายณ์ท่านจะหลับในเกษียรสมุทร และบางโอกาสท่านนึกสนุกหรือเห็นท่าสถานะการณ์ไม่ค่อยดี ก็แบ่งภาคมาเกิดและลงเล่นด้วยเสียเองเลย อาจมาในรูปสัตว์บ้าง มนุษย์บ้าง เทวดาบ้าง ฯลฯ ที่เรียกกันว่า "การอวตาร" เป็นภาคต่างๆนั้นเอง พิจารณาดูความเป็นต่างๆในหนังตรีมูรติแล้วจะพูดว่า... จักรวาลสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นแค่ "เกมส์ของพระเจ้า" ก็ได้กระมัง พระเจ้าได้วางกฏเกณฑ์กติกาการเล่นต่างๆไว้ตั้งแต่แรกสร้างจักรวาลแล้วโดยมาในรูปแบบของกฏธรรมชาติต่างๆที่มนุษย์ค้นพบ เช่น กฏฟิสิกส์ กฏชีวภาพ หลุมดำ หรือแม้แต่ กฎแห่งกรรม!! ฯลฯ มนุษย์เราจึงเป็นแค่หมากตัวเล็กๆตัวหนึ่งในเกมส์นี้ และพระเจ้าก็ได้ฝังโปรแกรมสัญชาตญาณต่างๆไว้ในตัวสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ มนุษย์ หรือแม้แต่เทวดา! ไว้ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน ไม่ว่าสัญชาตญาณ การกลัว การสืบพันธุ์ การดิ้นรนเอาตัวรอด ฯลฯ ในคติ ฮินดู มีหลักการว่า ถ้ามนุษย์บำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมทำสมาธิอันหมายถึงต้องทวนกระแสสัญชาตญาณดิบต่างๆที่พระเจ้าฝังไว้ ถ้าสำเร็จก็สามารถกลับไปรวมกับปรมาตมันได้ ถ้าไม่สำเร็จก็อยู่ในเกมส์ต่อไป

!! จักรวาล ชีวิตและสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นเพียงแค่เกมส์??? !!

และถ้าเราโยงเรื่องนี้กับตำนานฝ่ายพุทธอาจตีความได้ว่า พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลหนึ่งที่ปฏิเสธเกมส์ของพระเจ้า! และหาทางออกจากเกมส์ได้สำเร็จ โดยเรียกสิ่งที่ท่านบรรลุว่า "นิพพาน"(เกี่ยวอะไรกับปรมาตมันหรือเปล่า?) ซึ่งพญามารไม่พอใจนัก ใครเคยเรียนวิชาพุทธศาสนาคงเคยได้ยินมาบ้างว่า...ขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังทำความเพียร ก็มีพญามารและพวกพ้องพยายามขัดขวางต่างๆนานาแต่ไม่สำเร็จ และในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า พญามารก็เลยขอให้พระพุทธเจ้า ดับขันธ์ หรือ ขอให้ตายไปซะ! แต่พุทธเจ้าปฏิเสธ มารก็เลยขอในทำนอง... "ถ้างั้นก็ขออย่าได้เอาเรื่งที่บรรลุ(ความลับเรื่องเกมส์)ไปสั่งสอนใคร เพราะถ้ามีคนรู้เรื่องนี้มากเดี๋ยวเกมส์จะไม่สนุก!" พระพุทธเจ้าก็ปฏิเสธอีก แต่ท่านก็ไม่เน้นสอนหรือพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวพระเจ้าผู้สร้างจักรวาลหรือเรื่องทำนองอจินไตย ดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้ ท่านจะเน้นสอนวิธีเพื่อการหลุดพ้นจากทุกข์เป็นหลัก...หรือว่าจริงๆแล้วการบรรลุธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งในเกมส์ของพระเจ้า???

ถ้าไปดูหลักการของชาวพุทธกับฮินดูในปัจจุบันนี้จะเห็นว่าคติความเชื่อและการปฏิบัติบางเรื่องคล้ายคลึงกันมาก เช่น การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องกรรม เรื่องภพภูมิต่างๆ เช่น นรก สวรรค์ เทวดา เปรต อสุรกาย พญานาค พญามาร ฯลฯ การกราบไหว้เทวรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น แต่นักวิชาการและพระสงฆ์บางท่านก็ให้ทัศนะว่า โดยดั้งเดิมแล้วพุทธกับฮินดูนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าปฏิเสธเรื่องพระจ้า-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นรกสรรค์ การกราบไหว้บูชาอ้อนวอนเทพเจ้า เทวรูปและวัตถุทั้งหลายนั้นเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ เป็นเรื่องที่ชนชั้นสูง(กษัตริย์-พรามณ์)ยุคนั้นสร้างขึ้นกล่อมประชาชนให้งมงาย เพื่อหวังผลทางการเมืองการปกครองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่เหตุที่ในพุทธศาสนามีเรื่องทำนองนี้ปะปนเพราะมีการบิดเบือนที่เกิดขึ้นในยุคหลังๆ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นปลีกย่อยที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและยังคงถกเถียงโต้แย้งกันไม่จบไม่สิ้นจนถึงทุกวัน


พระพุทธเจ้าเผชิญหน้าพญามาร Version ภาพยนตร์ "The Little Buddha"

ปัจจุบันถึงแม้ว่ามนุษย์จะค้นพบและเข้าใจกฏเกณฑ์ต่างๆในธรรมชาติและนำมาใช้เป็นประโยชน์กับตัวเองได้อย่างมากมายดังที่เห็นอยู่ในรูปแบบของวิทยาการเทคโนโลยีต่างๆ จนมนุษย์หลงตัวเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตวิเศษในโลกไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไงก็ตามเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ในธรรมชาติและจักรวาลก็จะพบว่ามนุษย์เป็นแค่เศษฝุ่นเล็กๆ ถ้าจำเหตุการณ์ สึนามิ หรือ พายุแคทริน่าถล่ม จะเห็นว่ามนุษย์ก็ได้แต่จ้องดูหายนะให้ผ่านไปเฉยๆต่อหน้าต่อตา ไม่มีพลังอำนาจอะไรจะต่อต้านพลังธรรมชาติได้เลย และมนุษย์ก็ยังคงสับสนงุนงง-มึนในตัวเองและยังคงพยายามศึกษาทำความเข้าใจกับหลายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พระเจ้าอาจกำลังเฝ้าดูและหัวเราะอยู่!..

จักรวาลและสรรพสิ่งยังคงลึกลับ ดังตอนหนึ่งในเรื่องตรีมูรติที่พระนารัท(เทพคนสนิทของพระนารายณ์) มักกล่าวอยู่บ่อยๆว่า "พระผู้เป็นเจ้าท่านลึกลับเสมอ นาร้ายณ์ นารายณ์" มนุษยชาตินับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันยังคงแก้ปัญหาความงุนงงสงสัยต่างๆที่ยังไม่มีคำตอบด้วยกรอบเดิมๆนั้นคือ การสมมุติอะไรสักอย่างขึ้นมาเชื่อถือและปฏิบัติตามไปพรางๆก่อน แม้แต่ในสิงที่เรียกว่าวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ก็ยังอยู่ในกรอบนี้ นั้นคือเริ่มด้วยการ "ตั้งสมมติฐาน"..."สิ่งใดไม่รู้ สมมุติมันขึ้นมา"

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 17, 2009

(โคตร)ไร้สาระนุกรม


มีเว็ปไซต์อินดี้ไทยเว็บหนึ่ง "ไร้สาระนุกรม" หรือ http://th.uncyclopedia.info/ เป็นเว็บที่เลียนแบบดัดแปลงรูปแบบจากเว็บสารานุกรมโลก "Wikipedia" จัดทำออกมาดูจริงจัง -เป็นระบบ(คงว่างมาก) เรียกว่าไร้สาระได้อย่างเป็นทางการ (แต่รู้สึกว่าเว็บจะล่มบ่อย ไม่รู้ว่าคนเข้าเยอะหรือใกล้จะเจ๊ง!)

