วันอาทิตย์, พฤษภาคม 3, 2009

จากมหาอาณาจักรขอม สู่ทุ่งสังหาร!


...Imagine all the people
Living life in peace
You may say I'm a dreamer
But I'm not the only one
I hope someday you'll join us
And the world will be as one...

ท่อนหนึ่งของเพลง imagine โดย John Lennon ถูกใช้เป็นเพลงปิดฉากตอนจบของหนัง "The Killing Fields" หรือ
"ทุ่งสังหาร"


เนื่องจากสถานะการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง-การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีของคนไทยกันเอง อันยังคงคลุกรุ่นร้อนระอุ อยู่ ณ ขณะนี้ รวมทั้งเหตุการณ์กรณีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ผมต้องนึกถึงประเทศ "กัมพูชา" อีกครั้ง...

ภาค ๑ : จากเมืองพระนคร มหาอาณาจักรขอม

"See Angkor Wat And Die" หรือ "ไปดูนครวัดแล้วตายได้เลย!" คือประโยคอมตะ ของอาโนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ

ได้ไปเที่ยวกัมพูชาเมื่อต้นปี 2551 (รูปถ่ายบางส่วนคัดมาให้ดูด้านล่าง) ไปจังหวัดเสียมเรียบอันเป็นที่ที่ตั้งของอาณาจักรขอมโบราณที่เรียกว่า "เมืองพระนคร(Angkor City)" ซึ่งมีมหาปราสาทมรดกโลกอายุเกือบพันปี อย่าง ปราสาทนครวัด(Angkor Wat)-นครธม(Angkor Thom) และปราสาทที่มีชื่อเสียงอื่นๆอย่าง ปราสาทบันทายสรี(ปราสาทหินสีชมพู จิ๋วแต่แจ๋ว ที่แกะสลักหินได้อย่างงดงามอ่อนช้อยเหลือเชื่อ) ปราสาทตาพรหม(ปราสาทที่มีต้นไม้ยักษ์ครอบ) โดยเฉพาะ ปราสาทนครวัด เป็นปราสาทที่มีสำคัญต่อชาวกัมพูชามากที่สุด เป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชนทุกชั้นในชาติเลยทีเดียว และยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์บนธงชาติอีกด้วย เคยได้ยินตัวเลขรายไที่กัมพูชาได้รับจากธุรกิจท่องเที่ยวปราสาทนครวัด อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทต่อปี!

* เมืองเสียมเรียบหรือในอดีตเรียก "เสียมราฐ" อันเป็นที่ตั้งของเมืองพระนครนั้น เมื่อก้าวมาถึงยุคเสื่อมก็ได้ตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาโดยอาณาจักรอยุธยาปกครองขอมเป็นเวลาเกือบ 400ปี และก็ถูกปล่อยให้รกร้างเสื่อมโทรมอยู่ในป่ารกไม่มีผู้ใดสนใจ ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ อาณาจักรขอมในส่วนดินแดน พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอาณาจักรสยามหรือประเทศไทยปัจจุบัน และเพิ่งตกไปเป็นของประเทศกัมพูชาในยุคที่ฝรั่งเศสล่าอาณานิคมปกครองกัมพูชาอยู่ อันเป็นสมัย รัชกาลที่๕ นี้เอง

- รูปทะเลสาปเขมร เป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อในภาษาเขมรว่า "โตนเลสาป"(Tonle Sap) เป็นแหล่งอาหารอันอุดมของชาวเขมร มีพื้นที่ ประมาณ 7,500 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงเทพฯ ประมาณ 7 เท่า ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดของกัมพูชา ได้แก่ กำปงธม กำปงชนัง โพธิสัตว์ พระตะบอง และเสียมเรียบ -

