วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 21, 2009

Viva La Vida - สดุดีชีวิต

"Viva La Vida"

อัลบั้มที่ออกวางแผงจำหน่ายครั้งแรกปี 2008 ชื่อเต็ม “Viva la Vida - Death and all his friends” โดย Alternative rock พันธุ์อังกฤษ นาม "Coldplay"


"Viva La Vida" (Prospekts March Edition) ชุดพิเศษล่าสุด Deluxe Edition : Special limited quantity : Two-disc set : ซีดีแผ่น1 เป็นเพลงเดิม 10 เพลง, แผ่นที่2 มี 8 เพลงเป็นการนำเพลงเดิม 2เพลงนำมาเพิ่มลูกเล่นคือนั้นเพลง "Lost" และ "Lovers In Japan" ส่วนเพลงที่แต่งขึ้นใหม่มี 6 เพลง เยี่ยมทุกเพลงโดยเฉพาะ "Life In Technicolor ii " (เพลงนี้ในCDแผ่นแรก เป็นทำนองดนตรีอย่างเดียวไม่มีเนื้อร้อง)

"Viva La Vida" จัดว่าเป็นอัลบั้มเพลงชุดที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ : การสร้างสรรค์ลูกเล่น-จังหวะดนตรีอันมีเอกลักษณ์ + ความงามแห่งท่วงทำนองที่ทันสมัยหมดจดลงตัว

Music Video ก็สร้างสรรค์ได้บรรเจิดไม่แพ้งานดนตรี

............................

“Viva La Vida” เป็นภาษาสเปนมีความหมายว่า Long Live Life, หรือ Live the life เป็นคำไทยประมาณ"สดุดีชีวิต" -"ชีวิตจงเจริญ"อะไรเทือกนั้น งานออกแบบปกซีดี(ตอนออกมาครั้งแรกสุด) เป็นภาพ "Liberty Leading the People" โดยจิตรกร "เออแชน เดอลากรัว(Eugène Delacroix)" ชาวฝรั่งเศส

Liberty Leading the People : โดย จิตรกร Eugène Delacroix,
1830 สีน้ำมันบนผ้าใบ

ภาพ Liberty Leading the People แสดงเหตุการณ์ "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" หรือ "July Revolution"... "เดอลาครัวซ์" เลือกที่จะใช้หญิงสาว(ตัวแทนเทพีสันติภาพ)เป็นสัญลักษณ์นำมวลชลลุกขึ้นต่อสู้ โดยท่อนบนผ้าขาดและหลุดเห็นหน้าอกของเธอเปลือยเปล่าเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงมอมแมม...แทบเท้าของเธอเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ผู้เสียสละ

ฝรั่งเศส กรกฎาคม 1830 ประชาชนพร้อมใจกันออกมาเดินขบวนมายังกรุงปารีสเพื่อประท้วงกษัตริย์พระเจ้าชาร์ลส์ ที่10 การประท้วงนำไปสู่เหตุการณ์จลาจล เกิดการปะทะกัน ประชาชนล้มตายจำนวนมาก กองกำลังปฏิวัติเข้าบุกยึดศาลาว่าการกรุงปารีสได้สำเร็จนำโดยนักการเมืองสายเสรีนิยมและได้จัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้น แม้ต่อมาจะยังมีการต่อสู้หลงเหลืออยู่ในบางจุดและยังมีการตั้งกษัตริย์ขั้นใหม่ การต่อสู้ดำเนินต่อไปจนในที่สุดขบวนการปฏิวัติก็ได้รับชัยชนะ ประเทศฝรั่งเศสจึงเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น "ประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐโดยสมบูรณ์" ในเวลาต่อมา (หากต้องการรู้เรื่องราวอย่างละเอียด อ่านภาคผนวกท้าย Blog นะ :)

การที่ "Coldplay" นำภาพ "Liberty Leading the People" เป็นภาพปก และเพลง Viva la Vida - สดุดีชีวิต ซึ่งเป็นชื่ออัลบั้ม...จะพบว่าเนื้อหาเพลงนี้วนเวียนอยู่เรื่องการกษัตริย์, อำนาจ และคณะสงฆ์คริสตศาสนาจักร...ท่วงทำนองดนตรีที่มีจังหวะ ตื่นเต้น, ปลุกระดม, การผจญภัย, ความหวัง, การปลดปล่อย, อิสรภาพ, ฯลฯ เป็นเครื่องแสดงว่า Theme หลักๆของอัลบัมนี้(ไม่เฉพาะเพลง "Viva la vila" รวมทั้งเพลงอื่นๆในอัลบั้มด้วย)ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน มาจากชีวิตพระเจ้าชาร์ลส์ ที่10 - ศริสตจักร และ บรรยากาศมวลชนใน July Revolution ?

(ฟังเพลง กด Play)

ตัวอย่างเนื้อเพลง Viva La Vida ท่อนแรกของเพลง
(แปลไทยเป็นกลอนมีสัมผัส โดย bosie.exteen.com สนใจเนื้อเพลงเต็มๆก็ลองคลิกเข้าไปอ่านดู)

I used to rule the world
Seas would rise when I gave the word
Now in the morning I sleep alone
Sweep the streets I used to own
ข้าเคยเป็นราชาครองแผ่นฟ้า
คลื่นทะเลซัดซาเมื่อข้าสั่ง
ครั้นตื่นมาตัวข้าอยู่ลำพัง
มือสองปัดกวาดถนนตามข้างทาง

I used to roll the dice
Feel the fear in my enemies’ eyes
Listen as the crowd would sing:
"Now the old king is dead! Long live the king!"
เคยเดิมพันเล่นตลกเห็นเป็นโชค
ศัตรูโศกหมดกล้าน่าสิ้นหวัง
ข้าเคยฟังไพร่ฟ้าเปร่งเสียงดัง
"โอ ราชันย์สิ้นลง ทรงพระเจริญ "
ฯลฯ

ส่วนเนื้อเพลงต้องการจะบอก-สื่ออะไรกับผู้ฟัง จะสดุดีชีวิตอย่างไร? ก็สุดแท้แต่วิจารณญานแต่ละคนจะตีความกันไป อันการตีความงานดนตรีนั้น ลำพังเนื้อเพลงอย่างเดียวไม่พอ จะต้องพิจารณาถึงจังหวะ-ท่วงทำนองเพลงให้ลึกซึ้งถ่องแท้ด้วยว่า มีจังหวะจะโคนสัมพันธ์กับเนื้อร้องอย่างไร บางทีจังหวะเสียงดนตรีก็สำคัญกว่าเนื้อร้อง ภาพศิลป์หนึ่งภาพบอกเรื่องราวมากว่าพันล้านตัวอักษรฉันใด เสียงดนตรีก็ฉันนั้น เพลงบางเพลงไม่จำต้องมีเนื้อร้องก็สามารถสื่อความหมายได้ อันงานศิลป์ชั้นยอดย่อมทิ้งช่องว่างให้ผู้เสพได้มีอิสระในการจินตนาการเสมอ

