วันพฤหัสบดี, ธันวาคม 18, 2008

"อัปสรา" บอง สลัน เนียง


อย่าได้หาว่าผมมาแนว "ปลุกใจเสือป่า"เลย...มองให้เป็นศิลป์นะครับ^^

บอง สลัน เนียง : ภาษาเขมร แปลตรงตัวคือ "พี่รักน้อง"
ประมาณ "I love you" นั้นเอง ;)

หลายคนคงเคยไปเที่ยวกัมพูชาหรือเขมร หรือถึงแม้ไม่เคยไปก็คงได้เห็นภาพจากสื่อต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ระดับโลกอย่าง "ปราสาทนครวัด(Angkor Wat)" กันมาบ้างแล้ว...และคงไม่ต้องบรรยายอะไรกันมากมายเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่อลังการของปราสาทแห่งนี้

มีส่วนหนึ่งภายในปราสาทนครวัดคือ...รูปสลักหินนูนสูง(High Relief) "นางอัปสรา(Apsara)" ซึ่งมีที่มาจากตำนานฮินดู อัปสรา แปลว่า “ผู้กระดิกในน้ำ” ฟังดูแปลกๆ ทะแม่งๆ ไม่เห็นจะเข้ากันได้เลยกับคำสวยๆอย่าง อัปสรา “กระดิกในน้ำ” น้ำในที่นี้คือทะเลน้ำนม (หรือ "เกษียรสมุทร" อันเป็นที่ประทับของพระนารายณ์) ที่ซึ่งเหล่าเทวดาและอสูร ใช้เวลา 1,000 ปี ช่วยกันกวนเพื่อให้ได้น้ำอมฤต(น้ำวิเศษที่ดื่มแล้วเป็นอมตะ แต่อสูรกลับไม่ได้ดื่ม โดนหลอกใช้แรงงานฟรีๆ)แต่ก่อนที่น้ำอมฤตจะออกมา ก็เกิด "นางอัปสรา" กระดุ๊กกระดิ๊กขึ้นมาก่อนเป็นจำนวนตั้ง 35 ล้านกับ 1 องค์ แต่มีเพียงอัปสรา 1 องค์เท่านั้น ที่ได้รับเกียรติสูงสุด...ถูกอัญเชิญเป็นชายาของพระนารายณ์ หรือพูดให้ฟังง่ายก็ว่า...พระนารายณ์ท่านเลยเอาไปทำเมียนั้นเอง (หนึ่งในมหาเทพจ้าวจักรวาลทั้ง 3 ที่เรียกว่า"ตรีมูรติ" ได้แก่ พระพรหม-ศิวะ-นารายณ์) นั้นคือ นางอัปสรานามว่า..."พระนางลักษมีเทวี" ส่วนที่เหลืออีก 35 ล้านองค์ หามีเทวดาองค์ใดรับเป็นชายาไม่ แต่ได้จัดให้ทุกองค์ตกเป็นของกลางแห่งสวรรค์...เป็นสมบัติผลัดกันชมว่างั้น(เทวดานี้ก็จริงๆ555)...แต่ถึงอย่างไรก็ตามอัปสราเหล่านั้นก็มีฐานะเป็นเทพี ได้รับการยกย่อง เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม มิได้ถูกลบหลู่หยามเกียรติแต่ประการใด (เรื่อง ตำนานตรีมูรติ เทวดา อสูร ฯลฯ ในฮินดูนี้นอกจากเป็นเรื่องที่แฟนตาซีสนุกสนานแล้ว ยังเป็นถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของประเทศย่านเอเชียอาคเนย์รวมทั้งไทยเราด้วย สังเกตุดูซิครับศิลปวัฒนธรรมไทย วัดวาอาราม วรรณกรรม เป็นเรื่อง ฮินดู เสีย 60-70%เลยล่ะ ที่เหลือก็เป็น คติจากพุทธและอื่นๆ ไว้จะหาโอกาสจะยกบางตอนที่น่าสนใจมาเล่าให้ฟังกันต่อไปภายภาคหน้า)