- ข้อสังเกตและสิ่งที่ค้างคาใจบางประการ -

1. นักวิชาการ-นักประวัติศาสตร์อ้างว่า นครวัดสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษ 16-17 หรือเกือบพันปีมาแล้ว และสร้างด้วยวิธีการการกดขี่แรงงานขูดรีดเลือดเนื้อประชาชนเยี่ยงทาส แต่ผมมองอีกมุมว่า บางทียุคนั้นอาจเป็นการร่วมมือร่วมใจกันระหว่างกษัตริย์และประชาชนก็เป็นได้...มั๊ง??? สันนิษฐานจากดินแดนแถบนั้น ผืนนากว้างใหญ่ ทะเลสาปอันอุดม ภูเขาป่าไม้เขียวขจี อากาศก็ร่มเย็นอบอุ่นสบายไม่หนาวจัดร้อนจัดเกินไป ถ้าหากเศรษฐกิจสมบูรณ์สุดขีดเหลือกินเหลือใช้+สภาพบ้านเมืองก็สงบร่มเย็นดี+ผู้นำหรือกษัตริย์เป็นที่รักและศรัทธาของมหาชนเนื่องจากเป็นผู้นำผู้ทรงธรรม เป็นนักรบที่ปรีชาหลักแหลมปกบ้านปกเมืองดูแลคุ้มครองราษฏรอย่างดี+เป็นยุคราษฎรสมบูรณ์พูลสุขมีเวลาว่างเหลือเฟือ(ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องดูหนัง ไม่ต้องทำงานRoutineเหมือนสังคมสมัยนี้ ฯลฯ) น่าจะเป็นไปได้ว่าประชาชนจะมีน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกันสร้างสุดยอดงานศิลปกรรมตามบัญชาของกษัตริย์ อันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจและจิตสำนึกร่วมกันของคนในชาติ คงไม่จำเป็นต้องบังคับขูดรีดขู่เข็ญกันเสมอไป กระมัง???

2. ไม่แน่ใจว่า คนยุคนั้นเป็นชาติพันธุ์เดียวกับคนกัมพูชายุคปัจจุบันหรือเปล่า??? แต่นักวิชาการหลายสำนักก็ยืนยันว่าเป็นชาติพันธุ์เขมรชาติเดียวกับคนกัมพูชายุคปัจจุบันนี้แหละ แต่ก็มีบ้างที่ว่าน่าจะเป็นพวกชาติพันธุ์อื่น มีบางท่านให้ทัศนะไว้น่าสนใจ ทำนอง...จริงๆแล้ว ขอมไม่ใช่เขมรแต่เป็นสยามหรือคนไทยนี้แหละ เสียมราฐหรือเสียมเรียบ เสียม ก็คือ สยาม ลองดูรายละเอียดที่ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000078678 แต่ส่วนตัวเชื่อว่าคงเป็น ชาติขอมเขมรที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้แหละคงไม่ใช่ชาวสยามหรือชาติอื่นๆ ที่เรียกว่า "ชาวสยาม"ที่เป็นเผ่าสยามจริงๆ100% นั้นไม่น่ามีนะ "สยาม" น่าเป็นพวกลูกผสมเกิดขึ้นในภายหลัง อาจจะผสมจีน แขก มอญ ขอม มากกว่า สังเกตดูจากพระพักตร์อวโลกิเตศวร ที่ปราสาทบายน(กล่าวกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7), จากรูปปั้นพระเจ้าสุริยวรมันที่2 รวมทั้งจากหน้าตาและกายวิภาคของรูปแกะสลักหินนูนสูงตามปราสาทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นางอัปสรา พวกเทพ-อสูร พวกทหาร ฯลฯ จะเห็นว่าหน้าตาพิมพ์เดียวกัน คือ จมูกแบนถึงโด่งบ้างก็ไม่มาก ริมผีปากหนา กรามและหน้าค่อนข้างกว้างจะออกทรงเหลี่ยม-กลมเป็นส่วนใหญ่ ชนชาติมันตกต่ำรุ่งเรืองกันได้ยุคใครยุคมัน ครั้งหนึ่งถ้าชาวขอมเขมรเตี้ยล้ำผมหยิกจะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เหมือน ชาวมองโกล ในอดีตก็เคยยึดแผ่นดินมาแล้วกว่าครึ่งค่อนโลก แต่เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นแค่ชนเผ่าเร่ร่อนธรรมดา บ้างก็กระจัดกระจายเป็นลูกผสมกับชาวฮั่นประเทศจีน ไม่เหลือคราบความยิ่งใหญ่เหมือนครั้งอดีต