ส่วนตัวมองว่างานชุด Viva La Vida, Death and all his friends ต้องการสื่อถึง สัจธรรมการตายของสิ่งเก่า เปิดช่องให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่า ดังท่อนหนึ่งในเพลง "Lost" (ขออภัยไม่ได้เป็นนักแปลมืออาชีพ :P)

“You might be a big fish in a little pond
เจ้าอาจเป็นปลาใหญ่ในบ่อเล็ก
Doesn’t mean you’ve won
ไม่ได้หมายความว่าเจ้าชนะแล้ว
Cause along may come A bigger one”
เพราะในไม่ช้าจะมีปลาตัวใหญ่กว่ามาถึง

เข้าทำนอง "ใดๆโลกล้วนมายาอนิจจัง เก่าไปใหม่มา จงหรรษากับชีวิตเถิด" Viva la vida "Long Live Life"...และในแง่แนวทางของงานดนตรี ถ้าได้เคยฟังและเปรียบเทียบกับงานชุดก่อนๆของ Coldplay ก็จะเห็นถึงทิศทางเปลี่ยนแปลงในงานชุดล่าสุดนี้อย่างชัดเจน นั้นคือ หนักแน่นสุขุมขึ้น มีความทรงภูมิสง่างาม สดใหม่ทันสมัย เฉียบขาดและมีพลัง ทำนองดนตรีก็มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น

- จบ -

...........................................................

*ภาคผนวกขยายความ

ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครองฝรั่งเศส อันเกี่ยวเนื่องกับ "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม"

***มุ่งหมายเพียงที่จะให้รายเอียดการเมืองฝรั่งเศสในอดีตอันเกี่ยวเนื่องกับภาพ "Liberty Leading the People" ว่าไปตามข้อมูลเท่าที่หาได้(ข้อมูลจากเว็บโดยผู้ใช้นามว่า..."ปิยบุตร" เรียบเรียงใหม่นิดหน่อย เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น) ส่วนจะจริงเท็จครบถ้วนประการใด เชื่อถือได้แค่ไหน ใช้วิจารณญาณนะครับ

๑. รู้จักกับ "Ultra-royaliste" ผู้เป็นตัวแปรสำคัญของประวัติศาสตร์

Ultra-royaliste(เป็นภาษาฝรั่งเศส) หรือที่ ปรีดี พนมยงค์ แปลว่า “ผู้เกินกว่าราชา” คือ กลุ่มการเมืองที่มีแนวคิดนิยมเจ้าอย่างสุดโต่งในฝรั่งเศส มุ่งหมายจะรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์กลับมาใหม่ ต้องการให้กษัตริย์มีอำนาจมากทั้งในทางความเป็นจริงและในเชิงสัญลักษณ์ เหตุผลหลักๆก็เพื่อมุ่งให้อภิสิทธิ์แก่พวกขุนนางรายล้อมกษัตริย์ โดยมองประชาชนเป็นเพียง “ข้าแผ่นดิน” (Sujet) มากกว่าเป็น “พลเมือง” (Citoyen) หลายกรณี พวก Ultra-royaliste เรียกร้องอำนาจและอภิสิทธิ์ให้กษัตริย์มากกว่าที่กษัตริย์ต้องการเสียอีก

๒. เริ่มเรื่องกันที่สมัยพระเจ้า นโปเลียน โบนาปาร์ต สิ้นสุดลง

ภายหลังการล่มสลายของระบอบโบนาปาร์ต นโปเลียนต้องลี้ภัยไปอยู่เกาะเซนต์ เฮเลน่า ฝรั่งเศสเข้าสู่ช่วงฟื้นฟูกษัตริย์ หรือที่เรียกว่ายุค “Restauration” พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๑๘๑๕ เป็นกษัตริย์ภายใต้การปกครองแบบปรมิตาญาธิปไตย (La Monarchie limitée) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (La Monarchie absolue) และประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (La Monarchie constitutionnelle) โดยมี Charte ลงวันที่ ๔ มิถุนายน ๑๘๑๔ ทำหน้าที่เสมือนธรรมนูญการปกครองและกำหนดความสัมพันธ์ทางอำนาจ เอกลักษณ์ของการปกครองในยุคนี้ คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ กษัตริย์มีอำนาจการบริหารประเทศอย่างแท้จริงโดยมีรัฐมนตรีที่แต่งตั้งเอง มี ๒ สภา คือ สภาขุนนางมาจากการแต่งตั้งของกษัตริย์ ดำรงตำแหน่งตลอดชีพและสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ส่วนสภาล่าง มาจากการเลือกตั้งที่กำหนดให้เฉพาะผู้เสียภาษีมากๆถึงเกณฑ์เท่านั้นจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง ประเมินกันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นจำนวนเพียง ๑ ใน ๒๐๐ ของประชาชนทั้งประเทศ กลุ่ม Ultra-royaliste ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Restaurationนี้ ผ่านทางสภานิติบัญญัติซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มการเมืองนิยมเจ้าทั้งสิ้น (ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีแต่พวกเจ้า พวกขุนนางและคนร่ำรวย) เพียงแต่แบ่งเป็นสายสุดขั้วอย่าง Ultra-royaliste กับสายปฏิรูปอย่าง Royaliste libérale กลุ่ม Ultra-royaliste ออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามขั้วตรงข้ามทางการเมืองของตน โดยเฉพาะการออกมาตรการ "ความน่าสะพรึงกลัวสีขาว" หรือ “Terreur blanche” (สีขาวเป็นสีของกษัตริย์ฝรั่งเศส) เพื่อทำลายกลุ่มนิยมสาธารณรัฐ กลุ่มนิยมระบอบโบนาปาร์ต และกลุ่มนิยมนิกายโปรเตสแตนท์มาตรการ Terreur blanche นำมาซึ่งการลอบสังหารนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม การปิดกั้นสื่อ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และเรียกร้องให้กษัตริย์มีอำนาจมากขึ้นภายใต้การ “อำนวยการ” ของกลุ่ม Ultra-royaliste