- เว็บที่ ด่าและล้อเลียนไปได้ทุกเรื่อง -

เมื่อเรื่องราวจริงจังถูกมองเป็นเรื่องไร้สาระเฮฮาขำๆไปเสียทุกเรื่องโดยเนื้อหาค่อนข้างจะออกเป็นด้านมืด+สัปดน!... การพาดพิงคนดัง การล้อเลียน-ประชดประชัน ฯลฯ จนบางเรื่องเล่นค่อนข้างแรงถึงล่อแหลม! เผลอๆอาจโดนฟ้องร้อง-โดนสั่งปิด! โดยเฉพาะเรื่องล้อเลียนพาดพิงคนอื่น แต่ก็มีหลายเรื่องที่สะท้อนความจริงบางอย่างในชีวิต-สังคมได้น่าสนใจ...ก็อย่างว่านะเนื่องจากเป็นเว็บ Open ใครเข้ามาเขียนละเลงยังไงก็ได้ ไม่มีการตรวจสอบกลั่นกรองใดๆทั้งสิ้น และอีกอย่าง ชื่อเขาบอกอยู่แล้วว่า "ไร้สาระนุกรม"อย่างน้อยก็ประกาศตัวตนชัดเจน ตรงไปตรงมา...และเมื่อพิจารณาในแง่มุมของ การสร้างคำ(สัปดนๆ+ดิบห่าม) การตบแต่งภาพ การเลือกภาพ การหาข้อมูล การคิดพล็อต โดยรวมแล้วจะเห็นว่ามีความคิดสร้างสรรค์-ลูกเล่นพลิกแพลงและฝีมือที่ไม่ธรรมดาเลย...คิดได้ไง(แสดดด)


ตัวอย่างเนื้อหาบางเรื่อง-บางตอน ในเว็บไซน์แห่งนี้...


การเซ็นเซอร์ ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่


การกำเนิด
การเซ็นเซอร์ ถือกำเนิดมาในยุคไหนมิอาจจะทราบได้ รู้เพียงแต่ว่า เกิดมาเพื่อกีดกันไม่ให้ผู้รับสารได้รับสารอันซึ่งไม่เหมาะกับตนโดยการตัดสินใจของผู้มีอำนาจการปกครองมากกว่า โดยในประเทศไทยการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจะเห็นได้ชัดในยุคของ ทุจศิล กินชะมัดข้อมูลปกปิด แต่ตามปรกติแล้ว การเซ็นเซอร์ไม่จำเป็นต้องเกิดจากทางภาครัฐก็ได้ แต่บุคคลทั่วๆไปในสังคมก็อาจจะเซ็นเซอร์ได้ เช่น พ่อแม่เซ็นเซอร์หนังโป๊เพื่อไม่ให้ลูกชมก่อนถึงวัยอันควร หรือ ภรรยาเซ็นเซอร์น้องสาวของตนเพื่อไม่ให้สามีมากะลิ้มกะเหลี่ย หรือ นักการเมีย เซ็นเซอร์สิ่งที่ตนเองทำ เพื่อปิดบังการคอรัปชั่นของตน โดยไม่ให้ประชาชนมารับรู้...

ผลกระทบของการเซ็นเซอร์ต่อสังคม
การเซ็นเซอร์มีผลกระทบไปในวงกว้างของสังคม อันดับแรกคือผู้เสพสื่อระดับเยาวชน ช่วงอายุ 0 ถึง 18 ปี จะได้ไม่มีสื่ออันเป็นพิษเป็นภัยสำหรับตนอันได้แก่หนังโป๊เปลือยไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ หรือหนังบู๊เลือดสาดที่ถูกใส่ไว้ในโทรทัศน์หลังสองยามเป็นต้นไป โดยการถอดถอน หรือเซ็นเซอร์ของผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่าภาครัฐ และ องค์กรต่างๆไม่ว่าของทางรัฐบาลหรือเอกชน และการถ่ายภาพโป๊เปลือยของดาราในหนังสือพิมพ์ทุกวันอาทิตย์ หรือละครหลังข่าวที่ตบตีกรี๊ดกร๊าด ก่อนที่พระเอกจะข่มขืนนางเอก แล้วยังรวมถึงข่าวฆ่าปาดคอยกบ้านในสื่อต่างๆ ส่วนในระดับผู้ใหญ่อันมีวิจารณญาณแล้ว ก็ต้องทำใจยอมรับสิ่งดังกล่าวเพื่ออนาคตที่สดใสของเยาวชนไทยในอนาคต แล้วหันไปซื้อคลิปโป๊ตามข้างทาง หรือสูบตามบิตในอินเทอร์เน็ตแทน นอกจากนี้แล้ว การเซ็นเซอร์ยังเป็นการส่งเสริมอาชีพอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะหนังต่างๆ ที่ถูกทางผู้เกี่ยวข้องจากทางภาครัฐเซ็นเซอร์เสียซะอย่างไม่ใยดี แม้มันจะอยู่ในรูปของดีวีดีแผ่นแท้อันแสนแพง ดังนั้นจึงทำให้แผ่นผีกำเนิดขึ้นมา ซึ่งสามารถสร้างรายได้กับชาวรากหญ้าที่ออกมาตั้งแผงขายอย่างโจ่งแจ้งอยู่ทั่วไปได้ และนอกจากนี้ลองคิดดูสิว่า ตำรวจหรือเทศกิจจะเอาเงินมาจากไหนมาซื้อข้าวกินได้ด้วยเงินเดือนเพียงน้อยนิดจากทางราชการหากไม่หารายได้เสริม การเก็บเงินจากแผงหนังที่สมควรจะต้องถูกเซ็นเซอร์ในข้างต้นจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งของทางรอดของพวกเขา...


อภิเสียบ เวทนาชีวิต ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่

อภิเสียบ เวทนาชีวิต มีชื่อเล่นว่า หมาก แต่มักจะถูกเรียกว่า "ป๋า" เมื่อรวมกับชื่อเล่นแล้ว จะกลายเป็น ป๋าหมาก เกิดเมื่อวันที่ 300 สิงหาคม พ.ศ. 2507 ที่เมืองนิ่วคาสเส้า สหราชอนาจาร เป็นบุตรชายคนเดียวในจำนวนบุตร 3 คนของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ อรรถเสียบ เวทนาชีวิต กับ ศาสตราจารย์แพทย์หญิง สุสศวย เวทนาชีวิต
อภิเสียบได้เข้าเรียนเบื้องต้นในระดับอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลยุคเงินกีบลอยตัว และในระดับประถมที่ โรงเรียนสาธิตกามาแห่งมหาวิทยาลัยสุราลงกลอน จนจบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จึงย้ายกลับไปยังประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง โดยเข้าเรียนที่โรงเรียนสเกทบอร์ด และต่อที่โรงเรียนอีแต๋น....


Mr.D นักร้องระดับโลก ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่



SPAR WARS ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่

ในปีที่ 32 ก่อนยุทธการตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับการค้าระหว่างสหพันธ์พาณิชย์กับดาวนาบูด (Nabood) ซึ่งก่อให้เกิดการปิดล้อมดาวนาบูดขึ้น สมุหนายกได้ลอบส่งอัศวินเจ๊ได๋สองนาย คือ ยูริ พลังจิต และโอ๊คบี้วรรณ ลูกเลี้ยง ออกไปแก้ปัญหาอย่างลับๆล่อ แต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้วสหพันธ์พาณิชย์นั้นได้ร่วมมือกับ ลอร์ดมืดผู้ลึกลับ ซึ่งเป็นผู้สั่งการรุกรานดาวนาบูด และสั่งฆ่าเจ๊ได๋ทั้ง111ทันทีที่เดินทางไปถึงยังยานสหพันธ์ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็หลบหนีออกมาได้และเดินทางไปยังพื้นผิวดาวนาบูด
บนดาวนาบูด เจ๊ได๋ทั้งสองได้พบกับMr.Fusion ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนดาวนาบูด Mr.Fusionช่วยพาเจ๊ได๋ทั้งสองคนหลบหนีกองทัพพันธมาร ไปยังนครวัดนครธมเมืองใต้บาดาลของชาวกัญชา ในขณะเดียวกันทางด้านพันธมาร ก็เดินขบวนข้าสู่นาบูดและจับตัวราชินี อะมีบ้า(Queen Ameba) ผู้นำนาบูดไว้ ด้านเจไดได้พบกับไอ้ปื๊ด (Pued Kung) ผู้นำชาวกัญชา และขอให้ไอ้ปื๊ดช่วยชาวนาบูด แต่ไอ้ปื้ดปฏิเสธ โดยบอกว่า "ข้ายังเอาตัวเองไม่รอดเลย..."และให้ยันตร์แก่เจ๊ได๋ทั้งสองไป ด้วยยันตร์ดังกล่าว เจ๊ได๋ทั้งสองพร้อมด้วย นพดล ปัสสะวะ ได้เดินทางไปถึงเมืองหลวงของนาบูด และเข้าช่วยเหลือราชินี อะมีบ้าจากกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองของพันธมารไว้ได้ จากนั้นพวกเขาเดินทางสู่สยิวสแควร์ (Syew Square) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐเทย (Teoy Republic) เพื่อขอความช่วยเหลือจากสภาสูงมาก ในระหว่างการเดินทางลี้ภัยออกจากดาวนาบูดนั้น ดร๋อย์ตัวหนึ่ง รหัส R2-D2B ได้กลายเป็นฮีโร่ เมื่อสามารถตบเกรียนผู้นำของพันธมารได้....