3. ถ้าสมัยรัชกาลที่ ๕ สามจังหวัดอันเป็นที่ตั้ง เมืองพระนคร ปราสาทนครวัด-นครธม ฯลฯ ได้แก่จังหวัด พระตะบอง เสียมราฐและศรีโสภณ ไม่ตกไปเป็นของฝรั่งเศสที่ครอบครองดินแดนกัมพูชาอยู่ในขณะนั้น ชาติกัมพูชาจะเอาอะไรเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจ ธงชาติที่เห็นปัจจุบันคงไม่มีรูปสัญลักษณ์นครวัดอย่างที่เห็น เพลงชาติกัมพูชา(เนื้อหาเพราะดีนะ)ก็คงไม่ปรากฏออกมาเป็นแบบที่เป็นอยู่ แล้วกัมพูชาจะเป็นยังไง??? และประเทศไทยเราจะเป็นยังไง???

"นครราช" เพลงชาติกัมพูชา (ข้อมูลแปลไทย จาก Wikipedia)

ขอพวกเทพดา รักษามหากษัตริย์เราให้ได้รุ่งเรือง โดยชัยมงคลศรีสวัสดีเหล่าข้าพระองค์ ขอพำนักใต้ร่มพระบารมีในพระนรบดี วงศ์กษัตราซึ่งสร้างปราสาทหินครอบครองแดนเขมร บุราณเรื้องเลื่องลือ ฯ
ปราสาทศิลา ซ่อนอยู่ท่ามกลางไพรควรคำนึงหวนให้ นึกถึงยศศักดิ์มหานครชาติเขมรดุจหิน ดำรงวงศ์ละออยืนหยัดถาวร เราหวังซึ่งพร บุญวาสนาแต่กาลก่อนของกัมพูชามหารัฐเกิดมี ช้านานมามาแล้ว ฯ
ครบวัดอาราม ยินแต่ศัพท์สำเนียงเสียงธรรมสวดโดยยินดี รำลึกคุณพุทธศาสนาจงเราเป็นผู้เชื่อ แน่ในใจจริงตามแบบยายตาคงแต่เทพดา จะช่วยค้ำจุนบำรุงประโยชน์ให้แด่ประเทศเขมร เป็นมหานคร ฯ

4. จินตนาการไม่ออกว่า ตอนนครวัด-นครธม โดยเฉพาะนครวัด เมื่อครั้งสร้างเสร็จใหม่ๆ จะเอี่ยมอ่องอรทัยขนาดไหน รวมทั้งเมื่อมีกิจกรรมหรือพิธีกรรมที่เหล่ามหาชนมาร่วมชุมนุมกัน บรรกาศจะออกมาในแบบใด??? คงอภิมหาอลังการเป็นแน่ อยากให้ Hollywood ทุ่มทุนทำหนังอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนครวัด-นครธม โดยตรงล้วนๆ โดยทำ CG สร้างฉากบรรยากาศให้สมจริง + Special Effect ต่างๆแบบสุดขีดไปเลย :)

............................................