รู้เรื่องตำนานนางอัปสราแล้ว ก็กลับมาที่รูปสลักอัปสราในปราสาทหินกันต่อ จากรูปจะเห็นว่าเธอทั้งหลาย แต่งองค์ทรงเครื่องในสไตล์เปลือย-อก นุ่งน้อยห่มน้อย รูปร่างอรชรงดงามเปี่ยมเสน่ห์น่าหลงใหล เคยนึกเล่นๆเหมือนกันว่า ถ้าเป็นภาพเหมือนจริงน่าจะออกมาประมาณไหน? จนในที่สุด...เมื่อได้พบเว็บไซต์ศิลปินเขมรท่านหนึ่ง นามว่า..."Reahu : ราหู" จาก Reahu.net ภาพในใจที่มัวๆก็ชัดแจ๋วขึ้นมาในบัดดล...จนถึงกับตะลึงและอุทานเป็นภาษาเขมรว่า..."อัปสรา" บอง สลัน เนียง :D

"ราหู.เน็ต" เป็นเว็บงานจิตรกรรมดิจิตอล-ศิลปะสักบนผิวหนัง(Tatoo) เนื้อหาที่ถูกนำมาสร้างสรรค์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และตัวละครในตำนานมหากาพย์ฮินดู อาทิ มหาภารตะ, รามเกียรติ์ และมีงานชุดหนึ่งเกี่ยวกับ "อัปสรา" โดยตรงซึ่งเป็นงานที่ถูกยกขึ้นเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างร้อนแรงอยู่ในขณะนี้...ว่าเป็นการสร้างความเสื่อมเสีย-ลบหลู่ต่อศิลปวัฒนธรรมอันดีของชาติหรือไม่!! ถึงขั้นรัฐบาลกัมพูชาต้องเข้ามาพิจารณาประเด็นนี้ด้วยตัวเองและมีข่าวออกมาแว่วๆว่า...อาจรุนแรงถึงขั้นสั่งปิดเว็บไซต์กันเลยทีเดียว!!







ดูผลงานอื่นๆของ "ราหู" และรายละเอียดเพิ่มเติม : http://reahu.net/

ในฐานะคนที่เรียน-ทำงานในสายงาน"ศิลปะ-ออกแบบ"คนหนึ่ง...ส่วนตัวมองว่า...หลักฐานเห็นกันอยู่ว่า...ต้นฉบับงานสลักหินในปราสาทนครวัด นางอัปสราก็ล้วนเปลือย-อก นุ่งน้อยห่มน้อยแทบทั้งสิ้น....งานของ "Reahu" ชุดนี้ ได้ต่อยอดและคลี่คลายรูปแบบของนางอัปสราจากต้นฉบับภาพสลักหินเดิม ด้วยเทคนิคล้ำสมัยยุคดิจิตอลที่เรียกว่า *Matte Painting(ดูภาคผนวก) ฝีมืออันปราณีต+จินตนาการอันละเมียดละไม ปรากกฏออกมาเป็นผลงานที่สุดแสนจะเลอเลิศวิจิตรบรรจง...นางอัปสรา ดูเป็นหญิงงามหมดจดแฝงมนต์ฃลังทรงเสน่ห์น่าค้นหา กลิ่นอายบรรยากาศศิลปะนครวัดฉากหลังก็ทำได้กลมกลืนและลงตัว.แม้เป็นงานแนวเปลือย นู้ด(Nude) ก็อยู่ในขอบเขตที่เหมาะที่ควร...กำลังดี ไม่มากเกินไปจนประเจิดประเจ้อดิบเถื่อนไร้อารยะ ไม่น้อยเกินไปจนทำให้งานแข็งกระด้างจืดชืดไร้อารมณ์(Feeling)...ศิลปินที่สร้างผลงานโดยอิงรากเหง้าศิลปวัฒนธรรมของชาติตนและผลงานปรากฏออกมาดีเยี่ยมขนาดนี้ นับว่าหาได้ยาก...จริงๆแล้วรัฐบาลควรเข้ามาส่งเสริมด้วยซ้ำไป...และถ้าหากรัฐบาลกัมพูชาได้ข้อสรุปออกมาว่าต้องปิดเว็บนี้ขึ้นมาจริงๆก็นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง...,