มหาวิทยาลัยทำมั้ยสาด
ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่

มหาวิทยาลัยทำมั้ยสาด เป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศเทย เนื่องจากมหาวิทยาลัยนี้และประเทศนี้อ่อนไหวต่อเรื่องการเมียมาก ทำให้เวลาจะอ้างอิงถึงประเทศนี้จึงจำเป็นต้องใช้คำว่าประเทศไทยแทนอยู่เสมอ ส่วนมหาวิทยาลัยทำมั้ยสาดนั้น จะถูกแปลงชื่อเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งทางการเมือง การฟ้องหมิ่นประมาท และการรบกวนจากขี้ข้าทรราชย์ให้หายไป...


สยิวสแควร์ ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่

สยิวสแควร์ (Syew Square) หรือเรียกกันว่า สยิว เป็นศูนย์การค้าแบบเชิงลาบในกรุงเทยหมานคร ตั้งอยู่บนหัวมุมถนนพญาเทยและถนนบร๊ะราม 100 โดยด้านหลังติดกับถนน(เทียรี่)อองรีดูหนัง และด้านทิศตะวันออกติดต่อกับมหาวิทยาลัยสุราลงกลอน อีกด้านหนึ่งติดกับ ห้างสรรพสินค้ามาบาปครอง และอีกด้านหนึ่งติดกับ สยามเซ็นเซ่อร์ สยิวสแควร์เป็นพื้นที่ในความดูแลของสำนักงานจัดโกยทรัพย์สิน มหาวิทยาลัยสุราลงกลอน
ธุรกิจในสยิวสแควร์มีความหลากหลาย ทั้งโลกของแฟชั่น อาหาร ใบปลิว ร้านเกมส์ โรงเกรียนหวดวิชา สังคมเด็กแนวตะเข็บชายแดน สังคมเกรียน หรือในแวดวงทางการธุรกิจการตลาดสด เป็นสถานที่ที่มีการขโมยสินค้า และขายของโกงราคาแบบแปลกใหม่และเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่ง มีจำนวนเกรียนวัยรุ่นคลานในสยามสแควร์ในวันธรรมดาเฉลี่ยวันละ 2000000 คน วันมามากไม่ต่ำกว่า 50000000 คน ซึ่งแต่ละคนมีกำลังซื้อเฉลี่ยต่ำกว่า 1 บาท/ครั้ง/คน
สยิวสแควร์ในปัจจุบันมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายนอก รูปแบบอาคารอยู่เสมอ แต่ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมถึงภูมิทัศน์ มีการเพิ่มการแพร่ภาพสื่อผ่านทางจอโทรทัศน์ทั่วสยิวสแควร์และทางสำนักงานจัดโกยทรัพย์สินมหาาวิทยาลัยสุราลงกลอนได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาโครงการโกยงบสยิวสแควร์ขึ้นอย่างจริงจัง และโครงการในอนาคตหลังจากเซ็นเซ่อร์พอยท์ได้หมดสัญญาลงไป จะมีโครงการ "ดิจิตอล เกย์เวย์" และยังมีโครงการโกยงบอาคารจอดรถถัง โครงการโรงแรมม่านรูด 3 ดาวครึ่ง ในอนาคต
สยิวสแควร์มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมสมัยนิยมของเกรียนเทย โดยมีภาพยนตร์ที่มีฉากหรือเนื้อหาเกี่ยวกับสยิวสแควร์ เช่น 2549คมช.ครองสยิว ,ประท้วงสดกลางสยิว นอกจากนี้มิวสิกวิดีโอก็นิยมใช้สยิวสแควร์เป็นฉากในเรื่อง เช่น ลิ้มทำเผื่อใคร? , เมื่อไหร่จะลืมผม? ของนักร้องชื่อดัง ทุจศิล กินชะมัด...


แอ๊บแบ๊ว ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่

แอ๊บแบ๊ว เป็นคำวิเศษณ์และคำกริยา ที่กำลังนิยมในหมู่วัยรุ่นตอนนี้ ซึ่งต่างกันเพียงเส้นคั่นบางๆกับคำว่า กระแดะ อีเดียต และตอแหล เป็นคำที่ได้ถูกบันทึกลงในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน และเป็นที่ฮือฮามาก
เคยมีผู้นิยามว่า “แอ๊บแบ๊ว” เป็นคำผสมระหว่างคำว่า แอ๊บนอร์มอล (abnormol) ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ผิดปกติ รวมกับคำว่า “บ้องแบ๊ว” ที่หมายความว่า น่ารักแสด ไร้เดียงสา (แม้ว่าแท้จริงแล้วตามราชบัณฑิตฯ จะแปลว่ามีหน้าตาพิลึกก็ตาม) เมื่อรวมกัน จึงหมายถึงการใช้ภาษา การกระทำที่ผิดปกติ ทำให้ดูน่ารักสัด ไร้เดียงสา อาจหมายถึงคนที่ไม่สามารถที่จะน่ารักบ๊องแบ๊วได้แล้ว แต่สามารถเสริมแต่งหน้าตาหรือรวมถึงการพยายาม ทำกิริยาเพื่อให้ตัวเองดูน่ารักได้ย่างน่าอัศจรรย์...

ประวัติศาสตร์เทย ดูเนื้อหาฉบับเต็ม คลิก ที่นี่

ประมาณ 5.1 ล้านแสนโกฏิโคตรนาน... ปีก่อน มนุษย์เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในเอเชย ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการผสมพันธุ์ซึ่งกันและกัน เพราะสมองเล็กประมาณสมองของทุจศิล กินชะมัด,จับตูดลนไฟ ฉายแสงนีออน หรือซาหมัก สุกรเพศ คือหนักประมาณ 1 กะรัต ขนก็คลุมร่าง อีกทั้งกาเจี้ยวของมนุษย์ก็ยังไม่ใหญ่พอ แถมยังเป็นสีเขียวน่าเกลียด ก็เลยตัดออกไปโดยถูกับใบหญ้า จึงเป็นหมันโดยไม่รู้ตัว
มนุษย์ที่ไม่ได้ตัดกาเจี้ยวออกส่วนใหญ่ผสมพันธุ์กับสัตว์จำพวก เควิย, ช้างแหม่มมอด, ชะนี เป็นต้น ทำให้มนุษย์ตายลงเรื่อยๆ เกือบสูญพันธุ์ในเอเชย...

ประมาณ 50,0,0,00 ปีก่อน
มนุษย์เริ่มขนน้อยลง เพศชายก็ใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น มีอายุขัยประมาณ 1,000y ปี เพศหญิงก็เปลี่ยนจุดสนใจทางเพศ จากตูด มาเป็นเต้านม แต่ทว่าการเบี่ยงเบนทางเพศก็เกิดขึ้น เมื่อมนุษย์ที่สองเพศเกิดขัดแย้งกัน มนุษย์เพศชายกลุ่มหนึ่งรังเกียจเพศชายของตน จึงตัดกาเจี้ยวออกแล้วเอาผู้หญิงมากิน จนท่าทาง รูปร่าง และนิสัย กลายเป็นหญิง มนุษย์เพศหญิงทนไม่ไหวจึงหนีออกมา สร้างอาวุธ ทำตัวให้เหมือนผู้ชาย แล้วเข้าโจมตีมนุษย์เพศชายทั้งหลาย จนมนุษย์เพศชายซึ่งตุ้งติ้งรังเกียจสงคราม จึงหนีไปยังเทือกเขาอันเทย(เทือกเขาทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปเอเชย) จับผู้ชายเผ่าพันธุ์อื่น มาเป็นสามี และมีลูกด้วยกันเนื่องจากมนุษยพันธุ์เทยมีมดลูก
มนุษย์พันธุ์เทยเกิดขึ้นแร้วฮ้าาาาาาาาาาาาาา.....ง...