ภาค ๒ : สู่ ทุ่งสังหาร The Killing fields

กลับมาจากเที่ยวเมืองเสียมเรียบกัมพูชาครานั้น ทำให้มีความสนใจกับประเทศนี้มากขึ้น นอกจากพยายามศึกษาประวัติศาสตร์กัมพูชาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ทั้งตำนานคติความเชื่อฮินดูว่าด้วยเรื่องตำนานเทพ หรือมหากาพย์มหาภารตยุทธ์ รามเกียรติ์และตำนานพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนานิกายมหายาน อันเป็นต้นธารแนวคิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มหาปราสาทต่างๆแห่งเมืองพระนครแล้ว (ศึกษาค้นคว้าอย่างคร่าวๆพอเห็นภาพรวม จากหนังสือบ้างใน Net บ้าง เท่าที่จะหาข้อมูลได้และเท่าที่มีเวลา-โอกาสจะเอื้ออำนวย) ยังต้องกลับไปดู DVD หนังอิงชีวิตจริงดีกรีรางวัลออสก้า เรื่อง "ทุ่งสังหาร" หรือ The killing fields อีกหลายรอบเลยทีเดียว...นักแสดงที่แสดงเป็น "Dith Pran" นั้นคือ Dr. Haing S. ngor นักแสดงดีกรีด็อกเตอร์ชาวเขมร แสดงได้โคตรสมจริงเหนือชั้นมาก แววตา ท่าท่าง เป็นนักแสดงที่แสดงได้สมบทบาทที่สุดในโลกเท่าที่เคยดูหนังมาเลย...นับถือ นับถือ

...และด้วยสถานะการณ์เมืองไทยปัจจุบัน ยังรู้กังวลและเป็นห่วงในใจลึกๆ ได้แต่หวังว่า เหตุการณ์ความขัดแย้ง รวมไปถึงเงื่อนไขปัจจัยทางการเมือง-เศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยเรา ณ ขณะนี้(พ.ศ.2552) คงไม่พัฒนาต่อยอดไปถึงขั้นเป็น ทุ่งสังหาร! นะ...

*ลองมาดู เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พัฒนาการความเป็นมาของประเทศกัมพูชาช่วงยุค ทุ่งสังหาร เรียงตามลำดับเหตุการณ์สำคัญ โดยสังเขป*

-ในปี 1950 อันเนื่องจากเวลาขณะนั้นเขมรยังถูกฝรั่งเศสยึดเป็นอาณานิคมอยู่ นักคิดนักวิชาการ-นักศึกษากัมพูชาผู้รักชาติเริ่มความสนใจในการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ โดยหวังว่า การปกครองนี้จะช่วยให้กัมพูชาเจริญก้าวไกลกว่าประเทศอื่นๆ

- เขมรได้เอกราชจากฝรั่งเศสอย่างสมบูรณ์เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2497 ตามสัญญาเจนีวา นักวิชาการหลายสำนักให้ความเห็นว่าต้นเหตุต้นขั้วที่นำเขมรไปสู่วุ่นวายต่างในเขมรยุคนั้น ก็เพราะบุคลิกภาพของกษัตริย์ นโรดม สีหนุ! ที่ไม่มีจุดยืนทางการเมืองอันชัดเจน โลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งยังไม่ได้เห็นแก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจังนัก เป็นเพียงแค่รักษาสถานะของตนไว้แค่นั้น อาทิวันดีคืนดีอยากเป็นนายกรัฐมนตรีก็สละราชสมบัติถวายพระบิดา ส่วนพระองค์เองก็ไปตั้งพรรคการเมือง ชื่อสังคมราษฎร์นิยม วันดีคืนดีก็จับมือกับคอมมิวนิสต์...และเหตุปัจจัยแห่งความวุ่นวายอีกอย่างหนึ่งคือ การแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะ อเมริกา กับ จีน รวมทั้ง ฝรั่งเศส เวียดนาม หรือแม้แต่สหประชาชาติ ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้ลึกๆก็หวังแค่ต้องการกอบโกยสูบทรัพยากรหรือผลประโยชน์บางอย่างจากกัมพูชา หาได้มีความจริงใจจะช่วยแก้ปัญหาแต่อย่างใด แต่ว่าไปแล้วจะไปโทษการแทรกประเทศเหล่านี้เต็มที่ก็ไม่ได้ สัจจธรรมอันดิบเถื่อนประจำโลกอย่างหนึ่งไม่ว่ายุคใดสมัยใด "โดยมากแล้วผู้เข้มแข็งกว่า-ปรับตัวได้ดีกว่า-ก้าวหน้ากว่าย่อมเข้าครอบงำแทรกผู้อ่อนแอกว่า-ปรับตัวยากกว่า-ล้าหลังกว่า เมื่อเล็งเห็นประโยชน์และสบช่องโอกาสไม่ว่าจะด้วยวิธีหักหาญใช้กำลังแย่งชิงเอาตรงๆหรือใช้ลูกเล่นเล่ห์เหลี่ยมแบบอ้อมๆอย่างแนบเนียน หรือทั้งสองอย่าง " แต่ถ้าหากปัจจัยต่างๆภายในประเทศเข้มแข็ง สามัคคี มีจุดยืน มีภูมิปัญญา ไม่แหลวแหลก ก็ยากที่ต่างชาติจะมาแทรกแซงจูงจมูก-กอบโกยได้ง่ายๆ