๓. หลังการเข้ามาของกลุ่ม Ultra-royaliste ๑ ปีผ่านไป

หลุยส์ที่ ๑๘ จำเป็นต้องยุบสภาเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง ผลจากความล้มเหลวของมาตรการ Terreur blanche ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste เสียที่นั่งในสภาให้กับกลุ่ม Royaliste libérale เมื่อกลุ่ม Royaliste libérale เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็รีบยกเลิกมาตรการ Terreur blanche ทันที และเร่งรัดออกกฎหมายปฏิรูปหลายฉบับ ต่อมา ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๘๒๐ Duc de Berry หลานของหลุยส์ที่ ๑๘ ถูกลอบสังหารหน้าโรงละครโอเปร่า พวกนิยมเจ้าเชื่อว่าการลอบสังหารนี้เป็นผลต่อเนื่องมาจากนโยบายของกลุ่ม Royaliste libérale ที่เอียงไปทางเสรีนิยมมากเกินไปจนทำให้ผู้นิยมสาธารณรัฐมีโอกาสตีโต้กลับ ผลพวงของการตายของ Duc de Berry ทำให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาเป็นเสียงข้างมากในสภาอีกครั้ง และจัดการยกเลิกนโยบายเสรีนิยมทั้งหมด หันกลับไปออกกฎหมายเซ็นเซอร์สิ่งพิมพ์และกฎหมายจำกัดเสรีภาพของประชาชน กลุ่ม Ultra-royaliste ยังต้องการขจัดเสียงของกลุ่ม Royaliste libérale จึงออกกฎหมายอนุญาตให้ผู้เสียภาษีมากมีสิทธิเลือกตั้ง ๒ รอบ รอบแรกเลือกสมาชิกสภา ๒๕๘ คน จากนั้นผู้เสียภาษีมากที่สุดจำนวน ๑ ใน ๔ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกอีก ๑๗๒ คนในรอบที่สอง ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้สนับสนุนกลุ่ม Ultra-royaliste นั่นเอง ๑๖ กันยายน ๑๘๒๔ หลุยส์ที่ ๑๘ เสียชีวิต กลุ่ม Ultra-royaliste ได้ผลักดันน้องชายของหลุยส์ที่ ๑๘ ขึ้นครองราชย์แทนในนาม ชาร์ลส์ที่ ๑๐

๔. ยุคชาร์ลที่ ๑๐ ยุคที่เกิด เหตุการณ์
"การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" อันเป็นที่มาของ ภาพ "Liberty Leading the People"

กลุ่ม Ultra-royaliste และชาร์ลส์ที่ ๑๐ ร่วมมือกันสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบเก่าด้วยการรื้อฟื้นสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ก่อนปฏิวัติ ๑๗๘๙ (ยุคเก่าก่อนที่ นโปเลียนจะครองอำนาจ) กลับมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพิธีราชาภิเษก การก่อสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ซึ่งโดนคณะปฏิวัติประหารด้วยเครื่องกีโยติน การออกกฎหมายชดเชยค่าเสียหายให้แก่เจ้าและขุนนางที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ๑๗๘๙ ซึ่งคำนวณกันว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๖๓๐ ล้านฟรังค์ ตลอดจนการออกกฎหมายกำหนดโทษแก่ผู้หลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะผู้ที่ขโมยหรือทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมีโทษถึงประหารชีวิต นอกจากนี้ยังเพิ่มความเข้มงวดการเซ็นเซอร์สื่อและการจำกัดเสรีภาพการพิมพ์อีกด้วย และด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจบีบบังคับให้ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ต้องยุบสภา ผลการเลือกตั้งทำให้ได้สภาที่มีสมาชิกสายปฏิรูปมากขึ้น ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงจำใจต้องตั้ง Martignac นักการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปเป็นหัวหน้ารัฐบาล การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่เป็นที่สบอารมณ์ของชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ที่เห็นว่ารัฐบาลโน้มเอียงไปทางเสรีนิยม ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมก็มองว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายปฏิรูปแบบกระมิดกระเมี้ยน ในที่สุด Martignac จึงลาออกจากตำแหน่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ตัดสินใจตั้ง Prince de Polignac นักการเมืองกลุ่ม Ultra-royaliste ขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาลแทน แต่ด้วยนโยบายแข็งกร้าว ทำให้อยู่ได้ไม่นาน ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ก็ต้องยุบสภาผลการเลือกตั้งปรากฏว่าฝ่ายค้านได้สมาชิกสภาเพิ่มเป็น ๒๗๐ ที่นั่งจากเดิม ๒๒๑ ที่นั่ง ในขณะที่รัฐบาลเก่าได้เสียงลดลงเหลือ ๑๔๕ ที่นั่ง จากเดิม ๑๘๑ ที่นั่ง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ จึงตัดสินใจออกประกาศ ๔ ฉบับทันที ได้แก่ ประกาศยุบสภา (ห่างจากยุบสภาครั้งก่อนครั้งก่อนเพียง ๗๐ วันและหลังเลือกตั้งไม่ถึงเดือน) ประกาศยกเลิกเสรีภาพการพิมพ์ ประกาศจำกัดผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เฉพาะคนที่เสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ และประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน กล่าวกันว่าประกาศทั้ง ๔ ฉบับเสมือนเป็นการรัฐประหารโดยชาร์ลส์ที่ ๑๐ และกลุ่ม Ultra-royaliste ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมาก ในที่สุดนักหนังสือพิมพ์ กรรมกร ชนชั้นกฎุมพี จึงรวมตัวกันล้มล้างการปกครองของชาร์ลส์ที่ ๑๐ โดยใช้เวลาเพียง ๓ วันตั้งแต่ ๒๗ – ๒๙ กรกฎาคม ๑๘๓๐ ที่เรียก "การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม" นั้นเอง

๕. หลัง ชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ
เข้าสู่ยุค หลุยส์ ฟิลิปป์