(...อย่างน้อยที่สุด งานชุดนี้ก็ดูดี-มีอารยะกว่าพวกปฏิทินเหล้า-เบียร์ หรือภาพถ่ายแนวปลุกใจเสือป่าในนิตยสารต่างๆ หลายขุมเลย... :)

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

- ภาคผนวก -

เท่าที่สังเกตุ ขอสันนิษฐาน!! ว่า...ศิลปินท่านนี้คงได้อิทธิพลทางด้านรูปแบบ-สีสัน มาจากงานของศิลปินนักวาดภาพแฟนตาซีในดวงใจผมอีกท่าน นามว่า..."Boris Vallejo" ส่วนเทคนิคก็ต่างกันตามยุคสมัย

- Boris Vallejo ใช้เทคนิคคลาสสิคคือ วาดด้วยสีน้ำมันหรือสีอะคริลิคบนกระดาษหรือผ้าใบ

- Reahu ใช้เทคนิคดิจิตอลด้วยคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า *Matte Painting (คือการนำเอาภาพถ่าย,ภาพวาด,ภาพที่สร้างด้วยคอม ฯลฯ มาผสมผสานกันโดยจัดองค์ประกอบ, ตกแต่ง, ปรับสีสัน (Retouching)ให้ดูกลมกลืนแนบเนียนสมจริง)

เว็บรวมผลงานของ Boris Vallejo : http://vallejo.ural.net/


วันจันทร์, ธันวาคม 15, 2008

"ได้ซิลูก"(จากเรื่องจริง)

True Story
<จากเรื่องจริงอันน่าประทับใจ>

... A son says to his father: 'Dad, would you be willingly to run a marathon with me?'
วันนึงลูกชายได้พูดกับพ่อของเขาว่า 'พ่อครับ พ่อจะไปวิ่งมาราธอนกับผมได้ไหม'

The father, despite his age and a heart disease, says 'YES'.
ถึงแม้ว่าตัวคุณพ่อเองจะอายุมากแล้ว แถมยังเป็นโรคหัวใจ เขาเลือกที่จะตอบลูกของเขากลับไปว่า 'ได้ซิลูก'

And they run that marathon, together.
หลังจากนั้นทั้งสองก็วิ่งมาราธอนด้วยกัน

The son asks: 'Dad, can you run another marathon with me?' Again father says 'YES'.
อีกวันนึง ลูกชายได้ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า 'พ่อครับ พ่อจะวิ่งมาราธอนกับผมอีกครั้งได้ไหม' แน่นอนว่า พ่อตอบกลับไปว่า 'ได้ซิลูก'

They run another marathon, together.
เขาทั้งสองก็ได้วิ่งมาราธอนรายการอื่นอีกครั้งด้วยกัน

One day the son asks his father: 'Dad, would please do the Iron Man with me?'
และอีกวันนึง ลูกชายก็ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า 'พ่อครับพ่อจะลงแข่ง Iron Man กับผมได้ไหม'

Now just in case you wouldn't know, 'The Iron Man' is the toughest triatlon in existance; 4km swimming, then 180 km by bike, and finaly another 42 km running, in one stroke.
สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Iron Man คืออะไร(ไม่ใช่ฮีโร่ในหนังนะ55) มันก็คือไตรกีฬานั่นเองในภาษาไทย รายการนี้จะรวมมนุษย์เหล็กจากทั่วโลกมาแข่งขันกันโดยแบ่งออกเป็น ว่ายน้ำ 4 กิโล ปั่นจักรยาน 180 กิโล และ วิ่ง 42 กิโล โดยไม่มีการหยุดพัก ใครเข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ

Again father says 'YES'
และก็อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อไม่ได้ตอบปฏิเสธ 'ได้ซิลูก'

Maybe this doesn't 'touch' you yet by heart ... until you see this movie (put on sound!)
บางทีบทสนทนานี้คุณอาจจะยังไม่เข้าใจ และยังไม่เกิดความประทับใจกับมัน...จนกระทั่งคุณได้ดูคลิปล่างนี้(เปิดเสียงด้วย!) (แล้วคุณจะประทับใจอย่างแน่นอน <ถ้าไม่ได้ดูมาแล้วเกิดมารู้ตอนหลังคุณจะเสียดาย> :)

วันอาทิตย์, ธันวาคม 14, 2008

ซำบายดี"ดวงจำปา"

เพิ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับเพลงฝรั่ง ในหัวข้อที่แล้ว So how can you tell me you're lonely? มาหยกๆ...อารมณ์ยังค้างอินอยู่กับดนตรี...เห็นแผ่น DVD สบายดีหลวงพระบาง...ทำให้นึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ เป็นเพลงลาวพื้นบ้านเพลงหนึ่ง...

"ดวงจำปา"
สุนทรีย์ม่วนซื่นหลายๆ งดงามหมดจดทั้งถ้อยคำเนื้อร้องและท่วงทำนอง
ฟังแล้วเกิดความรู้สึกหวิวๆคิดถึงบ้าน, คิดถึงมิตรสหายคนที่รักในอารมณ์ที่เจือไปด้วยความเหงา, คิดถึงบรรยากาศธรรมชาติอันสดชื่น, ทิวเขาหมอกยามเช้าไก่ขันนกร้อง, หอมอบอวลด้วยกลิ่นดอกจำปา, สังคมเกษตรชนบทที่เอื้อเฝื้อเผื่อแผ่เปี่ยมน้ำใจไร้มารยา, ชวนให้เพ้อฝันถึงแม่หญิงเมืองลาวผู้อ่อนโอน, เธอช่างงามจับใจใสซื่อบริสุทธิ์ไร้มลพิษ...ล่องลอยฝันกลางวันไปได้แค่ชั่วครู่หนึ่ง ก็พลันสะดุ้งตื่น!!...หันกลับมามองสภาพวิถีชีวิตผู้คนในสังคมเมืองยุคปัจจุบัน วิถีชีวิตในป่าคอนกรีต ตามแบบฉบับวัตถุนิยมฝรั่งตะวันตก...ตึกระฟ้า ผู้คนขวนขวายขวักไขว่ รถติด รถไฟฟ้าใต้ดินบนดิน เรียนพิเศษกวดวิชา การงานการเงิน การบ้านการเมือง...วุ่นวายกันจริงหนอ
"ดวงจำปา"

โดย หงา-คาราวาน อัลบั้ม คนไกลบ้าน


" โอ้ ดวงจำปา เวลาชมดอก
คิดถึงบ้านช่อง มองเห็นหัวใจ
เฮานึกขึ้นได้ ในกลิ่นเจ้าหอม
เห็นสวนดอกไม้ บิดาปลูกไว้ ตั้งแต่ใดมา
เวลาหงอยเหงา ยังช่วยบรรเทา ให้หายโศกา
โอ้ ดวงจำปา คู่เคียงเฮามา แต่ยามน้อยเอย

กลิ่นเจ้าสำคัญ ติดพันหัวใจ
เป็นตาฮักใคร่ แพงไว้เชยชม
ยามเหงาเฮาดม เอ๋ยจำปาหอม
เมื่อดมกลิ่นเจ้า ปานพบเพื่อนเก่า ที่ได้พรากจากไป
เจ้าเป็นดอกไม้ ที่งามวิไล ตั้งแต่ใดมา
โอ้ ดวงจำปา มาลาขวัญฮัก ของเรียมนี่เอย