- สมัยที่เจ้าสีหนุเป็นประมุขของรัฐ สถานะการณ์บ้านเมืองมีการแบ่งกลุ่มการเมืองเป็นสีๆ(คล้ายๆเมืองไทยเราตอนนี้แหละ)หลักๆมีอยู่ 3 สีใหญ่ๆ คือ เขมรน้ำเงิน นิยมเจ้าสีหนุ, เขมรขาว นิยมเสรีนิยม-นิยมตะวันตกหรือพวกขวาจัด และ เขมรแดง หรือ Khmer Rouge คอมมิวนิสต์หรือพวกซ้ายจัด โดยกลุ่มการเมืองทะเลาะกันรุนแรงอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มขวาจัดที่นำโดย นายพลลอนนอล+นายพลสิริมาตะ และ พวกซ้ายจัดที่มี เขียว สัมพันธ์+เอียง สารี

- ต่อมาเจ้าสีหนุเกิดบริหารประเทศเอียงไปทางซ้าย อเมริกาจึงสนับสนุนให้พวกขวาโค่นอำนาจของสีหนุขณะที่สีหนุเดินทางไปเยือนโซเวียตกับจีน

- ตั้งแต่นั้นมาก็เลยมีสงครามกลางเมือง พวกขวาก็ได้รับการหนุนจากอเมริกากับไทย พวกซ้ายก็มีลูกพี่ดีคือจีนกับเวียดนามเหนือ

- เดือนเมษายน 2510 ชาวบ้านและชาวนาในอำเภอซัมลูด จังหวัดพระตะบอง ก่อการจลาจล รัฐบาลส่งทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนหลบหนีเข้าร่วมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่ตั้งฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่ป่าเขา

- ช่วงสงกรานต์ 18 เมษายน ปี 2518 กองกำลังพวกซ้ายนิยม คือ พวกเขมรแดงยาตราทัพเข้ากรุงพนมเปน เกิดการสู้รบทั้งประเทศชนิดพลิกฟ้าคว้ำแผ่นดิน เพียงชั่วข้ามคืน เขมรแดงก็ยึดประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จ จัดตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์

- นาย พอล พต : พญามัจจุราชเดินดิน! -

- กัมพูชาอยู่ภายใต้อำนาจของ นายพอล พต ผู้นำกลุ่มเขมรแดง ผู้คลั่งลัทธิซ้ายจัดอย่างสุดขั้ว ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี 1975-1979 กัมพูชาตกอยู่ในความรุนแรงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพื่อเหตุผลในการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเองตามอุดมการณ์ของเขมรแดง ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกประเทศ และไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับชาติใดๆ โดดเดี่ยวประเทศออกจากอิทธิพลของต่างชาติ ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน ยกเลิกระบบธนาคาร ระบบเงินตรา ยึดทรัพย์สินจากเอกชนทั้งหมด กวาดล้างผู้คนในเมืองไปใช้แรงงานในชนบท

