...Imagine all the people
ท่อนหนึ่งของเพลง imagine โดย John Lennon ถูกใช้เป็นเพลงปิดฉากตอนจบของหนัง "The Killing Fields" หรือ "ทุ่งสังหาร"
เนื่องจากสถานะการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง-การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีของคนไทยกันเอง อันยังคงคลุกรุ่นร้อนระอุ อยู่ ณ ขณะนี้ รวมทั้งเหตุการณ์กรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ผมต้องนึกถึงประเทศ "กัมพูชา" อีกครั้ง...
ภาค ๑ : จากเมืองพระนคร มหาอาณาจักรขอม
ได้ไปเที่ยวกัมพูชาเมื่อต้นปี 2551 (รูปถ่ายบางส่วนคัดมาให้ดูด้านล่าง) ไปจังหวัดเสียมเรียบอันเป็นที่ที่ตั้งของอาณาจักรขอมโบราณที่เรียกว่า "เมืองพระนคร(Angkor City)" ซึ่งมีมหาปราสาทมรดกโลกอายุเกือบพันปี อย่าง ปราสาทนครวัด(Angkor Wat)-นครธม(Angkor Thom) และปราสาทที่มีชื่อเสียงอื่นๆอย่าง ปราสาทบันทายสรี(ปราสาทหินสีชมพู จิ๋วแต่แจ๋ว ที่แกะสลักหินได้อย่างงดงามอ่อนช้อยเหลือเชื่อ) ปราสาทตาพรหม(ปราสาทที่มีต้นไม้ยักษ์ครอบ) โดยเฉพาะ ปราสาทนครวัด เป็นปราสาทที่มีสำคัญต่อชาวกัมพูชามากที่สุด เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชนทุกชั้นในชาติเลยทีเดียว และยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์บนธงชาติอีกด้วย เคยได้ยินตัวเลขรายไที่กัมพูชาได้รับจากธุรกิจท่องเที่ยวปราสาทนครวัด อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทต่อปี!
* เมืองเสียมเรียบหรือในอดีตเรียก "เสียมราฐ" อันเป็นที่ตั้งของเมืองพระนครนั้น เมื่อก้าวมาถึงยุคเสื่อมก็ได้ตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาโดยอาณาจักรอยุธยาปกครองขอมเป็นเวลาเกือบ 400ปี และก็ถูกปล่อยให้รกร้างเสื่อมโทรมอยู่ในป่ารกไม่มีผู้ใดสนใจ ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ อาณาจักรขอมในส่วนดินแดน พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรสยามหรือประเทศไทยปัจจุบัน และเพิ่งตกไปเป็นของประเทศกัมพูชาในยุคที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมปกครองกัมพูชาอยู่ อันเป็นสมัย รัชกาลที่๕ นี้เอง
















- รูปทะเลสาปเขมร เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อในภาษาเขมรว่า "โตนเลสาป"(Tonle Sap) เป็นแหล่งอาหารอันอุดมของชาวเขมร มีพื้นที่ ประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 7 เท่า ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดของกัมพูชา ได้แก่ กำปงธม กำปงชนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ -- ข้อสังเกตและสิ่งที่ค้างคาใจบางประการ -
1. นักวิชาการ-นักประวัติศาสตร์อ้างว่า นครวัดสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษ 16-17 หรือเกือบพันปีมาแล้ว และสร้างด้วยวิธีการการกดขี่แรงงานขูดรีดเลือดเนื้อประชาชนเยี่ยงทาส แต่ผมมองอีกมุมว่า บางทียุคนั้นอาจเป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างกษัตริย์และประชาชนก็เป็นได้...มั๊ง??? สันนิษฐานจากดินแดนแถบนั้น ผืนนากว้างใหญ่ ทะเลสาปอันอุดม ภูเขาป่าไม้เขียวขจี อากาศก็ร่มเย็นอบอุ่นสบายไม่หนาวจัดร้อนจัดเกินไป ถ้าหากเศรษฐกิจสมบูรณ์สุดขีดเหลือกินเหลือใช้+สภาพบ้านเมืองก็สงบร่มเย็นดี+ผู้นำหรือกษัตริย์เป็นที่รักและศรัทธาของมหาชนเนื่องจากเป็นผู้นำผู้ทรงธรรม เป็นนักรบที่ปรีชาหลักแหลมปกบ้านปกเมืองดูแลคุ้มครองราษฏรอย่างดี+เป็นยุคราษฎรสมบูรณ์พูลสุขมีเวลาว่างเหลือเฟือ(ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องดูหนัง ไม่ต้องทำงานRoutineเหมือนสังคมสมัยนี้ ฯลฯ) น่าจะเป็นไปได้ว่าประชาชนจะมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกันสร้างสุดยอดงานศิลปกรรมตามบัญชาของกษัตริย์ อันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและจิตสำนึกร่วมกันของคนในชาติ คงไม่จำเป็นต้องบังคับขูดรีดขู่เข็ญกันเสมอไป กระมัง???