เมื่อชาร์ลส์ที่ ๑๐ ถูกเนรเทศ กลุ่มการเมืองนิยมเจ้าสายปฏิรูปยืนยันให้มีกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องการกษัตริย์ประนีประนอม ไม่เอนเอียงไปกับกลุ่ม Ultra-royaliste เพื่อปูทางปฏิรูปประชาธิปไตย จึงตัดสินใจเอาเจ้าสายราชวงศ์ออร์เลอองอย่างหลุยส์ ฟิลิปป์ ขึ้นเป็นกษัตริย์ พร้อมกับออก Charte ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๑๘๓๐ ใช้เป็นธรรมนูญการปกครองแทน โดยลดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้มีอำนาจในการเสนอกฎหมายและให้อำนาจอธิปไตยเป็นของชาติ เราเรียกยุคนี้ว่า “ Monarchie de Juillet” เพราะเหตุการณ์ที่ประชาชนร่วมกันขับไล่ชาร์ลส์ที่ ๑๐ เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม (Juillet) นั่นเองรัฐบาลเริ่มนโยบายก้าวหน้าขึ้น ตั้งแต่การยกเลิกระบบสืบทอดตำแหน่งสภาขุนนางทางสายเลือด การขยายสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งออกไป (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ชายอายุ ๒๕ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๒๐๐ ฟรังค์ จากเดิมที่ให้เฉพาะผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๓๐๐ ฟรังค์ ส่วนผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งก็เปลี่ยนเป็นผู้ชายอายุ ๓๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๕๐๐ ฟรังค์ จากเดิมต้องเป็นผู้ชายอายุ ๔๐ ปีขึ้นไปและเสียภาษีเกิน ๑๐๐๐ ฟรังค์) การยกเลิกการปิดกั้นเสรีภาพในการพิมพ์ ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกไม่เป็นศาสนาประจำชาติอีกต่อไป ตลอดจนการนำธงไตรรงค์ “น้ำเงิน ขาว แดง” จากเดิมที่มีแต่สีขาว มาใช้เป็นธงประจำชาติ แม้หลุยส์ ฟิลิปป์ จะได้การยอมรับจากประชาชนมากถึงขนาดที่ชาวฝรั่งเศสขนานนามว่าเป็น “กษัตริย์ของพลเมือง” แต่การดำเนินนโยบายของรัฐบาล Guizot ก็ยังโน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยมอยู่มาก ประกอบกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี ๑๘๔๖ ถึง ๑๘๔๘ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยตลบอบอวล ยิ่งกระตุ้นให้กลุ่มนิยมสาธารณรัฐเริ่มรวมตัวจัดตั้งองค์กรปฏิวัติกษัตริย์ด้วยการจัดงานเลี้ยงตามหัวเมืองใหญ่ๆเพื่อรณรงค์ทางการเมือง เช่น การเรียกร้องให้ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปให้ทั่วถึงไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้เสียภาษีมาก การชุมนุมทางการเมืองเริ่มขยายตัวกว้างขวางขึ้น รัฐบาล Guizot ไม่สนองตอบต่อข้อเรียกร้อง ตรงกันข้ามกลับปราบปรามการชุมนุม ยิ่งทำให้คะแนนนิยมตกต่ำลง กว่าหลุยส์ ฟิลิปป์จะตัดสินใจเปลี่ยนหัวหน้ารัฐบาลและสัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปให้เข้มขึ้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ในที่สุด กลุ่มนิยมสาธารณรัฐได้โอกาสเข้ายึดอำนาจจากหลุยส์ ฟิลิปป์ และประกาศให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๘๔๘

๖. ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ การกลับมาของ ตระกูลนโปเลียน

ฝรั่งเศสเข้าสู่สาธารณรัฐที่ ๒ ได้ไม่นาน หลุยส์ นโปเลียน หลานของนโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดการรวบอำนาจไว้กับตนเอง เปลี่ยนกลับไปปกครองแบบจักรวรรดิเหมือนพระเจ้า นโปเลียน โบนาปาร์ตบาต พร้อมกับตั้งตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพในนาม นโปเลียนที่ ๓ จักรวรรดินี้ดำรงอยู่ได้ ๑๘ ปี จนกระทั่งเกิดสงครามกับปรัสเซีย(หรือเยอรมัน) นโปเลียนที่ ๓ และจักรววรดิที่ ๒ ก็ล่มสลายไปหลังนโปเลียนที่ ๓ พ่ายแพ้สงครามกับปรัสเซีย ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ

๗. สาธารณรัฐ เวอร์ชั่นชั่วคราว

ฝรั่งเศสเปลี่ยนมาปกครองแบบสาธารณรัฐ แต่ฝ่ายนิยมเจ้าเรียกร้องให้เพิ่มคำว่า “ชั่วคราว” ต่อท้ายคำว่า “สาธารณรัฐ” ในขณะที่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐก็เกรงว่าหากให้พวก Ultra-royaliste ปกครองประเทศก็หนีไม่พ้นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและเข้าข้างอภิสิทธิ์ชนดังที่เคยเป็นมาการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มนิยมเจ้ากับกลุ่มนิยมสาธารณรัฐดำเนินไปอย่างเข้มข้น ช่วงนี้จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเลือกปกครองในระบอบใดระหว่างสาธารณรัฐหรือประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญจนกระทั่งเกิดกรณี “ธงขาว” ซึ่งเริ่มจาก Comte de Chambord ออกมาเรียกร้องให้ฝรั่งเศสนำธงสีขาวที่มีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์บูร์บ็อง (Fleur de lys) กลับมาใช้เป็นธงชาติแทนที่ธงไตรรงค์ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ปลุกให้กลุ่ม Ultra-royaliste กลับมาร่วมมือกันรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์อีกครั้งความจริงแล้ว แนวโน้มที่ฝรั่งเศสจะปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขก็ยังพอมีอยู่บ้าง ประชาชนบางส่วนยังคงถวิลหาให้กษัตริย์เป็นประมุขเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและแสดงถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ประธานาธิบดีแม็คมานเองก็มีแนวโน้มจะช่วยฟื้นฟูให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุขของรัฐอีกครั้ง แต่ด้วยความแข็งกร้าวของ Ultra-royaliste โดยเฉพาะกรณี “ธงขาว” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เพียงเรื่องเท่านี้ พวก Ultra-royaliste ยังไม่ยอมประนีประนอม หากปล่อยให้ Ultra-royaliste ครองอำนาจ เห็นทีคงหนีไม่พ้นการปกครองแบบระบอบเก่าเป็นแน่ ดังนั้น Henri Wallon...