ประมาณ 1,000 ปีก่อนถึงปัจจุบัน
ความอุดมสมบูรณ์ไม่ยืนยง เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ แผ่นเปลือกโลกเทือกเขาก็ก่อตัวรอบดินแดนเทย พื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ด้วยบุรุษผล กลับแห้งแล้ง ทางตอนเหนือถูกตัดขาดจากตอนกลาง กลายเป็นหุบเขาต่างๆ แล้วชาวเทยก็ก่อตั้งอาณาจักรใหม่ตอนกลาง ชื่อ ธัญญประเทศ มีกรุงธัญบุรี เป็นเมืองหลวง แล้วสร้างศาสนา "เพศบัณเฑาะว์" ขึ้นมา แล้วให้ปีที่สร้างศาสนานั้นเป็น เพศเพี้ยนศักราช(พ.ศ)ที่ 1 จนมาถึงสมัยกรุงแร๊ดถะนะเกรียนสินทุ์เรศ์ ชาวเทยก็ได้รวบรวมอาณาจักรต่างๆ บริเวณแหลมเทยแล้วสถาปนาเป็นประเทศเทยมาจนถึงปัจจุบัน และได้ทำการติดต่อค้าขาย หนังวาย หนังโป๊ หนังกะเทย ส่งออกไปมากมาย โดยเอาวันที่สถาปนาประเทศเทย เป็นวันชาติเทย วันเทยสากล และ วันเทยแห่งโลกพร้อมกัน...

....

วันศุกร์, พฤษภาคม 15, 2009

ษ.บอฤาษีหนวดยาว

รายการ "ตีสิบ" สัมภาษณ์ ฤๅษีคณะหนึ่ง
หลายคนอาจยังไม่ได้ดู...


ข้อคิดจาก...พระวจนะของพระพุทธเจ้า

"มนุษย์เป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมถือเอา ภูเขาบ้าง ป่าไม้ศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง...ว่าเป็นที่พึ่งของตน นั่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ทำความเกษมให้ได้เลย นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุดเลย ผู้ใดถือเอาสิ่งเหล่านั้นเป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่อาจหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้"

"ดูก่อนท่านทั้งหลาย
ไม่ควรด่วนปลงใจเชื่อในเรื่องใดๆก็ตาม 10 ประการดังนี้

๑. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยฟังตามกันมา
๒. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยถือว่าเป็นประเพณีเก่าแก่สืบทอดกันมา
๓. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ เพราะเป็นที่เล่าลือโด่งดังกันอยู่ทั่วไป
๔. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยอ้างคัมภีร์หรือตำราตัวหนังสือ
๕. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยการคิดตามแนวตรรกะเหตุผล
๖. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยการอนุมานเอาตามแบบปรัชญา
๗. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ โดยนึกตามสามัญสำนึก
๘. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับความเห็นของตนเอง
๙. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ เพราะเห็นว่าผู้พูดดูดีน่าเลื่อมใสน่าเชื่อถือ
๑๐. อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ แม้แต่ผู้พูดนั้นเป็นครูของตน

ถาม : ถ้าอย่างนั้นจะใช้หลักอะไรในการเชื่อถือสิ่งต่างๆอย่างไร?

พระพุทธเจ้าตอบ : "เมื่อใด ท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้วิญญูชนติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้ว จะเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงละเสีย
เมื่อใดท่านทั้งหลายรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้วิญญูชนสรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครยึดถือปฏิบัติถึงที่แล้ว จะเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้นท่านทั้งหลายพึงถือปฏิบัติบำเพ็ญ ธรรมเหล่านั้น"

วันอังคาร, พฤษภาคม 12, 2009

"ราชันย์ ออฟโรด"


" Hummer "

รถออฟโรดตัวพ่อ! ดุ-หล่อ-ดีไซน์แรง-มีเอกลักษณ์ รถในฝันของใครหลายคน(รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย ฝันต่อไป..ฮึๆๆ) รถระดับนี้ อย่าพยายามคิดคำนวณเรื่องความจำเป็นและคุ้มค่าล่ะครับ แยกให้ออก มันเป็นเรื่องของ Passion ! หรือแรงปรารถนาอันแรงกล้า...ถ้าซื้อไม่ได้ แต่มีใจรัก ก็ให้ดูเป็น Art เป็น Design เผื่อได้แรงบัลดาลใจดีๆ...(แต่ถ้าอยากได้จริงๆก็ลองไปขอมหาเศรษฐีอย่าง ท่านนายกทักษิณ เจ้าสัวธานินทร์ หรือเสี่ยเจริญ ...เผื่อฟลุค ล้อเล่นนะ 55 :)

รูปล่างนี่คือ Hummer HX Concept นวัตกรรมรุ่นล่าสุดของ Hummer

The Hummer HX Concept. A Vision of The Future of OFF-ROADING.


ประวัติศาสตร์ความเป็นมาโดยสังเขป : จาก HMMWV สู่ HUMMER

"HMMWV" (High Mobility Multipurpose Wheeled Vehicle) หรือ "Humvee" : "ฮัมวี่" เกิดจากความต้องการรถบรรทุกทางทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 70 โดยได้ออกแบบรูปร่างและสเปคที่ต้องการ แล้วให้บริษัทที่สนใจนำไปสร้าง นั้นคือบริษัท AM General หลังจากนั้นบริษัท AM General ได้สร้างรถต้นแบบออกมาในปี 1979 ในรหัส M998 หรือที่เรียกต่อมาภายหลังว่า "ฮัมวี่" และนำมาให้กองทัพทดสอบ ผลเป็นที่พอใจอย่างมาก กองทัพจึงตัดสินใจสั่งให้ AM General ผลิตและส่งมอบเจ้า ฮัมวี่ เป็นจำนวนถึง 55,000 คัน ภายในปี 1985 โดยเจ้าฮัมวี่ เข้าร่วมปฏิบัติการสำคัญๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น สงครามอ่าวเปอร์เซียอิรักบุกคูเวต ที่รู้จักกันในชื่อ "ปฏิบัติการพายุทะเลทราย(Dessert Strom)"สงครามปลดปล่อยอิรักในปี 2003 หรือแม้แต่การเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภายุเฮอร์ริเคน แคทรินา ในเมืองนิวออลีน ซึ่งยานพาหนะทั่วไปเข้าถึงได้ยากในช่วงหลังเกิดเหตุ

การได้เข้าร่วมปฏิบัติการสำคัญต่างๆ ที่รถธรรมดาไม่สามารถทำได้ ก็เนื่องมาจาก ความพิเศษของเจ้า ฮัมวี่ ที่สามารถเดินทางเข้าไปในทุกที่ได้แม้จะไม่มีถนนหนทาง แถมยังลุยน้ำได้โดยเครื่องไม่ดับ ด้วยสเปคที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น ความสูงจากพื้นถนน 41 ซม. น้ำมันเต็มถังเดินทางได้ถึง 550 กม. ความเร็วสูงสุดกว่า 120 กม./ชม และตัวถึงซึ่งดัดแปลงได้นับสิบรูปแบบ สามารถติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารได้มากมายไม่ว่าจะเป็น ปืนกล หรือมิสไซล์

นอกจากจะติดตั้งอาวุธได้แล้ว เจ้า ฮัมวี่ ยังสามารถดัดแปลงเป็นรถพยาบาล หรือติดตั้งจานดาวเทียมเพื่อเป็นรถสื่อสารได้อีก ความพิเศษต่างๆ ของเจ้าฮัมวี่ ทำให้เกิดความต้องการจากผู้บริโภคที่อยากจะใช้รถ ฮัมวี่ บนถนนธรรมดาบ้าง ปี 1999 ทาง AM General จึงได้ออกแบบ-ผลิต H1 ขึ้นมาเพื่อออกจำหน่าย ภายใต้ชื่อแบรนด์ "Hummer" : "ฮัมเมอร์" โดยมี เจเนรัล มอเตอร์ (GM) ทำหน้าที่จัดจำหน่าย และก็มีรุ่น H2 และ H3 พัฒนาต่อเนื่องมาจาก H1 เป็นที่ประทับใจของผู้ใช้และผู้ที่ได้พบเห็นจนเจ้า Hummer ได้รับฉายาว่า "The King of Off Road" หรือ "ราชันย์ ออฟโรด" เรื่องราคาก็ไม่แพงมากสบายๆ อยู่ในช่วงประมาณ 5-10 ล้านขึ้นไปแล้วแต่รุ่น(..ราคานี่ยังไม่รวมภาษีนะ...ถ้ารวมแล้วต้อง คูณ 2 เข้าไป ก็ประมาณ 10-20 ล้าน) ส่วนเรื่องการบริโภคน้ำมัน ค่าอะไหล่ บำรุงรักษา จิปาถะ ฯลฯ รถราคาระดับนี้คงรู้ๆกันอยู่... แต่มีเงินซื้อ Hummer จะมากังวลเรื่องพวกนี้ให้เสียเวลาทำไม...เอาเวลาไปนั้งดูดโอเลี้ยงไม่ดีกว่ารึ...อย่างที่บอก เล่นรถระดับนี้ คงต้องมองข้ามความคุ้มค่ากันล่ะ มันเป็นเรื่องของ "Passion!"ใจรัก+ความสามารถในการจ่าย

