วันเสาร์, พฤศจิกายน 21, 2009
ปลุกมันขึ้นมาฆ่า!
"แก้วหน้าม้า" กับเจ้าชายผู้ครั่งใคร้ ในการเล่นว่าว ฮึๆ
"พระอภัยมณี" โดยดาราในตำนาน มิตร ชัยบัญชา และ เพชรา เชาวราษฏร์
"บ้านทรายทอง" ต้นฉบับน้ำเน่า ผู้ดีตีนแดงคุณหญิงท่านชาย, นางเอกผู้น่าสงสาร...:)
"ปลุกมันขึ้นมาฆ่า" ตั้งชื่อเรื่องได้สะใจดี...ตายอยู่ดีๆใช้คาถาปลุกขึ้นมาฆ่าคนได้อีก :D
"กาเหว่าที่บางเพลง" เรื่องนี้สุดยอดครีเอทมาก ขอคาราวะ...Sci-Fiแบบไทยๆ ถึงเก่าแต่ก็ยังล้ำ(หนังไทยรุ่นหลังยังไม่มีแนวนี้โผล่มาเลย... เพราะคนไทยไม่นิยม?หรือผู้สร้างหนังคิดอะไรไม่ออก? พล็อตเรื่องแนวนี้อยากให้ทำออกมาบ้าง เห็นแต่สร้างซ้ำๆกันอยู่แต่กับ หนังผี หนังตลก 5 5 5 )
วันอังคาร, พฤศจิกายน 17, 2009
Top Ten ของ Google Earth

2. โลโก้ไฟร์ฟ็อกซ์ยักษ์ สร้างขึ้นเพื่อฉลองการถูกดาวน์โหลด 50 ล้านครั้งโดยกลุ่มผู้ใช้ลินุกซ์ในมหาลัยออริกอน(อันนี้กูเกิลเนียนโฆษณาแฝง ฉวยโอกาสโปรโมทสินค้าตัวเอง ฮึๆ ๆ)

3. จุดลงจอดประหลาด หรือจะเป็น UFO พบในประเทศอังกฤษ

4. ไร่ข้าวโพดรูปคล้าย โอปราห์ วินฟรีย์ สร้างโดยชาวนาในรัฐแอริโซนา สงสัยเป็นแฟนพันธุ์แท้

5. ตึกรูปสวัสติกะ ในฐานกองทัพเรือสหรัฐ เป็นการค้นพบที่ดังมากจนกองทัพต้องให้งบกว่า 6 แสนเหรียญเพื่อปิดบังรูปลักษณ์ไม่ให้มองเห็นเป็นรูปดังกล่าวจากบนท้องฟ้า

6. ซากเรืออับปาง บนชายฝั่งประเทศซูดาน

7. แผ่นดินเป็นรูปหน้าคน ในแคนนาดา พระเจ้าล้อเล่นอีกแล้ว :)

8. ทะเลสาบเลือด ในอิรัก คาดกันว่าน่าจะเกิดจากมลพิษหรือกระบวนการบำบัดน้ำเสีย แดงซะน่ากลัวทีเดียว

9. สุสานเครื่องบิน ในอเมริกา รวยจัง!