โอ้ ดวงจำปา บุบผาเมืองลาว
งามดังดวงดาว ชาวลาวปลื้มใจ
เมื่อตกอยู่ใน แดนดินลานช้าง
เมื่อได้พลัดพราก อดีตพลัดจาก
บ้านเกิดเมืองนอน ข้อยจะเอาเจ้า
เป็นเพื่อนร่วมเหงา เท่าสิ้นชีวา

โอ้ ดวงจำปา มาลางามจริง มิ่งเมืองลาวเอย"

..................................................................................

- ภาคผนวก - อุตมะ จุลมณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลาว ได้แต่งเพลงนี้ไว้ในช่วงที่เข้าร่วมชบวนการต่อสู้กู้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส เมื่อเกือบห้าสิบปีที่ผ่านมา โดยอุตมะ ได้ใช้ “ดอกจำปา” หรือดอกลั่นทม ที่ชาวลาวนิยมปลูกแต่ใอดีต เป็นสื่อบอกถึงความรักแผ่นดินถิ่นเกิดของชาวลาว โดยใช้ทำนองขับทุ้มหลวงพระบางในการเอื้อนเพลง "ดวงจำปา" เพลงนี้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว และสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับชาติลาว ในที่สุดฝรั่งเศสก็ยอมคืนเอกราชให้กับประเทศลาวได้ปกครองตนเอง และหลังจากการปฏิวัติม่วนซื่นในลาวเสร็จสิ้นลงเมื่อปี 2518 ท่านผู้นำลาวทั้งหลายก็ได้พร้อมใจกันเลือก ดวงจำปาเป็นดอกไม้ประจำชาติ ตลอดสองฝั่งโขงจากลาวเหนือที่พงสาลีจรดจำปาศักดิ์ที่ปากเซก็นิยมขับทุ้มเพลงนี้กันทั่ว...

วันศุกร์, ธันวาคม 12, 2008

So how can you tell me you're lonely?

บังเอิญได้ฟังรายการวิทยุ(ทาง Net)ของรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณผู้มีชื่อเสียง ผู้ที่ได้รับการนับถือว่าเป็น ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองไทยท่านหนึ่ง (ถ้าเอ่ยชื่อ รับรองคุณต้องอ๋อ!แน่นอน แต่อย่าให้พาดพิงเลย คู่กรณีฝั่งตรงข้ามท่าน อาจไม่ค่อยพอใจนัก...ฮึๆๆๆ ) เผอิญพูดเรื่องเพลงท่านเลยบ่นว่า..."เพลงสมัยนี้ผมรับไม่ค่อยได้...เนื้อหาทำนอง มันไม่มีสุนทรียะเชิงศิลป์เอาเสียเลย..." จึงได้สอนมวยคนรุ่นหลัง ด้วยการการแนะนำบทเพลงสากลสมัยท่านหนุ่มๆเพลงหนึ่งให้ลองเสพดู...ได้ฟังแล้วส่วนตัวผมว่าเพราะดีนะ ทำนองฟังง่ายๆ กีต้าร์นุ่นๆ เพลินๆ ชิวๆ...แต่ติดที่เป็นเพลงสากล "เราเองก็ไม่ได้เป็นเซียนภาษา"...แต่ก็เอาล่ะ...ก็พอจับใจความได้คร่าวๆว่า...เนื้อหาสะท้อนสังคมคนจรจัดตามถนนในกรุงลอน+เป็นการให้กำลังใจแด่ผู้ที่กำลังคิดว่าชีวิตตนนั้นช่างตกต่ำโดดเดี่ยวอ้างว้าง...อืม

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลย+ฟังเพลงนี้แล้วอารมณ์กวีเข้าแทรก เลยค้นหาเนื้อร้อง(Lyric)ฉบับเต็มทาง Net มาลองแปลดู ;>

. . .