Hummer : H1


Hummer : H2 (อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ ก็ใช้รุ่นนี้)


Hummer : H3 (รุ่นนี้ออกแบบขนาดเล็กลง-ประหยัดน้ำมันลงหน่อยประมาณ 20 mile/gal หรือประมาณ 6-8 กิโล/ลิตร)


..........................


และ Hummer ก็ได้พัฒนามาถึงรุ่น "Hummer HX" รุ่นล่าสุด นอกจากรูปลักษณ์ดีไซน์เฉียบเหนือระดับแล้ว ยังออกแบบให้มีเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกล้ำสมัยต่างๆมากมายและที่สำคัญคือประหยัดพลังงาน ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่เสียใจด้วยจริงๆรุ่นนี้เป็น Concept Design ยังไม่มีการผลิตออกวางจำหน่าย แต่ก็ได้สร้างต้นแบบของจริงแบบสมบูรณ์เกือบ 100% ออกให้ชาวโลกได้ยลโฉมกันแล้วในปี 2008 ได้ข่าวว่าจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการประมาณปี 2010 ส่วนราคายังไม่เปิดเผยชัดเจน (ยังไงก็เตรียมเงินไว้พลางๆก่อนนะ :) ... ฮัมเมอร์ รุ่น HX นี้ GM มอบหมายให้ Designer นักศึกษาจบใหม่ชั้นเซียน 3 คน จากมหาวิทยาลัย Detroit ร่วมกันรังสรรค์รูปลักษณ์ อันได้แก่ David Rojas, Min Young Kang, Robert Jablonski ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Hummer HX และโฉมหน้านักออกแบบทั้ง 3 ท่าน ในวิดิโอคลิปด้านล่างนี้เลย


รูปบนนี้สังเกตดีๆ เห็น iPhone หรือ iPod Touch ไหม ซ้ายมือนั้นไง :)

สนใจดูรายเอียดเพิ่มเติม ไปที่ http://www.hummer.com/

วันเสาร์, พฤษภาคม 9, 2009

ยิงปืนสลุต 21 นัด - Green Day

Green Day อัลบั้มใหม่ล่าสุด(2009) : "21st Century Breakdown"

ยังประทับใจในอัลบั้มชุดที่แล้วเมื่อปี 2004 "American Idiot" ดนตรีสนุกสนาน-มันส์-หนักแน่น มาอัลบั้มใหม่ชุดนี้ ยังคงสุดยอดเหมือนเดิม ตามแบบฉบับเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร Punk-Rock ยุคใหม่ "Green Day"


ฟังเพลงในอัลบั้มชุดนี้แบบเต็มๆครบทุกเพลง คลิก >> ที่นี่เลย

มีเพลงช้า เพราะๆ-เท่ห์ๆ เพลงหนึ่ง... "21 Guns" แรงบัลดาลใจของเนื้อหาและชื่อเพลงนี้น่าจะมาจากประเพณี "21-Gun Salutes" (และตัวเลข "21" จะได้เข้ากับชื่ออัลบั้ม) เนื้อหาเป็นไปในทำนอง "รบเพื่ออะไร-ตายเพื่ออะไร-วางอาวุธเลิกรบเถิดนะ" 21-Gun Salutes เป็นการยิงปืนใหญ่เพื่อทำความเคารพหรือเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญแห่งชาติ ไม่ใช่การยิงเพื่อต่อสู้ประหัตประหารกัน หลายคนอาจไม่เคยสังเกตว่า...ประเทศไทยเราก็มีประเพณีการยิงปืน 21 นัดเหมือนกัน แล้วทำไมต้องยิง 21 นัด? ดูรายละเอียดความเป็นมา "ว่าด้วย...การยิงปืนสลุต 21 นัด" ด้านล่าง

เนื้อหาช่วงแรกๆของเพลง 21 Guns

Do you know what's worth fighting for
When it's not worth dying for?
Does it take you breath away
And you feel yourself suffocating?
Does the pain weight out the pride?
And you look for a place to hide?
Does someone break your heart inside?
You're in ruins

One, 21 guns Lay down your arms
Give up the fight
One, 21 guns
Throw up your arms into the sky
You and I


..........................................................


ว่าด้วย..."การยิงปืนสลุต 21 นัด"
(21-Gun Salutes)

การยิงปืนสลุต มาจากภาษาลาตินว่า Salutio (อ่าน ซัล-ลูท-ติ-โอ) เป็นแบบฉบับอย่างหนึ่งของการทำความเคารพต่อผู้ใหญ่ หรือประมุขของรัฐ การยิงจะใช้ปืนใหญ่ เพราะมีเสียงดังดี เป็นการแสดงว่ามีบุคคลสำคัญมาเยี่ยม ส่วนทางทหารกล่าวถึง การยิงสลุตว่า คือการยิงปืนใหญ่ด้วยลูกสลุตหรือกระสุนซ้อมรบ เป็นการคำนับอย่างหนึ่ง ซึ่งเรือรบ ป้อม หรือกองทหารปฏิบัติเพื่อเคารพต่อบุคคล หรือวัตถุอันควรได้คำนับด้วยการยิงสลุต โดยมีเกณฑ์จำนวนนัดตามควรแก่เกียรติยศ

>> ความเป็นมา
ในสมัยโบราณ เรือสินค้าที่ต้องเดินทางนานๆในทะเลเป็นระยะทางไกลๆ จำเป็นจะต้องมีปืนใหญ่ไว้คอยคุ้มครองสินค้าของตน และเพื่อเตรียมป้องกันจึงมักบรรจุกระสุนดินดำไว้ก่อน เพราะการจะบรรจุกระสุนในการยิงปืนใหญ่สมัยก่อนเป็นเรื่องยุ่งยาก และใช้เวลามาก จึงต้องมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อนเพื่อให้ใช้ได้ทันท่วงที มิฉะนั้น หากเกิดเหตุจะไม่ทันการณ์ และเมื่อเรือเดินทางไปถึงท่าเรือที่เป็นพันธมิตรก็จำเป็นต้องยิงกระสุนปืนใหญ่ที่บรรจุไว้ให้หมดเสียก่อน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู

ครั้นต่อมาจึงเกิดเป็นประเพณียิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพกัน ซึ่งถือว่าการยิงสลุตนี้เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง โดยเรือที่จะเข้าจอดท่าจะยิงสลุตเคารพเจ้าของถิ่นหรือชาติเจ้าของท่าก่อน จากนั้นเจ้าถิ่นก็จะยิงตอบให้มากกว่า ส่วนใหญ่จะยิงตอบเป็น 3 เท่า เช่น เรือยิง 1 นัด เจ้าบ้านจะยิงตอบ 3 นัด เป็นต้น