๘. สาธารณรัฐ เวอร์ชั่นสมบูรณ์

ดังนั้น Henri Wallon นักการเมืองนิยมสาธารณรัฐจึงชิงตัดหน้าด้วยการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐมาจากการเลือกโดยเสียงข้างมากเด็ดขาดของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีวาระ ๗ ปี และสามารถถูกเลือกได้อีกครั้ง”ผลการลงมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๑๘๗๕ ปรากฏว่า ฝ่ายที่เห็นควรให้ฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐเฉือนชนะไปอย่างหวุดหวิดด้วยคะแนนเสียง ๓๕๓ ต่อ ๓๕๒ จากนั้นความนิยมในสถาบันกษัตริย์ก็ลดน้อยถอยลงตามลำดับ จนกลุ่มนิยมกษัตริย์ไม่มีโอกาสกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกต่อไปเป็นอันว่าฝรั่งเศสเป็นสาธารณรัฐโดยเด็ดขาด และกลุ่ม Ultra-royaliste ก็ปลาสนาการไปจากเวทีการเมืองพร้อมๆกับสถาบันกษัตริย์...

นับแต่ปฏิวัติ ๑๗๘๙ ฝรั่งเศส กลุ่มการเมืองหลายกลุ่มต่อสู้แย่งชิงอำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบการปกครองที่ตนปรารถนา Ultra-royaliste ก็เป็นกลุ่มหนึ่งซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญกับการอุ้มชูสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาสู่อำนาจหลายครั้ง แต่ด้วยนโยบายไม่ประนีประนอม ไม่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ผู้มีรสนิยมแตกต่างกัน ไม่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ทำให้ระบบกษัตริย์ต้องล่มไป กลุ่ม Ultra-royaliste ต่อสู้จนระบบกษัตริย์กลับมาได้ แต่แล้วด้วยพฤติกรรมแบบเดิมๆ มุ่ง “อำนวยการ” หาผลประโยชน์และอำนาจเข้าตัวเองมากเกินไป โดยอาศัย “กษัตริย์” บังหน้า ทำให้ระบบกษัตริย์ล่มไปอีก เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งในท้ายที่สุด ความพยายามครั้งสุดท้ายในการฟื้นฟูกษัตริย์แบบมีอำนาจมาก ก็ทำให้กษัตริย์ไม่ได้ปรากฏในฝรั่งเศสอีกเลยไม่ว่า Ultra-royaliste จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสบอกเราว่าสถาบันกษัตริย์กลับมามีอำนาจก็ด้วย Ultra-royaliste และสถาบันกษัตริย์ต้องล่มสลายไปตลอดกาลก็ด้วย Ultra-royaliste อีกเช่นกัน

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2009

ความรัก...จากพระโอษฐ์

เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความรัก...ก็ต้องมีการแสดงความรักความปรารถนาดีต่อกันด้วยการมอบดอกไม้-ช็อคโกแลต, คู่รักหลายคู่ลั่นระฆังวิวาห์ในเดือนนี้, คู่กิ๊ก-คู่รักบางคู่เป็นวัยรุ่นบ้างไม่รุ่นบ้างถือว่า วันวาเลนไทน์ เป็นวันเผด็จศึก! ตาม Trend ของคนรุ่นใหม่...

และเพื่อความเป็นสิริมงคลจึงขอเขียนเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับความรักนิดหน่อยหน่อย เป็นการ รวบรวมพุทธดำรัส ที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก-ชีวิตคู่ในแง่มุมต่างๆมาเป็นเครื่องบรรณาการให้แด่ท่านผู้อ่านพอได้หอมปากหอมคอ.



ความรัก(ในรูปแบบของความกำหนัด)ทำให้คนตาบอด
“บุคคลผู้กำหนัด อันความกำหนัดครอบงำรึงรัดจิตใจไว้ ย่อมไม่รู้แม้ซึ่งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ทั้ง ๒ ฝ่ายตามความเป็นจริง.... ความกำหนัดแล ทำให้เป็นคนมืด ทำให้เป็นคนไร้จักษุ ทำให้ไม่รู้อะไร ทำให้ปัญญาดับ เป็นไปในฝ่ายความคับแค้นไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน”

ยอดของความรัก
“ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม”

รักมากทุกข์มาก
"ผู้ใดมีความรักมาก ก็ทุกข์มาก ผู้ใดมีความรักน้อยก็ทุกข์น้อย ผู้ใดไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ผู้นั้นก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเศร้าโศก"

ทำอย่างไรจะได้พบกันอีกในชาติหน้า
“ดูก่อนคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ(ชาติหน้า)ไซร้ทั้งสองคนนั้นแลพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะ(การบริจาค-การให้)เสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ...”

ยอดปรารถนาของสตรี
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคามผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว อาจจะได้โดยง่าย ฐานะ ๕ ประการคืออะไร ? คือ ความปรารถนาที่ว่า
ขอเราพึงเกิดในสกุล(วงศ์ตระกูล)อันเหมาะสม ๑
ขอเราพึงไปสู่สกุลที่เหมาะสม ๑
ขอเราพึงอยู่ครองเรือนโดยไม่มีหญิงร่วมสามี ๑
ขอเราพึงมีบุตร ๑
ขอเราพึงประพฤติครอบงำสามีได้ ๑...”

อย่าดูหมิ่นสตรี
“ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีลปฏิบัติพ่อผัว แม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี บุรุษ(ลูกชาย)ที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้บุตรของภริยาที่ดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้”

สตรีที่มีคุณสมบัติอย่างไร บุรุษจึงชอบ และไม่ชอบ
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม (ผู้หญิง) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว องค์ ๕ คืออะไร คือ
รูปไม่สวย ๑
ไม่มีโภคสมบัติ ๑
ไม่มีศีล ๑ (ความประพฤติ กิริยามารยาทที่ดีงาม)
เกียจคร้าน ๑
ไม่ได้บุตรจากเขา(เป็นหมันหรือมีลูกไม่ได้)
“มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว คือ
รูปสวย ๑
มีโภคสมบัติ ๑
มีศีล ๑
ขยันไม่เกียจคร้าน ๑
ได้บุตรจากเขา ๑”

สามีพึงบำรุงภรรยา ดังนี้
๑.ยกย่องสมฐานะภรรยา
๒.ไม่ดูหมิ่น
๓.ไม่นอกใจ
๔. มอบความเป็นใหญ่ในงานบ้านให้
๕. หาเครื่องประดับมาให้เป็นของขวัญ ตามโอกาส

ภรรยาอนุเคราะห์สามี ดังนี้
๑. จัดงานบ้านให้เรียบร้อย
๒. สงเคราะห์ญาติมิตรทั้งสองฝ่ายด้วยดี
๓.ไม่นอกใจ
๔. รักษาสมบัติที่หามาได้
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในงานทั้งปวง


.........................................................