เพลง "Streets Of London (Original 1969 Recording)โดย Ralph McTell ศิลปินชาวอังกฤษ ยุค60s


(สำนวนแปลมือสมัครเล่นอย่าว่ากัน : P

Have you seen the old man In the closed-down market Kicking up the paper, with his worn out shoes?
คุณเห็นชายชราในตลาดร้างที่เดินเขี่ยเศษกระดาษด้วยรองเท้าคู่เก่าๆนั้นไหม

In his eyes you see no pride
แววตาของเขาไร้ซึ่งความภาคภูมิ

And held loosely at his side Yesterday's paper telling yesterday's news
ข้างๆตัว พกหนังสือพิมพ์ฉบับเมื่อวาน ที่บอกเล่าเรื่องราวของวันวาน

....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?

And say for you that the sun don't shine?
และยังพูดอีกว่าดวงตะวันไม่เคยส่องแสงมายังคุณเลย

Let me take you by the hand and lead you through the streets of London
โปรดให้ฉ้นได้จูงมือ
คุณไปยังถนนแห่งลอนดอนเถิด

I'll show you something to make you change your mind
ฉ้นจะแสดงบางสิ่งให้คุณเห็น เผื่อคุณจะได้ละทิ้งความคิดนั่นเสีย


Have you seen the old girl Who walks the streets of London
คุณเห็นหญิงชราน้อยๆ คนที่เดินอยู่บนถนนแห่งลอนดอนนั่นไหม?

Dirt in her hair and her clothes in rags?
ผมของเธอสกปรกรุงรัง ชุดของเธอขี้ริ้วขาดวิ่น

She's no time for talking, She just keeps right on walking
เธอไม่มีเวลาพูดคุย เธอแค่เดินไปเรื่อยเปื่อย

Carrying her home in two carrier bags.
ที่พำนักของเธออยู่ในย่ามสองใบนั่น

Chorus>....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?

In the all night cafe At a quarter past eleven,
ในคาเฟ่ยามค่ำคืน ณ เวลา 11 นาฬิกาล่วงไป

Same old man is sitting there on his own
ชายชราคนเดิมกำลังนั้งลงที่นั้น ณ ที่เดิมของเขา

Looking at the world Over the rim of his tea-cup,
มองความเป็นไปของโลกที่บนขอบถ้วยชา

Each tea last an hour Then he wanders home alone
มองถ้วยชาผ่านไปแก้วแล้วแก้วเล่า แล้วเขาก็เดินกลับตามลำพังไร้จุดหมาย

Chorus>....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?


And have you seen the old man Outside the seaman's mission
คุณเห็นชายชราที่อยู่นอกวงคณะพลทหารเรือนั้นไหม

Memory fading with The medal ribbons that he wears
ความทรงจำจางหายไปกับแถบสะพายเหรียญเกียรติยศที่เขาสวมใส่

In our winter city,The rain cries a little pity
ในเมืองอันเหน็บหนาวแห่งนี้ สายฝนได้โปรยปรายเจือความสงสาร

For one more forgotten hero And a world that doesn't care
แด่วีรบุรุษผู้ถูกลืมอีกคน กับโลกที่ไม่เคยแยแสเขาเลย

Chorus>....So how can you tell me you're lonely,
แล้วคุณกล่าวกับฉันได้อย่างไรว่า...คุณช่างอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว?

- จบบริบูรณ์ -

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

*ภาคผนวก

ภาพถ่ายเวอร์ชั่นปัจจุบันของคุณตา Ralph McTell

Ralph McTell (born Ralph May in Farnborough England 3 December 1944) is an English singer/songwriter and acoustic guitar player who has been an influential figure on the UK folk scene since the 1960s. McTell's guitar style has been influenced by many of the USA's country blues guitar players of the early 20th century, including Blind Blake, Blind Willie McTell and Robert Johnson.