>> การยิงสลุต 21 นัด
กล่าวกันว่าประเทศอังกฤษเป็นชาติแรกที่ได้วางกฎเอาไว้ ให้ชาติที่อ่อนแอกว่าทำความเคารพตนก่อน โดยสมัยแรกกำหนดให้ใช้ 7 นัด ถือเคล็ดว่า เลข 7 เป็นเลขดี ด้วยว่าตามคัมภีร์ ฝรั่งถือว่าพระเจ้าสร้างโลกใน 7 วัน ดังนั้น เมือเรือยิงให้แก่เจ้าของอ่าวหรือท่าเรือ เป็นจำนวน 7 นัด ทางป้อมที่เป็นชาติเจ้าของอ่าวหรือท่าเรือก็ต้องยิงตอบเป็นจำนวน 3 เท่าคือ 21 นัด ต่อมาก็ได้มีการตกลงกันว่าให้ยิงเท่ากันคือ 21 นัด ถือเป็นการยิงให้แก่ชาติ รวมทั้งพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันการยิงสลุตในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ก็ใช้จำนวนนัดในการยิงสลุตต่างๆเป็นจำนวนเท่ากัน นับเป็นพิธีสากล
ซึ่งราชนาวีของไทยเราเรียกการยิงสลุตจำนวน 21 นัดนี้ว่า สลุตหลวง แต่ถ้ายิง 101 นัด จะเรียกว่า สลุตหลวงพิเศษ การยิงสลุตหลวงพิเศษนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ส่วนการยิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพนายกรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการทหารนั้น จะมีจำนวนลดหลั่นกันไปตามลำดับ ซึ่งจะมีกำหนดไว้ในราชกิจจานุ เบกษา

>> การยิงสลุตในประเทศไทย
มีปรากฏในพงศาวดารว่ารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะช่วงดังกล่าว ไทยเราคบค้าสมาคมกับฝรั่งหลายชาติหลายภาษา จึงรู้ขนบธรรมเนียมของฝรั่ง ตามจดหมายเหตุของฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2223 เรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ได้เข้ามาในบางกอก และมองซิเออร์คอนูแอล นายเรือได้สอบถามไปทางกรุงศรีอยุธยาว่าจะยิงสลุตให้ชาติไทยเมื่อเรือผ่านป้อมที่บางกอกคือป้อมวิชัยประสิทธิ์จะขัดข้องหรือไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็รับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม ชาวเตอรกีผู้รักษาป้อม ยอมให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้

หลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยเราไม่นิยมฝรั่งเศส ประเพณีการยิงสลุตจึงหายไป จนมาในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการเริ่มประเพณีนี้ขึ้นอีก เมื่อเซอร์จอนเบาริง เป็นราชทูตมาเมื่อพ.ศ. 2398 ก็มีการขออนุญาตยิงสลุต 21 นัด

ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เราจึงมีหลักเกณฑ์การยิงสลุต ที่เรียกว่า “ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ. 124” ขึ้น โดยผู้มีหน้าที่ยิงคือ เรือรบหลวง ยิงในทะเล และป้อมยิงสลุตยิงบนบก ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ได้ทรงเปลี่ยนแก้ไข โดยทรงตราเป็นพระราชกำหนดเรียกว่า “พระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. 131" การยิงสลุตแบ่งเป็นของหลวง แบบธรรมดา ใช้ยิง 21 นัด แบบพิเศษใช้ยิง 101 นัดในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ครั้นรัชกาลที่ 7 มิให้ใช้เพื่อความประหยัด และได้ยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. 2483 โดยปัจจุบัน การยิงสลุตใช้ข้อบังคับที่เรียกว่า “ข้อบังคับทหารว่าด้วยการยิงสลุต

>> หลักเกณฑ์การยิงสลุต
ปัจจุบันพอสรุปได้ว่า ถ้าเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีหรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุตจำนวน 21 นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต 19 นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต 17 นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต 13 นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต 9 นัดเป็นต้น

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 3, 2009

จากมหาอาณาจักรขอม สู่ทุ่งสังหาร!


...Imagine all the people
Living life in peace
You may say I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope someday you'll join us
And the world will be as one...

ท่อนหนึ่งของเพลง imagine โดย John Lennon ถูกใช้เป็นเพลงปิดฉากตอนจบของหนัง "The Killing Fields" หรือ
"ทุ่งสังหาร"


เนื่องจากสถานะการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง-การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีของคนไทยกันเอง อันยังคงคลุกรุ่นร้อนระอุ อยู่ ณ ขณะนี้ รวมทั้งเหตุการณ์กรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ผมต้องนึกถึงประเทศ "กัมพูชา" อีกครั้ง...

ภาค ๑ : จากเมืองพระนคร มหาอาณาจักรขอม

"See Angkor Wat And Die" หรือ "ไปดูนครวัดแล้วตายได้เลย!" คือประโยคอมตะ ของอาโนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ

ได้ไปเที่ยวกัมพูชาเมื่อต้นปี 2551 (รูปถ่ายบางส่วนคัดมาให้ดูด้านล่าง) ไปจังหวัดเสียมเรียบอันเป็นที่ที่ตั้งของอาณาจักรขอมโบราณที่เรียกว่า "เมืองพระนคร(Angkor City)" ซึ่งมีมหาปราสาทมรดกโลกอายุเกือบพันปี อย่าง ปราสาทนครวัด(Angkor Wat)-นครธม(Angkor Thom) และปราสาทที่มีชื่อเสียงอื่นๆอย่าง ปราสาทบันทายสรี(ปราสาทหินสีชมพู จิ๋วแต่แจ๋ว ที่แกะสลักหินได้อย่างงดงามอ่อนช้อยเหลือเชื่อ) ปราสาทตาพรหม(ปราสาทที่มีต้นไม้ยักษ์ครอบ) โดยเฉพาะ ปราสาทนครวัด เป็นปราสาทที่มีสำคัญต่อชาวกัมพูชามากที่สุด เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชนทุกชั้นในชาติเลยทีเดียว และยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์บนธงชาติอีกด้วย เคยได้ยินตัวเลขรายไที่กัมพูชาได้รับจากธุรกิจท่องเที่ยวปราสาทนครวัด อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทต่อปี!

* เมืองเสียมเรียบหรือในอดีตเรียก "เสียมราฐ" อันเป็นที่ตั้งของเมืองพระนครนั้น เมื่อก้าวมาถึงยุคเสื่อมก็ได้ตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาโดยอาณาจักรอยุธยาปกครองขอมเป็นเวลาเกือบ 400ปี และก็ถูกปล่อยให้รกร้างเสื่อมโทรมอยู่ในป่ารกไม่มีผู้ใดสนใจ ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ อาณาจักรขอมในส่วนดินแดน พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรสยามหรือประเทศไทยปัจจุบัน และเพิ่งตกไปเป็นของประเทศกัมพูชาในยุคที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมปกครองกัมพูชาอยู่ อันเป็นสมัย รัชกาลที่๕ นี้เอง

- รูปทะเลสาปเขมร เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อในภาษาเขมรว่า "โตนเลสาป"(Tonle Sap) เป็นแหล่งอาหารอันอุดมของชาวเขมร มีพื้นที่ ประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 7 เท่า ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดของกัมพูชา ได้แก่ กำปงธม กำปงชนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ -

- ข้อสังเกตและสิ่งที่ค้างคาใจบางประการ -

1. นักวิชาการ-นักประวัติศาสตร์อ้างว่า นครวัดสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษ 16-17 หรือเกือบพันปีมาแล้ว และสร้างด้วยวิธีการการกดขี่แรงงานขูดรีดเลือดเนื้อประชาชนเยี่ยงทาส แต่ผมมองอีกมุมว่า บางทียุคนั้นอาจเป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างกษัตริย์และประชาชนก็เป็นได้...มั๊ง??? สันนิษฐานจากดินแดนแถบนั้น ผืนนากว้างใหญ่ ทะเลสาปอันอุดม ภูเขาป่าไม้เขียวขจี อากาศก็ร่มเย็นอบอุ่นสบายไม่หนาวจัดร้อนจัดเกินไป ถ้าหากเศรษฐกิจสมบูรณ์สุดขีดเหลือกินเหลือใช้+สภาพบ้านเมืองก็สงบร่มเย็นดี+ผู้นำหรือกษัตริย์เป็นที่รักและศรัทธาของมหาชนเนื่องจากเป็นผู้นำผู้ทรงธรรม เป็นนักรบที่ปรีชาหลักแหลมปกบ้านปกเมืองดูแลคุ้มครองราษฏรอย่างดี+เป็นยุคราษฎรสมบูรณ์พูลสุขมีเวลาว่างเหลือเฟือ(ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องดูหนัง ไม่ต้องทำงานRoutineเหมือนสังคมสมัยนี้ ฯลฯ) น่าจะเป็นไปได้ว่าประชาชนจะมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกันสร้างสุดยอดงานศิลปกรรมตามบัญชาของกษัตริย์ อันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและจิตสำนึกร่วมกันของคนในชาติ คงไม่จำเป็นต้องบังคับขูดรีดขู่เข็ญกันเสมอไป กระมัง???

