"Viva La Vida"

อัลบั้มที่ออกวางแผงจำหน่ายครั้งแรกปี 2008 ชื่อเต็ม “Viva la Vida - Death and all his friends” โดย Alternative rock พันธุ์อังกฤษ นาม "Coldplay"

"Viva La Vida" (Prospekts March Edition) ชุดพิเศษล่าสุด Deluxe Edition : Special limited quantity : Two-disc set : ซีดีแผ่น1 เป็นเพลงเดิม 10 เพลง, แผ่นที่2 มี 8 เพลงเป็นการนำเพลงเดิม 2เพลงนำมาเพิ่มลูกเล่นคือนั้นเพลง "Lost" และ "Lovers In Japan" ส่วนเพลงที่แต่งขึ้นใหม่มี 6 เพลง เยี่ยมทุกเพลงโดยเฉพาะ "Life In Technicolor ii " (เพลงนี้ในCDแผ่นแรก เป็นทำนองดนตรีอย่างเดียวไม่มีเนื้อร้อง)
"Viva La Vida" จัดว่าเป็นอัลบั้มเพลงชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ : การสร้างสรรค์ลูกเล่น-จังหวะดนตรีอันมีเอกลักษณ์ + ความงามแห่งท่วงทำนองที่ทันสมัยหมดจดลงตัว
Music Video ก็สร้างสรรค์ได้บรรเจิดไม่แพ้งานดนตรี
............................
“Viva La Vida” เป็นภาษาสเปนมีความหมายว่า Long Live Life, หรือ Live the life เป็นคำไทยประมาณ"สดุดีชีวิต" -"ชีวิตจงเจริญ"อะไรเทือกนั้น งานออกแบบปกซีดี(ตอนออกมาครั้งแรกสุด) เป็นภาพ "Liberty Leading the People" โดยจิตรกร "เออแชน เดอลากรัว(Eugène Delacroix)" ชาวฝรั่งเศส
Liberty Leading the People : โดย จิตรกร Eugène Delacroix, ภาพ Liberty Leading the People แสดงเหตุการณ์ "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" หรือ "July Revolution"... "เดอลาครัวซ์" เลือกที่จะใช้หญิงสาว(ตัวแทนเทพีสันติภาพ)เป็นสัญลักษณ์นำมวลชลลุกขึ้นต่อสู้ โดยท่อนบนผ้าขาดและหลุดเห็นหน้าอกของเธอเปลือยเปล่าเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงมอมแมม...แทบเท้าของเธอเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ผู้เสียสละ
ฝรั่งเศส กรกฎาคม 1830 ประชาชนพร้อมใจกันออกมาเดินขบวนมายังกรุงปารีสเพื่อประท้วงกษัตริย์พระเจ้าชาร์ลส์ ที่10 การประท้วงนำไปสู่เหตุการณ์จลาจล เกิดการปะทะกัน ประชาชนล้มตายจำนวนมาก กองกำลังปฏิวัติเข้าบุกยึดศาลาว่าการกรุงปารีสได้สำเร็จนำโดยนักการเมืองสายเสรีนิยมและได้จัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้น แม้ต่อมาจะยังมีการต่อสู้หลงเหลืออยู่ในบางจุดและยังมีการตั้งกษัตริย์ขั้นใหม่ การต่อสู้ดำเนินต่อไปจนในที่สุดขบวนการปฏิวัติก็ได้รับชัยชนะ ประเทศฝรั่งเศสจึงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น "ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์" ในเวลาต่อมา (หากต้องการรู้เรื่องราวอย่างละเอียด อ่านภาคผนวกท้าย Blog นะ :)
ตัวอย่างเนื้อเพลง Viva La Vida ท่อนแรกของเพลง
I used to rule the world
Seas would rise when I gave the word
Now in the morning I sleep alone
Sweep the streets I used to own
ข้าเคยเป็นราชาครองแผ่นฟ้า
I used to roll the dice
Feel the fear in my enemies’ eyes
Listen as the crowd would sing:
"Now the old king is dead! Long live the king!"
