หลายคนคงเคยไปเที่ยวกัมพูชาหรือเขมร หรือถึงแม้ไม่เคยไปก็คงได้เห็นภาพจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ระดับโลกอย่าง "ปราสาทนครวัด(Angkor Wat)" กันมาบ้างแล้ว...และคงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทแห่งนี้
มีส่วนหนึ่งภายในปราสาทนครวัดคือ...รูปสลักหินนูนสูง(High Relief) "นางอัปสรา(Apsara)" ซึ่งมีที่มาจากตำนานฮินดู อัปสรา แปลว่า “ผู้กระดิกในน้ำ” ฟังดูแปลกๆ ทะแม่งๆ ไม่เห็นจะเข้ากันได้เลยกับคำสวยๆอย่าง อัปสรา “กระดิกในน้ำ” น้ำในที่นี้คือทะเลน้ำนม (หรือ "เกษียรสมุทร" อันเป็นที่ประทับของพระนารายณ์) ที่ซึ่งเหล่าเทวดาและอสูร ใช้เวลา 1,000 ปี ช่วยกันกวนเพื่อให้ได้น้ำอมฤต(น้ำวิเศษที่ดื่มแล้วเป็นอมตะ แต่อสูรกลับไม่ได้ดื่ม โดนหลอกใช้แรงงานฟรีๆ)แต่ก่อนที่น้ำอมฤตจะออกมา ก็เกิด "นางอัปสรา" กระดุ๊กกระดิ๊กขึ้นมาก่อนเป็นจำนวนตั้ง 35 ล้านกับ 1 องค์ แต่มีเพียงอัปสรา 1 องค์เท่านั้น ที่ได้รับเกียรติสูงสุด...ถูกอัญเชิญเป็นชายาของพระนารายณ์ หรือพูดให้ฟังง่ายก็ว่า...พระนารายณ์ท่านเลยเอาไปทำเมียนั้นเอง (หนึ่งในมหาเทพจ้าวจักรวาลทั้ง 3 ที่เรียกว่า"ตรีมูรติ" ได้แก่ พระพรหม-ศิวะ-นารายณ์) นั้นคือ นางอัปสรานามว่า..."พระนางลักษมีเทวี" ส่วนที่เหลืออีก 35 ล้านองค์ หามีเทวดาองค์ใดรับเป็นชายาไม่ แต่ได้จัดให้ทุกองค์ตกเป็นของกลางแห่งสวรรค์...เป็นสมบัติผลัดกันชมว่างั้น(เทวดานี้ก็จริงๆ555)...แต่ถึงอย่างไรก็ตามอัปสราเหล่านั้นก็มีฐานะเป็นเทพี ได้รับการยกย่อง เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม มิได้ถูกลบหลู่หยามเกียรติแต่ประการใด (เรื่อง ตำนานตรีมูรติ เทวดา อสูร ฯลฯ ในฮินดูนี้นอกจากเป็นเรื่องที่แฟนตาซีสนุกสนานแล้ว ยังเป็นถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของประเทศย่านเอเชียอาคเนย์รวมทั้งไทยเราด้วย สังเกตุดูซิครับศิลปวัฒนธรรมไทย วัดวาอาราม วรรณกรรม เป็นเรื่อง ฮินดู เสีย 60-70%เลยล่ะ ที่เหลือก็เป็น คติจากพุทธและอื่นๆ ไว้จะหาโอกาสจะยกบางตอนที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันต่อไปภายภาคหน้า)
รู้เรื่องตำนานนางอัปสราแล้ว ก็กลับมาที่รูปสลักอัปสราในปราสาทหินกันต่อ จากรูปจะเห็นว่าเธอทั้งหลาย แต่งองค์ทรงเครื่องในสไตล์เปลือย-อก นุ่งน้อยห่มน้อย รูปร่างอรชรงดงามเปี่ยมเสน่ห์น่าหลงใหล เคยนึกเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าเป็นภาพเหมือนจริงน่าจะออกมาประมาณไหน? จนในที่สุด...เมื่อได้พบเว็บไซต์ศิลปินเขมรท่านหนึ่ง นามว่า..."Reahu : ราหู" จาก Reahu.net ภาพในใจที่มัวๆก็ชัดแจ๋วขึ้นมาในบัดดล...จนถึงกับตะลึงและอุทานเป็นภาษาเขมรว่า..."อัปสรา" บอง สลัน เนียง :D
ในฐานะคนที่เรียน-ทำงานในสายงาน"ศิลปะ-ออกแบบ"คนหนึ่ง...ส่วนตัวมองว่า...หลักฐานเห็นกันอยู่ว่า...ต้นฉบับงานสลักหินในปราสาทนครวัด นางอัปสราก็ล้วนเปลือย-อก นุ่งน้อยห่มน้อยแทบทั้งสิ้น....งานของ "Reahu" ชุดนี้ ได้ต่อยอดและคลี่คลายรูปแบบของนางอัปสราจากต้นฉบับภาพสลักหินเดิม ด้วยเทคนิคล้ำสมัยยุคดิจิตอลที่เรียกว่า *Matte Painting(ดูภาคผนวก) ฝีมืออันปราณีต+จินตนาการอันละเมียดละไม ปรากกฏออกมาเป็นผลงานที่สุดแสนจะเลอเลิศวิจิตรบรรจง...