2. ไม่แน่ใจว่า คนยุคนั้นเป็นชาติพันธุ์เดียวกับคนกัมพูชายุคปัจจุบันหรือเปล่า??? แต่นักวิชาการหลายสำนักก็ยืนยันว่าเป็นชาติพันธุ์เขมรชาติเดียวกับคนกัมพูชายุคปัจจุบันนี้แหละ แต่ก็มีบ้างที่ว่าน่าจะเป็นพวกชาติพันธุ์อื่น มีบางท่านให้ทัศนะไว้น่าสนใจ ทำนอง...จริงๆแล้ว ขอมไม่ใช่เขมรแต่เป็นสยามหรือคนไทยนี้แหละ เสียมราฐหรือเสียมเรียบ เสียม ก็คือ สยาม ลองดูรายละเอียดที่ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078678 แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคงเป็น ชาติขอมเขมรที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้แหละคงไม่ใช่ชาวสยามหรือชาติอื่นๆ ที่เรียกว่า "ชาวสยาม"ที่เป็นเผ่าสยามจริงๆ100% นั้นไม่น่ามีนะ "สยาม" น่าเป็นพวกลูกผสมเกิดขึ้นในภายหลัง อาจจะผสมจีน แขก มอญ ขอม มากกว่า สังเกตดูจากพระพักตร์อวโลกิเตศวร ที่ปราสาทบายน(กล่าวกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7), จากรูปปั้นพระเจ้าสุริยวรมันที่2 รวมทั้งจากหน้าตาและกายวิภาคของรูปแกะสลักหินนูนสูงตามปราสาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นางอัปสรา พวกเทพ-อสูร พวกทหาร ฯลฯ จะเห็นว่าหน้าตาพิมพ์เดียวกัน คือ จมูกแบนถึงโด่งบ้างก็ไม่มาก ริมผีปากหนา กรามและหน้าค่อนข้างกว้างจะออกทรงเหลี่ยม-กลมเป็นส่วนใหญ่ ชนชาติมันตกต่ำรุ่งเรืองกันได้ยุคใครยุคมัน ครั้งหนึ่งถ้าชาวขอมเขมรเตี้ยล้ำผมหยิกจะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เหมือน ชาวมองโกล ในอดีตก็เคยยึดแผ่นดินมาแล้วกว่าครึ่งค่อนโลก แต่เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นแค่ชนเผ่าเร่ร่อนธรรมดา บ้างก็กระจัดกระจายเป็นลูกผสมกับชาวฮั่นประเทศจีน ไม่เหลือคราบความยิ่งใหญ่เหมือนครั้งอดีต

3. ถ้าสมัยรัชกาลที่ ๕ สามจังหวัดอันเป็นที่ตั้ง เมืองพระนคร ปราสาทนครวัด-นครธม ฯลฯ ได้แก่จังหวัด พระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณ ไม่ตกไปเป็นของฝรั่งเศสที่ครอบครองดินแดนกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ชาติกัมพูชาจะเอาอะไรเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ ธงชาติที่เห็นปัจจุบันคงไม่มีรูปสัญลักษณ์นครวัดอย่างที่เห็น เพลงชาติกัมพูชา(เนื้อหาเพราะดีนะ)ก็คงไม่ปรากฏออกมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ แล้วกัมพูชาจะเป็นยังไง??? และประเทศไทยเราจะเป็นยังไง???

"นครราช" เพลงชาติกัมพูชา (ข้อมูลแปลไทย จาก Wikipedia)

ขอพวกเทพดา รักษามหากษัตริย์เราให้ได้รุ่งเรือง โดยชัยมงคลศรีสวัสดีเหล่าข้าพระองค์ ขอพำนักใต้ร่มพระบารมีในพระนรบดี วงศ์กษัตราซึ่งสร้างปราสาทหินครอบครองแดนเขมร บุราณเรื้องเลื่องลือ ฯ
ปราสาทศิลา ซ่อนอยู่ท่ามกลางไพรควรคำนึงหวนให้ นึกถึงยศศักดิ์มหานครชาติเขมรดุจหิน ดำรงวงศ์ละออยืนหยัดถาวร เราหวังซึ่งพร บุญวาสนาแต่กาลก่อนของกัมพูชามหารัฐเกิดมี ช้านานมามาแล้ว ฯ
ครบวัดอาราม ยินแต่ศัพท์สำเนียงเสียงธรรมสวดโดยยินดี รำลึกคุณพุทธศาสนาจงเราเป็นผู้เชื่อ แน่ในใจจริงตามแบบยายตาคงแต่เทพดา จะช่วยค้ำจุนบำรุงประโยชน์ให้แด่ประเทศเขมร เป็นมหานคร ฯ

4. จินตนาการไม่ออกว่า ตอนนครวัด-นครธม โดยเฉพาะนครวัด เมื่อครั้งสร้างเสร็จใหม่ๆ จะเอี่ยมอ่องอรทัยขนาดไหน รวมทั้งเมื่อมีกิจกรรมหรือพิธีกรรมที่เหล่ามหาชนมาร่วมชุมนุมกัน บรรกาศจะออกมาในแบบใด??? คงอภิมหาอลังการเป็นแน่ อยากให้ Hollywood ทุ่มทุนทำหนังอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนครวัด-นครธม โดยตรงล้วนๆ โดยทำ CG สร้างฉากบรรยากาศให้สมจริง + Special Effect ต่างๆแบบสุดขีดไปเลย :)

............................................

ภาค ๒ : สู่ ทุ่งสังหาร The Killing fields

กลับมาจากเที่ยวเมืองเสียมเรียบกัมพูชาครานั้น ทำให้มีความสนใจกับประเทศนี้มากขึ้น นอกจากพยายามศึกษาประวัติศาสตร์กัมพูชาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ทั้งตำนานคติความเชื่อฮินดูว่าด้วยเรื่องตำนานเทพ หรือมหากาพย์มหาภารตยุทธ์ รามเกียรติ์และตำนานพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนานิกายมหายาน อันเป็นต้นธารแนวคิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มหาปราสาทต่างๆแห่งเมืองพระนครแล้ว (ศึกษาค้นคว้าอย่างคร่าวๆพอเห็นภาพรวม จากหนังสือบ้างใน Net บ้าง เท่าที่จะหาข้อมูลได้และเท่าที่มีเวลา-โอกาสจะเอื้ออำนวย) ยังต้องกลับไปดู DVD หนังอิงชีวิตจริงดีกรีรางวัลออสก้า เรื่อง "ทุ่งสังหาร" หรือ The killing fields อีกหลายรอบเลยทีเดียว...นักแสดงที่แสดงเป็น "Dith Pran" นั้นคือ Dr. Haing S. ngor นักแสดงดีกรีด็อกเตอร์ชาวเขมร แสดงได้โคตรสมจริงเหนือชั้นมาก แววตา ท่าท่าง เป็นนักแสดงที่แสดงได้สมบทบาทที่สุดในโลกเท่าที่เคยดูหนังมาเลย...นับถือ นับถือ

...และด้วยสถานะการณ์เมืองไทยปัจจุบัน ยังรู้กังวลและเป็นห่วงในใจลึกๆ ได้แต่หวังว่า เหตุการณ์ความขัดแย้ง รวมไปถึงเงื่อนไขปัจจัยทางการเมือง-เศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยเรา ณ ขณะนี้(พ.ศ.2552) คงไม่พัฒนาต่อยอดไปถึงขั้นเป็น ทุ่งสังหาร! นะ...