ส่งท้ายด้วย ภรรยา ๗ จำพวก(หรือสามีก็ได้ ทำนองเดียวกัน) อยากได้แนวไหน เชิญเลือกได้เลยตามสบาย ฮึๆๆ...

“......ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้... คือ
ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ ภรรยาเสมอด้วยโจร ๑ ภรรยาเสมอด้วยนาย ๑ ภรรยาเสมอด้วยแม่ ๑ ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน ๑ ภรรยาเสมอด้วยทาสี ๑

ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาตนั้น เป็นอย่างไร ?
“.....ภรรยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าวธกาภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยเพชฌฆาต”

ภรรยาเสมอด้วยโจร นั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภรรยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าโจรภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยโจร”

ภรรยาเสมอด้วยนายนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบข่มขี่สามีผู้ขยันขันแข็ง ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าอัยยภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยนาย”

ภรรยาเสมอด้วยแม่นั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่ามาตาภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยแม่”

ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาวนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายาบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าภคินีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว”

ภรรยาเสมอด้วยเพื่อนนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาใดในโลกนี้ เห็นสามีและชื่นชมยินดีเหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตร ปฏิบัติสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าสขีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยเพื่อน”

ภรรยาเสมอด้วยทาสีนั้น มีลักษณะอย่างไร ?
“.....ภรรยาสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าทาสีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยทาสี”

Happy Valentine's Month

- สาธุ -

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 6, 2009

รหัสลับ "รามเกียรติ์"

ถ้าดูอย่างผิวเผินแล้วเนื้อหาของรามายณะหรือรามเกียรติ์นั้น คงไม่มีอะไรมาก ก็แค่นิยายแฟนตาซีสนุกสนานทั่วไป...ว่าด้วยการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายธรรมะคือ มนุษย์, ลิงและเทวดา กับฝ่ายอธรรมคือ ยักษ์ แต่จะมีใครรู้บ้างว่าหากได้ตั้งข้อสังเกต ตีความ พิจารณาให้ลึกๆแล้ว จะพบ รหัสลับ ที่น่าสนใจหลายอย่างซ่อนอยู่ ตัวอย่างเช่น


รหัสลับ ที่ ๑ : ต้นเหตุแห่งความวุ่นวาย...ใครธรรมะใครอธรรมกันแน่???

นนทุก และ เทวดา

เริ่มเรื่องรามเกียรติ์นั้น เดิมทีมียักษ์ตัวหนึ่งชื่อ "นนทก" ซึ่งทำหน้าที่คอยล้างเท้าให้แก่เหล่าเทพเทวดาที่จะเข้าเฝ้าพระอิศวรจ้าวโลก(จ้าวโลกจริงๆครับ เพราะตัวแทนของพระอิศวรหรือพระศิวะก็คือ ศิวลึงค์) นนทกทำหน้าที่ด้วยดีเสมอมา แต่ว่าเหล่าเทพนั้นมักจะกลั่นแกล้งนนทกด้วยการตบหัวและถอนผมของนนทกเล่นเป็นนิจ แกล้งเรื่อยไปกระทั้งนนทกหัวล้าน นนทกเจ็บใจทนไม่ไหวจึงได้อ้อนวอนต่อพระอิศวรขออิทธิฤทธิ์เพื่อไม่ให้ใครรังแกได้อีก พระอิศวรเห็นใจจึงประทานฤทธิ์นิ้วเพชรที่ทรงพลังให้ ซึ่งหากชี้ไปที่ใครคนนั้นก็ตายก็คางเหลืองในบัดดล (ที่มาของสำนวนไทย "ชี้เป็นชี้ตาย") นนทกเมื่อได้นิ้วเพชรมาก็ยังมาปฏิบัติหน้าที่ของตนไปด้วยดี จนกระทั่งเมื่อมีเทพมากลั่นแกล้งตนอีก เขาจึงหมดความอดทนสบโอกาสใช้นิ้วเพชรสังหารเทพองค์นั้นทันที...

และด้วยความแค้นที่อัดอั้นมายาวนานจึงออกอาละวาดแก้แค้นเหล่าเทพ สร้างความเดือนร้อนไปทั่วสวรรค์ เทพสู้นนทกไม่ได้ต้องไปขอพระนารายณ์ใช้ช่วย พระนารายณ์ผู้ทรงธรรมเข้าข้างเทพ โดยได้ไม่ไต่สวนหรือตำหนิเทพ กรณีไปแกล้งตบหัว-ถอนผมนนทก ใดๆทั้งสิ้น รับเรื่องแล้วไม่รีรอ แปลงร่างเป็นนางอัปสรล่อให้นนทกหลงใหล และออกอุบายหลอกนนทกให้ใช้นิ้วเพชรชี้ไปที่ตัวเอง นนทกผู้กำลังเคลิบเคลิ้มในรูปลักษณ์เอวองค์ของนางอัปสรก็เสียท่าโดนฤทธิ์ของตัวเองเข้าที่ขาบาดเจ็บล้มฟุบลงไป พระนารายณ์กลับคืนร่างเดิม เข้าไปเหยียบนนทกไว้แทบเท้า นนทกเห็นว่าแท้จริงแล้วเป็นพระนารายณ์แปลงตัวมาก็แค้นใจ ก่อนตายจึงตำหนิว่า...

บัดนั้น - นนทกผู้ใจแกล้วหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน - ซึ่งพระองค์จะผลาญชีวี
เหตุใดมิทำซึ่งหน้า - มารยาเป็นหญิงไม่บัดสี
หรือว่ากลัวนิ้วเพชรนี้ - จะชี้พระองค์ให้บรรลัย
ตัวข้ามีมือแต่สองมือ - หรือจะสู้ทั้งสี่กรได้
แม้นสี่มือเหมือนพระองค์ทรงชัย - ที่ไหนจะทำได้ดั่งนี้ ฯ

พระนารายณ์ท่านจึงยั๊วะเลย ตั้งปณิธานจองเวร ไปว่า...

ชาตินี้มึงมีแต่สองหัตถ์ - จงไปอุบัติเอาชาติใหม่
ให้สิบเศียรสิบพักตร์เกรียงไกร - เหาะเหินเดินได้ในอัมพร
มีมือยี่สิบซ้ายขวา - ถือคธาอาวุธธนูศร
กูจะเป็นมนุษย์แต่สองกร - ตามไปราญรอนชีวี
ให้สิ้นวงศ์พงศ์มึงอันศักดา - ประจักษ์แก่เทวาทุกราศี
ว่าแล้วกวัดแกว่งพระแสงศรี - ภูมีตัดเศียรกระเด็นไป”
(พระพุทธเจ้าสอนว่า "เวรย่อยระงับด้วยการไม่จองเวร" แต่พระนารายณ์นิยมการจองเวร...นี่คือจุดยืนที่แตกต่าง!)

ต้นเหตุแห่งความวุ่นวายยุ่งเหยิงทั้งหลายใครเริ่มก่อนใคร???...ในเรื่องหลักฐานปรากฏชัดเจนว่า นนทกทำหน้าที่ของตนในการล้างเท้าเหล่าเทพอย่างไม่มีข้อบกพร่องมาเป็นร้อยปีทั้งๆที่เป็นงานต่ำต้อยและแม้หลังจากได้นิ้วเพชรมาแล้วในครั้งแรกเขาก็ไม่ได้หาเรื่องกับเหล่าเทพหรือกับใครๆ แต่ยังคงทำงานเป็นปกติต่อไป...ฤาษี"วาลมิกิ" ผู้รจนารามายณะหรือรามเกียรติ์ ตั้งใจจะแสดงนัยยะเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับเราหรือเปล่า...???

***และที่โคตรซี๊ด!!...ขอเดาว่าท่านคงไม่เคยได้ยินมาก่อนเป็นแน่ มีบางตำนานกล่าวว่า หลังพระนารายณ์สังหารนนทกเรียบร้อยแล้ว ก็ไปเข้าเฝ้ารายงานต่อพระอิศวร(หรือพระศิวะ คนเดียวกัน) พระอิศวรท่านเลยอยากดูว่า รูปนางอัปสรที่พระนารายณ์จำแลงแปลงร่างหลอกนนทกนั้นจะงามสักขนาดไหนกันเชียว พระนารายณ์ก็แปลงให้ดู ผลก็คือ พระอิศวรหลงใหลในความงามน่ามืดตามัวเข้าเกี้ยวพาราสีจะร่วมรักด้วย พระนารายณ์ในร่างอัปสรจำแลงเห็นท่าไม่ดีก็อธิบายว่านี้ไม่ใช้ร่างจริงแค่ร่างมายานะท่าน...ท่านอิศวรไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นเข้ากอด จูบ ร่วมสังวาสด้วยจนลุถึงจุดสุดยอด เสร็จกิจแล้วก็เก็บน้ำอสุจิใส่ขวดไว้...ส่วนพระนารายณ์ก็กลับเป็นร่างเดิมแล้วทูลลากลับเกษียรสมุทร...


รหัสลับ ที่ ๒ : พระรามกับปฏิบัติการโหด!! Holocaust !!ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์วงศ์ทศกัณฐ์

พระรามและสีดาในเวอร์ชั่นหนังอินเดีย

ในประวัติศาสตร์ บ่อยครั้งที่กษัตริย์ผู้เข้มแข็งเมื่อคิดจะทำสงครามบุกรุกปล้นบ้านชิงเมืองผู้อื่นแต่ยังไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล จึงมักใช้เล่ห์เพทุบายหาเรื่องอย่างแยบยล สร้างเงื่อนไขเพื่อให้มีประเด็นอันชอบธรรมพอที่จะอ้างทำศึกสงคราม อาทิตัวอย่าง กษัตริย์พม่าขอช้างเผือกจาดกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา โดยอ้างเหตุเพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีอันดีต่อกัน แต่เมื่อกษัตริย์ไทยไม่มีให้ก็อ้างว่าเป็นการลบหลู่หยามเกียรติ จึงประกาศสงครามยกทัพใหญ่โจมตี

หรือที่มาบุกรุกแบบดื้อๆโฉดๆก็มีเหมือนกัน อย่างกรณี ฝรั่งล่าอาณานิคม ไม่รู้จะอ้างเหตุผลความชอบธรรมอะไรก็อ้างดื้อๆไปว่า "เพื่อพระเจ้า" บางทีก็อ้างว่า ประเทศอาณานิคมมีความเป็นอยู่ที่ล้าหลังป่าเถื่อนไร้อารยะขัดขวางต่อการพัฒนาของโลก จำต้องบุกยึดและฆ่าทิ้ง! เรียกว่าดำเนินไปตามทฏษฎี Natural Selection ของ ดาร์วิน นั้นคือ "ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า-มีประสิทธิภาพมากกว่าเท่านั้นที่อยู่รอด และผู้ที่ด้อยกว่าย่อมถูกกำจัดเสมอ!!"การรังแก-กำจัดผู้ด้อยกว่าย่อมชอบธรรมโดยประการทั้งปวงเพราะตรงตามหลักธรรมชาติ??? (อ่านเพิ่มเติม บล็อคเรื่อง ชาร์ล ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย") ซึ่งจริงๆแล้วข้ออ้างเหตุผล-ทฏษฎีต่างๆก็แค่การเล่นลิ้นลวงโลกหาความชอบธรรมจอมปลอมให้ตัวเองด้วยการแก้ตัวน้ำขุ่นๆขอไปทีทั้งสิ้น สาระสำคัญและเหตุผลจริงๆในการรุกรานทำร้ายนั้นคือ ความกระหายอำนาจ ไร้มนุษยธรรม ความโลภขยายดินแดนสูบปล้นทรัพยากรผู้อื่น สร้างความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่เกรียงไกรเยี่ยงผู้พิชิตให้ตนเองและพวกพ้อง...ก็แค่นั้น!

มหาตมะคานธีจึงได้ให้คติข้อคิดเตือนใจไว้ว่า...