10. จับภาพ ขีปนาวุธ ได้! มีใครลอบยิงใคร?
วันพุธ, พฤศจิกายน 11, 2009
หนักแผ่นดิน
(ใคร ? ? ?) หนักแผ่นดิน
สถานะการณ์เมืองไทย แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ฮึ้มๆ ฮึ้มๆ กันมาต่อเนื่องยาวนานนับแรมปีแล้ว ต่างฝ่ายก็ต่างมีข้ออ้างความชอบธรรม ต่างมีขุมกำลัง พลังมวลชล และกองทัพ! แล้วมันจะจบยังไง??? หรือเห็นทีคงต้องมี สงคราม! ให้ตายไปข้างหนึ่งกระมัง ประชาชนตัวเล็กๆคงต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับผลกระทบกันต่อไป...อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปก็ว่ากัน... ได้แต่หวังว่า สถานะการณ์คงไม่เลวร้ายจนถึงกับซ้ำรอยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในจีนแผ่นดินใหญ่สมัยก่อน(พรรคคอมมิวนิสต์นำโดยเหมาเจ๋อตุง VS พรรคก๊กมินตั๋งนำโดยเจียงไคเช็ค) ที่แบ่งฝ่ายทำสงครามกัน จนส่งผลให้ประชาชนธรรมดาตาดำๆยุคนั้น(อันเป็นบรรพบุรุษของใครหลายคน)ต้องหนีภัยสงครามและความยากแค้น หอบลูกหอบหลานเสื่อผืนหมอนใบล่องเรือสำเภาเดินทางไกล อพยพไปตายดาบหน้ายังประเทศอื่นๆ...ยังไงก็ทำใจเย็นๆ ไอ้เราใช้ใครก็พี่น้องกันทั้งนั้น :)...ฟังเพลง +_+
- เพลง "หนักแผ่นดิน" -
เพลงหนักแผ่นดิน เป็นเพลงที่แต่งไว้เมื่อ พ.ศ. 2518 ใช้เปิดออกอากาศทางสถานีวิทยุ จ.ส. กรมการสื่อสารทหารบก กองทัพบก ประพันธ์คำร้องโดย พ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก และขับร้องโดย สันติ ลุนเผ่ และศิริจันทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. 2520 ชื่อเพลงนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ "หนักแผ่นดิน" กำกับโดย สมบัติ เมทะนี แสดงนำโดยสมบัติ เมทะนี และนัยนา ชีวานันท์...
คนใดใช้ชื่อไทยอยู่ กายก็ดูเหมือนไทยด้วยกัน
ได้อาศัยโพธิ์ทองแผ่นดินของราชันย์ แต่ใจมันยังเฝ้าคิดทำลาย
คนใดเห็นไทยเป็นทาส ดูถูกชาติเชื้อชนถิ่นไทย
แต่ยังฝังทำกิน กอบโกยสินไทยไป เหยียดคนไทยเป็นทาสของมัน
(สร้อย)
หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน (หนักแผ่นดิน!)
คนใดยุยงปลุกปั่น ไทยด้วยกันหวังให้แตกกระจาย
ปลุกระดมมวลชนให้สับสนวุ่นวาย เพื่อคนไทยแบ่งฝ่ายรบกันเอง
คนใดหลงชมชาติอื่น ชาติเดียวกันเขายืนข่มเหง
ได้สินทรัพย์เจือจานก็ประหารไทยกันเอง ทีชาติอื่นเกรงดังญาติของมัน
(สร้อย)
คนใดขายตนขายชาติ ได้โอกาสชี้ทางให้ศัตรู
เข้าทลายพลังไทยให้สลายทางสู้ เมื่อศัตรูโจมจู่เสียทีมัน
คนใดคิดร้ายราวี ประเพณีของไทยไม่ต้องการ
เกื้อหนุนอคติ เชื่อลัทธิอันธพาล แพร่นำมันมาบ้านเมืองเรา
(ซ้ำท่อนสร้อย 2 ครั้ง)
วันศุกร์, พฤศจิกายน 6, 2009
มันต้องอย่างนี้
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า...ส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ ของ Michael Jackson นะครับ...แต่เป็น สาวก! :)
เพิ่งได้ดูหนังฉบับเต็ม เบื้องหลังการซ้อมคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของ ไมเคิล แจ๊คสัน "This is it" หรือขอแปลเป็นชื่อไทยๆว่า "มันต้องอย่างนี้"...ไม่ได้ดูในโรงหนังกับเขาหรอกครับ...แล้วดูจากที่ไหน?...พวกนักเลงไอที-คอมพิวเตอร์ หรือ Geek ทั้งหลาย คงพอเดาได้... (ถึงเป็นการดูฟรีๆ ไม่ได้ซื้อตั๋วดูในโรง แต่รับรองจะอุดหนุน DVD ของแท้แน่นอนเมื่อมีการผลิตออกมาวางจำหน่าย :)

ดูหนัง This is it จะได้เห็นถึงความทุ่มเท-การทุ่มทุน ความคิดสร้างสรรค์ ความยิ่งใหญ่อลังการ ความเป็น Art ชั้นไฮคลาส ท่าเต้นสไตล์เล่นกับข้อต่อกระดูกของร่างกายแบบฉบับไมเคิล ความพร้อมเพรียงในการเต้นของทีมแดนเซอร์ อีกทั้ง Special Effect ต่างๆ ฯลฯ...ครบเครื่องจริงๆ...นี้ขนาดแค่ซ้อม ของจริงมันจะเป็นยังไง...คิดแล้วน่าเสียดาย