*ลองมาดู เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พัฒนาการความเป็นมาของประเทศกัมพูชาช่วงยุค ทุ่งสังหาร เรียงตามลำดับเหตุการณ์สำคัญ โดยสังเขป*

-ในปี 1950 อันเนื่องจากเวลาขณะนั้นเขมรยังถูกฝรั่งเศสยึดเป็นอาณานิคมอยู่ นักคิดนักวิชาการ-นักศึกษากัมพูชาผู้รักชาติเริ่มความสนใจในการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ โดยหวังว่า การปกครองนี้จะช่วยให้กัมพูชาเจริญก้าวไกลกว่าประเทศอื่นๆ

- เขมรได้เอกราชจากฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2497 ตามสัญญาเจนีวา นักวิชาการหลายสำนักให้ความเห็นว่าต้นเหตุต้นขั้วที่นำเขมรไปสู่วุ่นวายต่างในเขมรยุคนั้น ก็เพราะบุคลิกภาพของกษัตริย์ นโรดม สีหนุ! ที่ไม่มีจุดยืนทางการเมืองอันชัดเจน โลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งยังไม่ได้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจังนัก เป็นเพียงแค่รักษาสถานะของตนไว้แค่นั้น อาทิวันดีคืนดีอยากเป็นนายกรัฐมนตรีก็สละราชสมบัติถวายพระบิดา ส่วนพระองค์เองก็ไปตั้งพรรคการเมือง ชื่อสังคมราษฎร์นิยม วันดีคืนดีก็จับมือกับคอมมิวนิสต์...และเหตุปัจจัยแห่งความวุ่นวายอีกอย่างหนึ่งคือ การแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะ อเมริกา กับ จีน รวมทั้ง ฝรั่งเศส เวียดนาม หรือแม้แต่สหประชาชาติ ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ลึกๆก็หวังแค่ต้องการกอบโกยสูบทรัพยากรหรือผลประโยชน์บางอย่างจากกัมพูชา หาได้มีความจริงใจจะช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด แต่ว่าไปแล้วจะไปโทษการแทรกประเทศเหล่านี้เต็มที่ก็ไม่ได้ สัจจธรรมอันดิบเถื่อนประจำโลกอย่างหนึ่งไม่ว่ายุคใดสมัยใด "โดยมากแล้วผู้เข้มแข็งกว่า-ปรับตัวได้ดีกว่า-ก้าวหน้ากว่าย่อมเข้าครอบงำแทรกผู้อ่อนแอกว่า-ปรับตัวยากกว่า-ล้าหลังกว่า เมื่อเล็งเห็นประโยชน์และสบช่องโอกาสไม่ว่าจะด้วยวิธีหักหาญใช้กำลังแย่งชิงเอาตรงๆหรือใช้ลูกเล่นเล่ห์เหลี่ยมแบบอ้อมๆอย่างแนบเนียน หรือทั้งสองอย่าง " แต่ถ้าหากปัจจัยต่างๆภายในประเทศเข้มแข็ง สามัคคี มีจุดยืน มีภูมิปัญญา ไม่แหลวแหลก ก็ยากที่ต่างชาติจะมาแทรกแซงจูงจมูก-กอบโกยได้ง่ายๆ

- สมัยที่เจ้าสีหนุเป็นประมุขของรัฐ สถานะการณ์บ้านเมืองมีการแบ่งกลุ่มการเมืองเป็นสีๆ(คล้ายๆเมืองไทยเราตอนนี้แหละ)หลักๆมีอยู่ 3 สีใหญ่ๆ คือ เขมรน้ำเงิน นิยมเจ้าสีหนุ, เขมรขาว นิยมเสรีนิยม-นิยมตะวันตกหรือพวกขวาจัด และ เขมรแดง หรือ Khmer Rouge คอมมิวนิสต์หรือพวกซ้ายจัด โดยกลุ่มการเมืองทะเลาะกันรุนแรงอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มขวาจัดที่นำโดย นายพลลอนนอล+นายพลสิริมาตะ และ พวกซ้ายจัดที่มี เขียว สัมพันธ์+เอียง สารี

- ต่อมาเจ้าสีหนุเกิดบริหารประเทศเอียงไปทางซ้าย อเมริกาจึงสนับสนุนให้พวกขวาโค่นอำนาจของสีหนุขณะที่สีหนุเดินทางไปเยือนโซเวียตกับจีน

- ตั้งแต่นั้นมาก็เลยมีสงครามกลางเมือง พวกขวาก็ได้รับการหนุนจากอเมริกากับไทย พวกซ้ายก็มีลูกพี่ดีคือจีนกับเวียดนามเหนือ

- เดือนเมษายน 2510 ชาวบ้านและชาวนาในอำเภอซัมลูด จังหวัดพระตะบอง ก่อการจลาจล รัฐบาลส่งทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนหลบหนีเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่ตั้งฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ป่าเขา

- ช่วงสงกรานต์ 18 เมษายน ปี 2518 กองกำลังพวกซ้ายนิยม คือ พวกเขมรแดงยาตราทัพเข้ากรุงพนมเปน เกิดการสู้รบทั้งประเทศชนิดพลิกฟ้าคว้ำแผ่นดิน เพียงชั่วข้ามคืน เขมรแดงก็ยึดประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จ จัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์

- นาย พอล พต : พญามัจจุราชเดินดิน! -

- กัมพูชาอยู่ภายใต้อำนาจของ นายพอล พต ผู้นำกลุ่มเขมรแดง ผู้คลั่งลัทธิซ้ายจัดอย่างสุดขั้ว ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1975-1979 กัมพูชาตกอยู่ในความรุนแรงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพื่อเหตุผลในการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเองตามอุดมการณ์ของเขมรแดง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ และไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับชาติใดๆ โดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรา ยึดทรัพย์สินจากเอกชนทั้งหมด กวาดล้างผู้คนในเมืองไปใช้แรงงานในชนบท

- พอล พต เชื่อว่าระบบสังคมนิยม จะนำกัมพูชาสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตยุคมหาอาณาจักรขอมได้ ดังที่เขาเคยพูดว่า "ถ้าประชาชนของเราสร้างพระนครได้ เราก็ทำได้ทุกอย่าง" เขาได้กวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษาปัญญาชน แพทย์ วิศวกร นักปราชญ์ ศิลปิน และประชาชนผู้ต้องสงสัย ฯลฯ เพื่อให้เหลือชนชั้นกรรมาชีพ ตามแบบฉบับของพวกซ้ายจัดสุดขั้ว

- และนโยบายหนึ่งที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าป็นผักปลาคือ เขมรแดงต้องการให้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีคนแค่เชื้อสายเดียว คือเชื้อสายกัมพูชา ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเวียดนาม และชาวจีน จึงถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมถึงคนเขมรด้วยกันเองที่ต่อต้านเขา(แบบฉบับเดียวกับ "ฮิตเลอร์" เลย) ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.5-2 ล้านคน เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20 ก่อให้เกิดโศกนาฐกรรมที่เรียกว่า “ทุ่งสังหาร” หรือ "The Killing Fields" อันลืนลั่นตราตรึงโลกไปอย่างชนิดที่ไม่มีวันจะลบเลือน นี่คือยุคมืดที่สุดในประวัติศาสตร์กัมพูชา!

- เดือนมกราคม พ.ศ.2522 เขมรที่มีเวียดนามหนุนหลังทำการบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ เขมรแดงแตกพ่ายมาหลบอยู่ตามตะเข็บชายแดนกัมพูชา-ไทย ขณะที่ระเบิดนับสิบล้านลูกฝังอยู่ทั่วประเทศ

- ต่อมาพ.ศ.2525 พอล พต แอบร่วมมือกับเจ้าสีหนุ จัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาธิปไตย นายเขียว สัมพัน ขึ้นเป็นผู้นำในปี 2528 แต่เชื่อกันว่า พอล พต กุมอำนาจที่แท้จริง

- ถึง พ.ศ.2534 กลุ่มต่างๆ ในเขมรลงนามสันติภาพให้มีการเลือกตั้งที่กำกับโดยสหประชาชาติ แต่แล้วเขมรแดงกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งที่จะได้รัฐบาลผสมในปี 2535 แกนนำเขมรแดงก็เริ่มมีแตกคอกันเอง

- ปี 2536 สหประชาชาติสนับสนุนให้มีการจัดเลือกตั้งใหญ่เพื่อนำประเทศกลับสู่สภาพปกติ ตอนนั้นเองที่เขมรแดงหักหลังกันเองและหมดอำนาจลงอย่างรวดเร็ว

- รัฐบาลที่ได้ครองอำนาจในระยะนั้นเป็นรัฐบาลผสม และหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในปี 2541 ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น นำไปสู่การยอมจำนนของกองกำลังเขมรแดง สมาชิกของเขมรแดงแตกกระจาย บางส่วนยอมจำนนและถูกจับ บางส่วนโดยเฉพาะระดับแกนนำหนีหัวซุกหัวซุน บั้นปลายชีวิต พอล พต ถูกจับกุมและสิ้นใจวันที่ 15 เมษายน 2541 ตายเยี่ยงคนสิ้นไร้ไม้ตอกในกระท่อมเล็กๆอันเป็นที่คุมขัง

- วาระสุดท้าย พอล พต -