นางอัปสรา ดูเป็นหญิงงามหมดจดแฝงมนต์ฃลังทรงเสน่ห์น่าค้นหา กลิ่นอายบรรยากาศศิลปะนครวัดฉากหลังก็ทำได้กลมกลืนและลงตัว.แม้เป็นงานแนวเปลือย นู้ด(Nude) ก็อยู่ในขอบเขตที่เหมาะที่ควร...กำลังดี ไม่มากเกินไปจนประเจิดประเจ้อดิบเถื่อนไร้อารยะ ไม่น้อยเกินไปจนทำให้งานแข็งกระด้างจืดชืดไร้อารมณ์(Feeling)...ศิลปินที่สร้างผลงานโดยอิงรากเหง้าศิลปวัฒนธรรมของชาติตนและผลงานปรากฏออกมาดีเยี่ยมขนาดนี้ นับว่าหาได้ยาก...จริงๆแล้วรัฐบาลควรเข้ามาส่งเสริมด้วยซ้ำไป...และถ้าหากรัฐบาลกัมพูชาได้ข้อสรุปออกมาว่าต้องปิดเว็บนี้ขึ้นมาจริงๆก็นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง...,
(...อย่างน้อยที่สุด งานชุดนี้ก็ดูดี-มีอารยะกว่าพวกปฏิทินเหล้า-เบียร์ หรือภาพถ่ายแนวปลุกใจเสือป่าในนิตยสารต่างๆ หลายขุมเลย... :)
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
- ภาคผนวก -
เท่าที่สังเกตุ ขอสันนิษฐาน!! ว่า...ศิลปินท่านนี้คงได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบ-สีสัน มาจากงานของศิลปินนักวาดภาพแฟนตาซีในดวงใจผมอีกท่าน นามว่า..."Boris Vallejo" ส่วนเทคนิคก็ต่างกันตามยุคสมัย
- Boris Vallejo ใช้เทคนิคคลาสสิคคือ วาดด้วยสีน้ำมันหรือสีอะคริลิคบนกระดาษหรือผ้าใบ
- Reahu ใช้เทคนิคดิจิตอลด้วยคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า *Matte Painting (คือการนำเอาภาพถ่าย,ภาพวาด,ภาพที่สร้างด้วยคอม ฯลฯ มาผสมผสานกันโดยจัดองค์ประกอบ, ตกแต่ง, ปรับสีสัน (Retouching)ให้ดูกลมกลืนแนบเนียนสมจริง)
เว็บรวมผลงานของ Boris Vallejo : http://vallejo.ural.net/









ฟังแล้วเกิดความรู้สึกหวิวๆคิดถึงบ้าน, คิดถึงมิตรสหายคนที่รักในอารมณ์ที่เจือไปด้วยความเหงา, คิดถึงบรรยากาศธรรมชาติอันสดชื่น, ทิวเขาหมอกยามเช้าไก่ขันนกร้อง, หอมอบอวลด้วยกลิ่นดอกจำปา, สังคมเกษตรชนบทที่เอื้อเฝื้อเผื่อแผ่เปี่ยมน้ำใจไร้มารยา, ชวนให้เพ้อฝันถึงแม่หญิงเมืองลาวผู้อ่อนโอน, เธอช่างงามจับใจใสซื่อบริสุทธิ์ไร้มลพิษ...ล่องลอยฝันกลางวันไปได้แค่ชั่วครู่หนึ่ง ก็พลันสะดุ้งตื่น!!...
อุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมชบวนการต่อสู้กู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส เมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา โดยอุตมะ ได้ใช้ “ดอกจำปา” หรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ใอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว โดยใช้ทำนองขับทุ้มหลวงพระบางในการเอื้อนเพลง "ดวงจำปา" เพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศลาวได้ปกครองตนเอง และหลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ ตลอดสองฝั่งโขงจากลาวเหนือที่พงสาลีจรดจำปาศักดิ์ที่ปากเซก็นิยมขับทุ้มเพลงนี้กันทั่ว...
โดย Ralph McTell ศิลปินชาวอังกฤษ ยุค60s
Ralph McTell (born Ralph May in Farnborough England 3 December 1944) is an English singer/songwriter and acoustic guitar player who has been an influential figure on the UK folk scene since the 1960s. McTell's guitar style has been influenced by many of the USA's country blues guitar players of the early 20th century, including Blind Blake, Blind Willie McTell and Robert Johnson.