2. ไม่แน่ใจว่า คนยุคนั้นเป็นชาติพันธุ์เดียวกับคนกัมพูชายุคปัจจุบันหรือเปล่า??? แต่นักวิชาการหลายสำนักก็ยืนยันว่าเป็นชาติพันธุ์เขมรชาติเดียวกับคนกัมพูชายุคปัจจุบันนี้แหละ แต่ก็มีบ้างที่ว่าน่าจะเป็นพวกชาติพันธุ์อื่น มีบางท่านให้ทัศนะไว้น่าสนใจ ทำนอง...จริงๆแล้ว ขอมไม่ใช่เขมรแต่เป็นสยามหรือคนไทยนี้แหละ เสียมราฐหรือเสียมเรียบ เสียม ก็คือ สยาม ลองดูรายละเอียดที่ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078678 แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคงเป็น ชาติขอมเขมรที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้แหละคงไม่ใช่ชาวสยามหรือชาติอื่นๆ ที่เรียกว่า "ชาวสยาม"ที่เป็นเผ่าสยามจริงๆ100% นั้นไม่น่ามีนะ "สยาม" น่าเป็นพวกลูกผสมเกิดขึ้นในภายหลัง อาจจะผสมจีน แขก มอญ ขอม มากกว่า สังเกตดูจากพระพักตร์อวโลกิเตศวร ที่ปราสาทบายน(กล่าวกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7), จากรูปปั้นพระเจ้าสุริยวรมันที่2 รวมทั้งจากหน้าตาและกายวิภาคของรูปแกะสลักหินนูนสูงตามปราสาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นางอัปสรา พวกเทพ-อสูร พวกทหาร ฯลฯ จะเห็นว่าหน้าตาพิมพ์เดียวกัน คือ จมูกแบนถึงโด่งบ้างก็ไม่มาก ริมผีปากหนา กรามและหน้าค่อนข้างกว้างจะออกทรงเหลี่ยม-กลมเป็นส่วนใหญ่ ชนชาติมันตกต่ำรุ่งเรืองกันได้ยุคใครยุคมัน ครั้งหนึ่งถ้าชาวขอมเขมรเตี้ยล้ำผมหยิกจะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เหมือน ชาวมองโกล ในอดีตก็เคยยึดแผ่นดินมาแล้วกว่าครึ่งค่อนโลก แต่เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นแค่ชนเผ่าเร่ร่อนธรรมดา บ้างก็กระจัดกระจายเป็นลูกผสมกับชาวฮั่นประเทศจีน ไม่เหลือคราบความยิ่งใหญ่เหมือนครั้งอดีต
3. ถ้าสมัยรัชกาลที่ ๕ สามจังหวัดอันเป็นที่ตั้ง เมืองพระนคร ปราสาทนครวัด-นครธม ฯลฯ ได้แก่จังหวัด พระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณ ไม่ตกไปเป็นของฝรั่งเศสที่ครอบครองดินแดนกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ชาติกัมพูชาจะเอาอะไรเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ ธงชาติที่เห็นปัจจุบันคงไม่มีรูปสัญลักษณ์นครวัดอย่างที่เห็น เพลงชาติกัมพูชา(เนื้อหาเพราะดีนะ)ก็คงไม่ปรากฏออกมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ แล้วกัมพูชาจะเป็นยังไง??? และประเทศไทยเราจะเป็นยังไง???