"Earth provides enough to satisfy every man’s need, but not any man’s greed." “โลกมีทรัพยากรเพียงพอที่จะเเบ่งปันให้เเก่มนุษย์ทุกคนตามที่จำเป็น เเต่มีไม่เพียงพอ ที่จะสนองความโลภของคนแม้เพียงคนเดียว”

กลศึกม้าไม้กรุงทรอย

ในมหากาพย์อีเลียด-ทรอย "เมเนเลอุส" ขอความช่วยเหลือจาก "อะกาเมมนอน" นำกองทัพกรีกเข้าบุกตีกรุงทรอย เพื่อนำเจ้าหญิงเฮเลนที่ถูกเจ้าชายกรุงทรอยนามว่าปารีสชิงตัวไปกลับมา ในฐานะของอะกาเมมนอนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของกรีกแล้ว นี่คือโอกาสทองในการที่จะหาข้ออ้างระดมกองทัพทั่วกรีกเพื่อตีและยึดกรุงทรอยมาเป็นของตนเสีย

และในทำนองใกล้เคียงกัน พระรามในฐานะกษัตริย์และนักการเมืองผู้ต้องการขยายอำนาจ-ดินแดน เมื่อ "สีดา" มเหสีของตนถูกทศกัณฐ์กษัตริย์ลงกาชิงตัวไป ก็นับว่าส้มหล่น...เข้าทางพระราม!! ในการที่จะระดมกองทัพพันธมิตรทั้งหมด อาทิพันธมิตรลิงเมืองขีดขินและเมืองชมพู กรีฑาทัพเข้าบุกโจมตียึดลงกาอย่างชอบธรรม อีกทั้งกลุ่มก๊วนการเมือง-กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในเครือข่ายของตนก็พร้อมในกันสนับสนุนเต็มที่ เนื่องด้วยเห็นว่ากระทำของทศกัณฐ์นั้นชั่วช้าไม่ชอบธรรม นี่จึงเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ! ลองพิจารณาดีๆ...หากพระรามเป็นผู้ทรงธรรมรักสงบ รักสันติภาพและบูชาความรัก ต้องการเพียงแค่การได้นางสีดากลับคืนมาแค่นั้นจริงๆ คงไม่ต้องถึงขนาดระดมทั้งบ้านทั้งเมืองไปสู้รบกันให้ตายเป็นเบือ มันสมองระดับมหาเทพอวตารอย่างพระราม+กับมีทีมงานและลูกน้องวิเศษๆอย่าง หนุมาน น่าจะมีอุบายวิธีแย่งตัวผู้หญิงคนเดียวอย่างนางสีดากลับคืนมาได้โดยไม่ยากนัก (ถ้าไม่ทำสงครามก็ไม่บันเทิงและไม่มีเรื่องรามเกียรติ์ให้เล่าสู่กันฟังกันนะซิ...ฮึๆๆๆ)

ปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(Holocaust)ของกองทัพนาซี

แต่พระรามกลับตัดบททำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ สร้าง MegaProject ระดมทุนทำอภิมหาสงคราม ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนมากว่า พระรามไม่ได้ต้องการแค่สีดากลับมาเท่านั้น นางสีดาเป็นแค่ความมุ่งหมายชั้นรองที่เผอิญติดร่างแหประจวบเหมาะไหลตามน้ำไปกับเหตุการณ์เท่านั้น ความมุ่งหมายอันแท้จริงได้กำหนดไว้แต่ชาติที่แล้วแล้วคือ ล้างโคตรทศกัณฐ์(Holocaust)ดังปณิธาณ..."กูจะเป็นมนุษย์แต่สองกร-ตามไปราญรอนชีวี, ให้สิ้นวงศ์พงศ์มึงอันศักดา-ประจักษ์แก่เทวาทุกราศี"

มาถึงตรงนี้ลองนึกย้อนไปตอนต้นเรื่องจากชาติก่อน นนทกตอนใกล้ตายได้สบประมาทพระนารายณ์ทำนองว่า...ทำไมต้องแปลงเป็นผู้หญิงมาหลอก ไม่สู้ตัวต่อกันตัวแบบลูกผู้ชายล่ะ...และเมื่อถึงชาติใหม่แทนที่พระนารายณ์ในภาคพระรามจะมาต่อสู้กับทศกัณฐ์แบบตัวต่อตัวสำแดงฝีมือกันให้เห็นดำเห็นแดงเป็นที่ประจักษ์กันไปทั้ง 3 โลก(โลกมนุษย์, สวรรค์และเมืองบาดาล ตามคติฮินดู) กลับสร้างเงื่อนไขให้กลายเป็นการทำสงครามล้างโคตรยึดแผ่นดิน และในตอนท้ายที่ทศกัณฐ์ตาย จริงๆแล้วก็ไม่ได้ตายด้วยฝีมือของพระราม เพราะก่อนหน้าหนุมานได้กระทืบกล่องดวงใจทศกัณฐ์ แล้วจึงค่อยบอกให้พระรามแผลกศรไปที่ทศกัณฐ์ทำนองว่าให้พอเป็นพิธีในนามหลอกๆว่าพระรามคือผู้ลงมือสังหารทศกัณฐ์


รหัสลับ ที่ ๓ : พระรามอารยัน VS ทศกัณฐ์ดารวิเดียน ที่ศรีลังกา

ในมิติทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่างมนุษย์,เทพและลิงกับยักษ์ในรามเกียรติ์จริงๆแล้ว คือ บันทึกการสงครามระหว่าง เผ่าอารยัน(Aryan) และ เผ่าดราวิเดียน(Dravidian) นครลงกาอันเป็นชื่อนครหลวงของวงศ์ยักษ์ที่ทศกัณฐ์เป็นผู้ปกครองในเรื่องรามเกียรติ์นั้น แท้จริงแล้วก็คือประเทศศรีลังกานั่นเอง มีหลังฐานทางประวัติศาสตร์หลายแหล่งที่มักเรียก "เกาะศรีลังกา" ว่า "ลงกา" และดินแดนแถบอินเดียทั้งหมดแต่เดิมนั้นเป็นดินแดนของพวกดราวิเดียน พวกพระรามเผ่าอารยันได้อพยพเข้ามารุกรานและยึดไปในภายหลัง ชนเผ่าดราวิเดียนผู้แพ้นั้นเป็นพวกที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวดำคล้ำ ผมหยิก จึงได้ถูกวาดภาพให้เป็น "พวกยักษ์" อันมีหน้าตาหน้าเกลียดดุร้ายหน้ากลัวไร้มนุษยธรรม ในขณะที่ชนเผ่าอารยัน ผิวกายขาว รูปร่างหน้าตาคมสันกว่า ก็เรียกตัวเองว่า "เทพอวตารเป็นมนุษย์ผู้ทรงธรรม"

เผ่าดราวิเดียน

"ผู้ชนะย่อมเขียนประวัติศาสตร์ยกตัวเองเป็นเทพฝ่ายธรรมะผู้ดีเลิศประเสริฐศรีไปเสียทุกอย่าง ส่วนผู้แพ้ก็ย่อมถูกกดให้เป็นยักษ์มารฝ่ายอธรรมผู้ชั่วช้าลามกไปเสียทุกเรื่องโดยปริยาย"

- นี้เป็นความจริงอันแสนกระอักกระอ่วน -
เวรกรรม...