และเด็กๆน้องๆรุ่นใหม่ๆที่นิยมไอดอลนักร้องเกาหลี คงอาจยังไม่รู้ว่า ไอดอลเกาหลีตัวเป้งๆทั้งหมดล้วนก็อบ-เลียนแบบ สไตล์ ไมเคิล แจ็คสัน มาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นจังหวะการเต้น การแต่งตัว-แสงสีเสียงบนเวทีคอนเสิร์ต ฯลฯ...ถ้าหากได้ดู คอนเสิร์ต ไมเคิล แจ็คสัน มาแล้ว กลับมาดูคอนเสิร์ต ไอดอลเกาหลี หรือทั้งไอดอลไทย-เทศทั่วไป พบว่ามันกลายเป็นกลายเป็นแค่การเต้นแร้งเต้นกา จืดไปเลย!จริงๆ...และ จำได้ว่าเมื่อหลายปีมาแล้วตอน ไมเคิล ยังมีชีวิต...นักร้องตะวันตกมีชื่อหลายท่านพยายามแขวะ หาเรื่องดิสเครดิต ทั้งล้อเลียน สาดเสียเทเสียไมเคิล ต่างๆนานา ทั้งหลงตัวเองยกตนอ้างว่า ไมเคิลไม่ใช่ราชันย์เพลงป็อปตัวจริง แต่เป็นกูต่างหาก อาทิ ไอ้เจ้า "ร็อบปี้ วิลเลี่ยม" และ "เอดส์มิเนม" เป็นต้น...ตอนนั้นคิดสมเพสในใจว่า...เวรเอ๊ย! แทนจะยกย่องดูเป็นแบบอย่างมองในแง่ดี กลับอิจฉาอวดตัวตีตนเสมอ มึ-ตายแล้วเกิดใหม่อีกร้อยชาติยังไม่รู้ ฝีไม้ลายมือ-ชั้นเชิงไอเดีย จะได้เท่าสักฝุ่นขี้ฝุ่นส้-นตี-นของ ไมเคิล หรือเปล่าเลย... ฮึ ๆ ๆ... ไม่เคยเห็นไมเคิลหยิ่งทรนงอวดตัวเลยว่าข้านี่เก่งกูนี้เจ๋ง ทั้งๆที่ในแง่ผลงานแล้วเค้านี้แหละสุดยอดในทุกๆด้าน แต่กลับมีความสุภาพอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว ไม่เคยพูดจาแขวะดูถูกใคร ตรงนี้ละที่ไมเคิลสามารถครองใจของแฟนเพลงได้ทั่วโลก ส่วนเรื่องศัลยกรรมอาจมองเป็นจุดเสียของเขา แต่พิจารณาดีๆมันเรื่องส่วนตัวแท้ๆไม่ได้ทำร้ายทำลายใคร จะให้คนคนหนึ่งทำอะไรถูกใจคนไปเสียทุกกระเบียดนิ้วเลยเป็นไปไม่ได้เด้อ...เปิดใจให้กว้าง มองกันที่ผลงานในภาพรวมๆดีกว่า

กล่าวได้ว่า ผลงานของ ไมเคิล แจ็คสัน ไม่ว่าจะเป็น งานเพลง มิวสิควิดีโอ คอนเสิร์ต ล้วนแต่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ชั้นไฮคลาส เป็นแหล่งแห่งแรงบันดาลใจอันดีเยี่ยมให้กับศิลปินรุ่นใหม่ๆ รวมทั้งผู้ที่ทำงานในสายความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ-ออกแบบ ฯลฯ
หวังว่าต่อไปในอนาคตคงมี ราชาเพลงป็อป คนใหม่มาสร้างความบันเทิงให้โลกได้ยิ่งใหญ่(ต้องทำให้ได้ดีกว่า)แบบ ไมเคิล แจ็คสัน ...ใครหว่า???
วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 1, 2009
ภาษาอังกฤษพอเพียง Unseen
" I like to smell used Lingerie! " แปลว่าอะไรนักเรียน...? :D
หลายคนคงไม่รู้ว่า ทำไม ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษากลางของโลก...ตอบสั้นๆก็คือเพราะ สงคราม! ...เหตุเกิดเริ่มแรกในประวัติศาสตร์อันใกล้ กองเรือติดอาวุธอังกฤษได้เดินทางไปรอบโลกแล้วทำการรุกรานยึดแผ่นดินประเทศที่ตนไปเยือนกว่าค่อนโลกให้ตกเป็นอาณานิคม...ประเทศที่ถูกคุกคามจึงจำต้องให้ความสนใจกับภาษาอังกฤษเป็นพิเศษเพื่อประโยชน์ในการเจรจาสื่อสารงานบ้านงานเมืองกับจักรวรรดิอังกฤษผู้เป็นนายเจ้าปกครอง...ผนวกกับอังกฤษมีนโยบายส่ง มิชชั่นนารี เผยแผร่(แกมบังคับ)แทรกซึมภาษา-วัฒนธรรมอังกฤษไปยังประเทศภายใต้อาณัติเหล่านั้นอย่างเป็นระบบและแยบยล...ภาษาอังกฤษจึงแพร่หลาย กลายเป็นภาษากลางของโลกไปในที่สุด แม้ปัจจุบัน อเมริกาจะได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจแทนอังกฤษแล้ว แต่อเมริกาก็คือคนอังกฤษที่เข้าไปปล้นยึดดินแดนอเมริกาอันเป็นถิ่นเดิมของเผ่าอินเดียแดงนั้นเอง (และในอนาคตมีแนวโน้มว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจทางการเมือง-เศรษฐกิจโลกมาแทนที่อเมริกา...เก็งกันว่าจะเป็น ประเทศจีน! ดังนั้นภาษากลางของโลกจึงอาจต้องเปลี่ยนขั้วตามไปด้วย... ภาษาจีน ? ? ? )