เคยเดิมพันเล่นตลกเห็นเป็นโชค
ส่วนเนื้อเพลงต้องการจะบอก-สื่ออะไรกับผู้ฟัง จะสดุดีชีวิตอย่างไร? ก็สุดแท้แต่วิจารณญานแต่ละคนจะตีความกันไป อันการตีความงานดนตรีนั้น ลำพังเนื้อเพลงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องพิจารณาถึงจังหวะ-ท่วงทำนองเพลงให้ลึกซึ้งถ่องแท้ด้วยว่า มีจังหวะจะโคนสัมพันธ์กับเนื้อร้องอย่างไร บางทีจังหวะเสียงดนตรีก็สำคัญกว่าเนื้อร้อง ภาพศิลป์หนึ่งภาพบอกเรื่องราวมากว่าพันล้านตัวอักษรฉันใด เสียงดนตรีก็ฉันนั้น เพลงบางเพลงไม่จำต้องมีเนื้อร้องก็สามารถสื่อความหมายได้ อันงานศิลป์ชั้นยอดย่อมทิ้งช่องว่างให้ผู้เสพได้มีอิสระในการจินตนาการเสมอ
ส่วนตัวมองว่างานชุด Viva La Vida, Death and all his friends ต้องการสื่อถึง สัจธรรมการตายของสิ่งเก่า เปิดช่องให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่า ดังท่อนหนึ่งในเพลง "Lost" (ขออภัยไม่ได้เป็นนักแปลมืออาชีพ :P)
“You might be a big fish in a little pond
- จบ -
...........................................................
*ภาคผนวกขยายความ
ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองฝรั่งเศส อันเกี่ยวเนื่องกับ "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม"
***มุ่งหมายเพียงที่จะให้รายเอียดการเมืองฝรั่งเศสในอดีตอันเกี่ยวเนื่องกับภาพ "Liberty Leading the People" ว่าไปตามข้อมูลเท่าที่หาได้(ข้อมูลจากเว็บโดยผู้ใช้นามว่า..."ปิยบุตร" เรียบเรียงใหม่นิดหน่อย เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น) ส่วนจะจริงเท็จครบถ้วนประการใด เชื่อถือได้แค่ไหน ใช้วิจารณญาณนะครับ
๑. รู้จักกับ "Ultra-royaliste" ผู้เป็นตัวแปรสำคัญของประวัติศาสตร์
Ultra-royaliste(เป็นภาษาฝรั่งเศส) หรือที่ ปรีดี พนมยงค์ แปลว่า “ผู้เกินกว่าราชา” คือ กลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดนิยมเจ้าอย่างสุดโต่งในฝรั่งเศส มุ่งหมายจะรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจมากทั้งในทางความเป็นจริงและในเชิงสัญลักษณ์ เหตุผลหลักๆก็เพื่อมุ่งให้อภิสิทธิ์แก่พวกขุนนางรายล้อมกษัตริย์ โดยมองประชาชนเป็นเพียง “ข้าแผ่นดิน” (Sujet) มากกว่าเป็น “พลเมือง” (Citoyen) หลายกรณี พวก Ultra-royaliste เรียกร้องอำนาจและอภิสิทธิ์ให้กษัตริย์มากกว่าที่กษัตริย์ต้องการเสียอีก
๒. เริ่มเรื่องกันที่สมัยพระเจ้า นโปเลียน โบนาปาร์ต สิ้นสุดลง
ภายหลังการล่มสลายของระบอบโบนาปาร์ต นโปเลียนต้องลี้ภัยไปอยู่เกาะเซนต์ เฮเลน่า ฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูกษัตริย์ หรือที่เรียกว่ายุค “Restauration” พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๑๕ เป็นกษัตริย์ภายใต้การปกครองแบบปรมิตาญาธิปไตย (La Monarchie limitée) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (La Monarchie absolue) และประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (La Monarchie constitutionnelle) โดยมี Charte ลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๑๘๑๔ ทำหน้าที่เสมือนธรรมนูญการปกครองและกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจ เอกลักษณ์ของการปกครองในยุคนี้ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์มีอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยมีรัฐมนตรีที่แต่งตั้งเอง มี ๒ สภา คือ สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ ดำรงตำแหน่งตลอดชีพและสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ส่วนสภาล่าง มาจากการเลือกตั้งที่กำหนดให้เฉพาะผู้เสียภาษีมากๆถึงเกณฑ์เท่านั้นจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง ประเมินกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนเพียง ๑ ใน ๒๐๐ ของประชาชนทั้งประเทศ กลุ่ม Ultra-royaliste ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Restaurationนี้ ผ่านทางสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองนิยมเจ้าทั้งสิ้น (ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีแต่พวกเจ้า พวกขุนนางและคนร่ำรวย) เพียงแต่แบ่งเป็นสายสุดขั้วอย่าง Ultra-royaliste กับสายปฏิรูปอย่าง Royaliste libérale กลุ่ม Ultra-royaliste ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามขั้วตรงข้ามทางการเมืองของตน โดยเฉพาะการออกมาตรการ "ความน่าสะพรึงกลัวสีขาว" หรือ “Terreur blanche” (สีขาวเป็นสีของกษัตริย์ฝรั่งเศส) เพื่อทำลายกลุ่มนิยมสาธารณรัฐ กลุ่มนิยมระบอบโบนาปาร์ต และกลุ่มนิยมนิกายโปรเตสแตนท์มาตรการ Terreur blanche นำมาซึ่งการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม การปิดกั้นสื่อ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และเรียกร้องให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นภายใต้การ “อำนวยการ” ของกลุ่ม Ultra-royaliste
๓. หลังการเข้ามาของกลุ่ม Ultra-royaliste ๑ ปีผ่านไป
หลุยส์ที่ ๑๘ จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากความล้มเหลวของมาตรการ Terreur blanche ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste เสียที่นั่งในสภาให้กับกลุ่ม Royaliste libérale เมื่อกลุ่ม Royaliste libérale เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็รีบยกเลิกมาตรการ Terreur blanche ทันที และเร่งรัดออกกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับ ต่อมา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๒๐ Duc de Berry หลานของหลุยส์ที่ ๑๘ ถูกลอบสังหารหน้าโรงละครโอเปร่า พวกนิยมเจ้าเชื่อว่าการลอบสังหารนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายของกลุ่ม Royaliste libérale ที่เอียงไปทางเสรีนิยมมากเกินไปจนทำให้ผู้นิยมสาธารณรัฐมีโอกาสตีโต้กลับ ผลพวงของการตายของ Duc de Berry ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาอีกครั้ง และจัดการยกเลิกนโยบายเสรีนิยมทั้งหมด หันกลับไปออกกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์และกฎหมายจำกัดเสรีภาพของประชาชน กลุ่ม Ultra-royaliste ยังต้องการขจัดเสียงของกลุ่ม Royaliste libérale จึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียภาษีมากมีสิทธิเลือกตั้ง ๒ รอบ รอบแรกเลือกสมาชิกสภา ๒๕๘ คน จากนั้นผู้เสียภาษีมากที่สุดจำนวน ๑ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกอีก ๑๗๒ คนในรอบที่สอง ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้สนับสนุนกลุ่ม Ultra-royaliste นั่นเอง ๑๖ กันยายน ๑๘๒๔ หลุยส์ที่ ๑๘ เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์แทนในนาม ชาร์ลส์ที่ ๑๐
๔. ยุคชาร์ลที่ ๑๐ ยุคที่เกิด เหตุการณ์ "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" อันเป็นที่มาของ ภาพ "Liberty Leading the People"
กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ ๑๐ ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ก่อนปฏิวัติ ๑๗๘๙ (ยุคเก่าก่อนที่ นโปเลียนจะครองอำนาจ) กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๖๓๐ ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์อีกด้วย และด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ต้องยุบสภา ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปเป็นหัวหน้ารัฐบาล การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน แต่ด้วยนโยบายแข็งกร้าว ทำให้อยู่ได้ไม่นาน ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ก็ต้องยุบสภาผลการเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น ๒๗๐ ที่นั่งจากเดิม ๒๒๑ ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ ๑๔๕ ที่นั่ง จากเดิม ๑๘๑ ที่นั่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงตัดสินใจออกประกาศ ๔ ฉบับทันที ได้แก่ ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง ๗๐ วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน) ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์ ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน กล่าวกันว่าประกาศทั้ง ๔ ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ กรรมกร ชนชั้นกฎุมพี จึงรวมตัวกันล้มล้างการปกครองของชาร์ลส์ที่ ๑๐ โดยใช้เวลาเพียง ๓ วันตั้งแต่ ๒๗ – ๒๙ กรกฎาคม ๑๘๓๐ ที่เรียก "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" นั้นเอง
๕. หลัง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ เข้าสู่ยุค หลุยส์ ฟิลิปป์
เมื่อชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๑๘๓๐ ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมายและให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ เราเรียกยุคนี้ว่า “ Monarchie de Juillet” เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่ชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเองรัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด การขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๒๐๐ ฟรังค์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๕๐๐ ฟรังค์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๑๐๐๐ ฟรังค์) การยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพในการพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ “น้ำเงิน ขาว แดง” จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติ แม้หลุยส์ ฟิลิปป์ จะได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น “กษัตริย์ของพลเมือง” แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๑๘๔๖ ถึง ๑๘๔๘ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลบอบอวล ยิ่งกระตุ้นให้กลุ่มนิยมสาธารณรัฐเริ่มรวมตัวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติกษัตริย์ด้วยการจัดงานเลี้ยงตามหัวเมืองใหญ่ๆเพื่อรณรงค์ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสียภาษีมาก การชุมนุมทางการเมืองเริ่มขยายตัวกว้างขวางขึ้น รัฐบาล Guizot ไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้อง ตรงกันข้ามกลับปราบปรามการชุมนุม ยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลง กว่าหลุยส์ ฟิลิปป์จะตัดสินใจเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลและสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปให้เข้มขึ้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด กลุ่มนิยมสาธารณรัฐได้โอกาสเข้ายึดอำนาจจากหลุยส์ ฟิลิปป์ และประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๘
๖. ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ การกลับมาของ ตระกูลนโปเลียน
ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ ได้ไม่นาน หลุยส์ นโปเลียน หลานของนโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดการรวบอำนาจไว้กับตนเอง เปลี่ยนกลับไปปกครองแบบจักรวรรดิเหมือนพระเจ้า นโปเลียน โบนาปาร์ตบาต พร้อมกับตั้งตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพในนาม นโปเลียนที่ ๓ จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ได้ ๑๘ ปี จนกระทั่งเกิดสงครามกับปรัสเซีย(หรือเยอรมัน) นโปเลียนที่ ๓ และจักรววรดิที่ ๒ ก็ล่มสลายไปหลังนโปเลียนที่ ๓ พ่ายแพ้สงครามกับปรัสเซีย ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ
๗. สาธารณรัฐ เวอร์ชั่นชั่วคราว
ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ แต่ฝ่ายนิยมเจ้าเรียกร้องให้เพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้ายคำว่า “สาธารณรัฐ” ในขณะที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐก็เกรงว่าหากให้พวก Ultra-royaliste ปกครองประเทศก็หนีไม่พ้นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและเข้าข้างอภิสิทธิ์ชนดังที่เคยเป็นมาการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมเจ้ากับกลุ่มนิยมสาธารณรัฐดำเนินไปอย่างเข้มข้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเลือกปกครองในระบอบใดระหว่างสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญจนกระทั่งเกิดกรณี “ธงขาว” ซึ่งเริ่มจาก Comte de Chambord ออกมาเรียกร้องให้ฝรั่งเศสนำธงสีขาวที่มีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์บูร์บ็อง (Fleur de lys) กลับมาใช้เป็นธงชาติแทนที่ธงไตรรงค์ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ปลุกให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาร่วมมือกันรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์อีกครั้งความจริงแล้ว แนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ยังพอมีอยู่บ้าง ประชาชนบางส่วนยังคงถวิลหาให้กษัตริย์เป็นประมุขเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและแสดงถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีแม็คมานเองก็มีแนวโน้มจะช่วยฟื้นฟูให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุขของรัฐอีกครั้ง แต่ด้วยความแข็งกร้าวของ Ultra-royaliste โดยเฉพาะกรณี “ธงขาว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เพียงเรื่องเท่านี้ พวก Ultra-royaliste ยังไม่ยอมประนีประนอม หากปล่อยให้ Ultra-royaliste ครองอำนาจ เห็นทีคงหนีไม่พ้นการปกครองแบบระบอบเก่าเป็นแน่ ดังนั้น Henri Wallon...
๘. สาธารณรัฐ เวอร์ชั่นสมบูรณ์
ดังนั้น Henri Wallon นักการเมืองนิยมสาธารณรัฐจึงชิงตัดหน้าด้วยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกโดยเสียงข้างมากเด็ดขาดของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ ๗ ปี และสามารถถูกเลือกได้อีกครั้ง”ผลการลงมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๑๘๗๕ ปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนนเสียง ๓๕๓ ต่อ ๓๕๒ จากนั้นความนิยมในสถาบันกษัตริย์ก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ จนกลุ่มนิยมกษัตริย์ไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกต่อไปเป็นอันว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด และกลุ่ม Ultra-royaliste ก็ปลาสนาการไปจากเวทีการเมืองพร้อมๆกับสถาบันกษัตริย์...
นับแต่ปฏิวัติ ๑๗๘๙ ฝรั่งเศส กลุ่มการเมืองหลายกลุ่มต่อสู้แย่งชิงอำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบการปกครองที่ตนปรารถนา Ultra-royaliste ก็เป็นกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการอุ้มชูสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาสู่อำนาจหลายครั้ง แต่ด้วยนโยบายไม่ประนีประนอม ไม่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ผู้มีรสนิยมแตกต่างกัน ไม่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ทำให้ระบบกษัตริย์ต้องล่มไป กลุ่ม Ultra-royaliste ต่อสู้จนระบบกษัตริย์กลับมาได้ แต่แล้วด้วยพฤติกรรมแบบเดิมๆ มุ่ง “อำนวยการ” หาผลประโยชน์และอำนาจเข้าตัวเองมากเกินไป โดยอาศัย “กษัตริย์” บังหน้า ทำให้ระบบกษัตริย์ล่มไปอีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งในท้ายที่สุด ความพยายามครั้งสุดท้ายในการฟื้นฟูกษัตริย์แบบมีอำนาจมาก ก็ทำให้กษัตริย์ไม่ได้ปรากฏในฝรั่งเศสอีกเลยไม่ว่า Ultra-royaliste จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสบอกเราว่าสถาบันกษัตริย์กลับมามีอำนาจก็ด้วย Ultra-royaliste และสถาบันกษัตริย์ต้องล่มสลายไปตลอดกาลก็ด้วย Ultra-royaliste อีกเช่นกัน



กลศึกม้าไม้กรุงทรอย
ปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(Holocaust)ของกองทัพนาซี
เผ่าดราวิเดียน