"นครราช" เพลงชาติกัมพูชา (ข้อมูลแปลไทย จาก Wikipedia)
ขอพวกเทพดา รักษามหากษัตริย์เราให้ได้รุ่งเรือง โดยชัยมงคลศรีสวัสดีเหล่าข้าพระองค์ ขอพำนักใต้ร่มพระบารมีในพระนรบดี วงศ์กษัตราซึ่งสร้างปราสาทหินครอบครองแดนเขมร บุราณเรื้องเลื่องลือ ฯ
ปราสาทศิลา ซ่อนอยู่ท่ามกลางไพรควรคำนึงหวนให้ นึกถึงยศศักดิ์มหานครชาติเขมรดุจหิน ดำรงวงศ์ละออยืนหยัดถาวร เราหวังซึ่งพร บุญวาสนาแต่กาลก่อนของกัมพูชามหารัฐเกิดมี ช้านานมามาแล้ว ฯ
ครบวัดอาราม ยินแต่ศัพท์สำเนียงเสียงธรรมสวดโดยยินดี รำลึกคุณพุทธศาสนาจงเราเป็นผู้เชื่อ แน่ในใจจริงตามแบบยายตาคงแต่เทพดา จะช่วยค้ำจุนบำรุงประโยชน์ให้แด่ประเทศเขมร เป็นมหานคร ฯ
4. จินตนาการไม่ออกว่า ตอนนครวัด-นครธม โดยเฉพาะนครวัด เมื่อครั้งสร้างเสร็จใหม่ๆ จะเอี่ยมอ่องอรทัยขนาดไหน รวมทั้งเมื่อมีกิจกรรมหรือพิธีกรรมที่เหล่ามหาชนมาร่วมชุมนุมกัน บรรกาศจะออกมาในแบบใด??? คงอภิมหาอลังการเป็นแน่ อยากให้ Hollywood ทุ่มทุนทำหนังอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนครวัด-นครธม โดยตรงล้วนๆ โดยทำ CG สร้างฉากบรรยากาศให้สมจริง + Special Effect ต่างๆแบบสุดขีดไปเลย :)
............................................
ภาค ๒ : สู่ ทุ่งสังหาร The Killing fields
...และด้วยสถานะการณ์เมืองไทยปัจจุบัน ยังรู้กังวลและเป็นห่วงในใจลึกๆ ได้แต่หวังว่า เหตุการณ์ความขัดแย้ง รวมไปถึงเงื่อนไขปัจจัยทางการเมือง-เศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยเรา ณ ขณะนี้(พ.ศ.2552) คงไม่พัฒนาต่อยอดไปถึงขั้นเป็น ทุ่งสังหาร! นะ...*ลองมาดู เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พัฒนาการความเป็นมาของประเทศกัมพูชาช่วงยุค ทุ่งสังหาร เรียงตามลำดับเหตุการณ์สำคัญ โดยสังเขป*
- นาย พอล พต : พญามัจจุราชเดินดิน! -
- พอล พต เชื่อว่าระบบสังคมนิยม จะนำกัมพูชาสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตยุคมหาอาณาจักรขอมได้ ดังที่เขาเคยพูดว่า "ถ้าประชาชนของเราสร้างพระนครได้ เราก็ทำได้ทุกอย่าง" เขาได้กวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษาปัญญาชน แพทย์ วิศวกร นักปราชญ์ ศิลปิน และประชาชนผู้ต้องสงสัย ฯลฯ เพื่อให้เหลือชนชั้นกรรมาชีพ ตามแบบฉบับของพวกซ้ายจัดสุดขั้ว
- รัฐบาลที่ได้ครองอำนาจในระยะนั้นเป็นรัฐบาลผสม และหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในปี 2541 ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น นำไปสู่การยอมจำนนของกองกำลังเขมรแดง สมาชิกของเขมรแดงแตกกระจาย บางส่วนยอมจำนนและถูกจับ บางส่วนโดยเฉพาะระดับแกนนำหนีหัวซุกหัวซุน บั้นปลายชีวิต พอล พต ถูกจับกุมและสิ้นใจวันที่ 15 เมษายน 2541 ตายเยี่ยงคนสิ้นไร้ไม้ตอกในกระท่อมเล็กๆอันเป็นที่คุมขัง
- วาระสุดท้าย พอล พต -

1 ความคิดเห็น:
เห็นแล้วก็อยากจะไปเที่ยวนครวัด-นครธม ค่ะ
แสดงความคิดเห็น