- พอล พต เชื่อว่าระบบสังคมนิยม จะนำกัมพูชาสู่ความเจริญรุ่งเรืองเหมือนในอดีตยุคมหาอาณาจักรขอมได้ ดังที่เขาเคยพูดว่า "ถ้าประชาชนของเราสร้างพระนครได้ เราก็ทำได้ทุกอย่าง" เขาได้กวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษาปัญญาชน แพทย์ วิศวกร นักปราชญ์ ศิลปิน และประชาชนผู้ต้องสงสัย ฯลฯ เพื่อให้เหลือชนชั้นกรรมาชีพ ตามแบบฉบับของพวกซ้ายจัดสุดขั้ว

- และนโยบายหนึ่งที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าป็นผักปลาคือ เขมรแดงต้องการให้กัมพูชาเป็นประเทศที่มีคนแค่เชื้อสายเดียว คือเชื้อสายกัมพูชา ชนกลุ่มน้อยอย่างชาวเวียดนาม และชาวจีน จึงถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ รวมถึงคนเขมรด้วยกันเองที่ต่อต้านเขา(แบบฉบับเดียวกับ "ฮิตเลอร์" เลย) ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.5-2 ล้านคน เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดของศตวรรษที่ 20 ก่อให้เกิดโศกนาฐกรรมที่เรียกว่า “ทุ่งสังหาร” หรือ "The Killing Fields" อันลืนลั่นตราตรึงโลกไปอย่างชนิดที่ไม่มีวันจะลบเลือน นี่คือยุคมืดที่สุดในประวัติศาสตร์กัมพูชา!

- เดือนมกราคม พ.ศ.2522 เขมรที่มีเวียดนามหนุนหลังทำการบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญ เขมรแดงแตกพ่ายมาหลบอยู่ตามตะเข็บชายแดนกัมพูชา-ไทย ขณะที่ระเบิดนับสิบล้านลูกฝังอยู่ทั่วประเทศ

- ต่อมาพ.ศ.2525 พอล พต แอบร่วมมือกับเจ้าสีหนุ จัดตั้งรัฐบาลผสมกัมพูชาธิปไตย นายเขียว สัมพัน ขึ้นเป็นผู้นำในปี 2528 แต่เชื่อกันว่า พอล พต กุมอำนาจที่แท้จริง

- ถึง พ.ศ.2534 กลุ่มต่างๆ ในเขมรลงนามสันติภาพให้มีการเลือกตั้งที่กำกับโดยสหประชาชาติ แต่แล้วเขมรแดงกลับปฏิเสธผลการเลือกตั้งที่จะได้รัฐบาลผสมในปี 2535 แกนนำเขมรแดงก็เริ่มมีแตกคอกันเอง

- ปี 2536 สหประชาชาติสนับสนุนให้มีการจัดเลือกตั้งใหญ่เพื่อนำประเทศกลับสู่สภาพปกติ ตอนนั้นเองที่เขมรแดงหักหลังกันเองและหมดอำนาจลงอย่างรวดเร็ว

- รัฐบาลที่ได้ครองอำนาจในระยะนั้นเป็นรัฐบาลผสม และหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศในปี 2541 ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น นำไปสู่การยอมจำนนของกองกำลังเขมรแดง สมาชิกของเขมรแดงแตกกระจาย บางส่วนยอมจำนนและถูกจับ บางส่วนโดยเฉพาะระดับแกนนำหนีหัวซุกหัวซุน บั้นปลายชีวิต พอล พต ถูกจับกุมและสิ้นใจวันที่ 15 เมษายน 2541 ตายเยี่ยงคนสิ้นไร้ไม้ตอกในกระท่อมเล็กๆอันเป็นที่คุมขัง

- วาระสุดท้าย พอล พต -

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เห็นแล้วก็อยากจะไปเที่ยวนครวัด-นครธม ค่ะ

แสดงความคิดเห็น