1. เป็นไปไม่ได้เลยที่คนไทยเราทั่วไปจะพูดภาษาต่างประเทศได้แบบ 100% เพราะเราไม่ได้มีกำพืดเกิดโตที่อังกฤษ เราส่วนใหญ่เมื่อไทย โตเมืองไทย ใช้ชีวิตในไทย มีเพื่อนส่วนใหญ่เป็นคนไทย ทำมาหากินสื่อสารกับคนไทยเป็นหลัก ... ฉะนั้นถ้าเราไม่ได้เป็นนักศึกษาศึกษาสาขาภาษาอังกฤษโดยตรงหรือคลุกคลีกกับภาษาอังกฤษจริงจัง จึงเป็นเรื่องปกติที่จะใช้งานสื่อสารภาษาอังกฤษผิดๆติดๆขัดๆบ้าง เพราะการเชี่ยวชาญภาษาเป็นเรื่องของทักษะ-การได้ใช้งานจริงบ่อยๆสม่ำเสมอ ถ้าในชีวิตไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้หรือได้ใช้น้อยก็ย่อมขึ้นสนิมและลืมเลือนไปเป็นธรรมดา ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การเรียนภาษาอังกฤษแบบเน้นที่การสื่อสารง่ายๆทั่วที่ชาวต่างชาติเข้าใจเป็นใช้ได้
2. อย่างไรก็ตามศตวรรษนี้คงเลี่ยงภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า บางกรณีแม้คนไทยกันเองสื่อสารด้วยภาษาไทยภาษาเดียวกันยังสื่อกันไม่ค่อยรู้เรื่องเลย จะเอาอะไรกับภาษาต่างประเทศ... ฉะนั้นเมื่อต้องใช้หรือพูดอังกฤษก็จงใช้ภาษาอังกฤษแบบพอเพียง อย่าออกสำเนียงอังกฤษปนไทยเกินไป แต่ก็อย่าพยายามออกเสียงดัดจริตเกินเหตุ! ( อาจารย์ ใช่คำได้เห็นภาพ...ฮ่าๆ) เพราะจะทำให้ทั้งคนไทยและทั้งคนอังกฤษ-ต่างชาติ ก็ฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้จะเป็นคำง่ายๆก็ตาม(อย่างกรณีเสียงประกาศในห้าง และ สนามบิน...เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด โชว์พาวเสียจนทำให้คนอังกฤษเองก็ฟังไม่เข้าใจ) การพูดแบบธรรมชาติๆกลางๆสำเนียงเน่อๆนิดๆประเทศตัวเอง ฝรั่งยังจะเข้าใจง่ายกว่า
4. คำหยาบหรือคำใต้สะดือ ก็ควรศึกษารู้ไว้บ้าง เพราะเราจะได้รู้หรือรับมือได้ เมื่อฝรั่งยิงคำลามกหรือคำหยาบโลนมา... (ในโชว์เดี่ยวไมโครโฟน จึงเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ...ฮึๆ) อาทิ...Pubic Sevices = ขายบริการทางเพศ, Erection = ไอ้นั้นตั้งโด่, Prick = หำ, Testicles = ลูกอั-ณ-ฑะ, Pubic Hair = ขนบริเวณนั้น(อย่าใช้ Diamond Hair นะ ฮึๆ) Semen = น้ำอ-สุ...จิ, Lingerie = ชุดชั้นในสตรี, Clitoris = ... และคำอื่นๆอีกมากมาย สนใจก็ลองหา VCD-DVD มาดู... :)