"Streets of London" is a song written by Ralph McTell. It was first recorded for McTell's 1969 album Spiral Staircase but was not released in the United Kingdom as a single until 1974. It was his greatest commercial success, reaching number two in the UK singles chart, at one point, selling 90,000 copies a day[citation needed], and winning him the Ivor Novell Award.(จาก Wikipedia)

วันจันทร์, ธันวาคม 8, 2008

ชาลส์ ดาร์วิน "ฤามนุษย์เป็นได้แค่สัตว์ร้าย"

ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ การเดินทางออกไปยังท้องทะเลทั่วโลกกับเรือบีเกิล (HMS Beagle)โดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมากซึ่งนำมาใช้เป็นทฤษฎี ในหนังสือชื่อ "The Origin of Species" อันเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ที่สำคัญและไม่ค่อยมีใครสังเกตก็คือ ปัจจุบันในวงการศึกษา-วิชาการเกือบทุกแขนงล้วนถูกครอบงำด้วยทฤษฎีของ ดาร์วิน เสียทั้งสิ้น!! ทั้งได้ส่งผลต่อแนวคิดในการดำรงชีวิตและสังคมมนุษย์อย่างหนักหน่วง ซึ่งมีแนวโน้มออกมาในทำนองที่เลวร้ายเสียส่วนใหญ่(จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม)

ทฤษฎีของ ดาร์วิน โดยสังเขปดังนี้
1. สิ่งมีชีวิตทั้งปวง(รวมมนุษย์)กำเนิดขึ้นจากปฏิกิริยาของสสารโดยความบังเอิญ เป็นปรากฏการณ์ทางชีวเคมีล้วนๆ ไม่มีสิ่งที่เป็นนามธรรมอื่นใด(อาทิ วิญญาณ จิต หรือ พระเจ้า)อยู่เบิ้องหลัง

2. รูปแบบสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการมาจากการปรับตัวเปลี่ยนปลงรูปร่างให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นแบบค่อยๆเปลี่ยนกินเวลายาวนานเป็น(ล้านๆปี)

3. การวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อการอยู่รอดและสืบพันธุ์ให้เผ่าพันธุ์ของตนดำรงอยู่ต่อไปเท่านั้น

4. กฎการเลือกสรรโดยธรรมชาติได้กำหนดให้สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีกว่าและแข็งแกร่งกว่าเท่านั้นจึงสามารถอยู่รอดได้ ส่วนผู้ด้อยกว่าย่อมถูกกำจัดทิ้งให้สูญพันธุ์ไปในที่สุด

ลองมาดูกันว่า ทฤษฎีของ ดาร์วิน มีอิทธิพลต่อความคิดและวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติอย่างไร...

- คาร์ล มาร์กซ์ ได้ต่อยอดหลักการของดาร์วิน ก่อเกิดลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีหลักคิดว่า แก่นสารหลักของชีวิตมนุษย์คือ กิจกรรมทางเศรษฐกิจแห่งการผลิตเพื่อการกินอยู่ทางกายเท่านั้น, ส่วนที่เป็นกิจกรรมทางนามธรรมอาทิ ศาสนา-มนุษยธรรม-ศีลธรรม-ศิลปะ-ความบันเทิงทั้งปวง ฯลฯ เป็นเพียงแค่ส่วนส่งเสริมที่เกิดขึ้นตามเงื่อนไขของสังคมในช่วงเวลานั้นๆ หาได้มีแก่นสารจริงแท้แต่ประการใด โดยเฉพาะศาสนาเป็นแค่เครื่องมือของชนชั้นปกครองส่วนน้อยที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อครอบงำ หลอกใช้ขูดรีดแรงงานประชาชนส่วนใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงตนและพวกพ้องให้มั่งคั่ง และศาสนายังถูกนำมาใช้เป็นสิ่งกล่อมประสาทของผู้อ่อนแอที่ไม่สมหวังและไม่สามารถต่อสู้กับโลกแห่งความเป็นจริงได้ จึงสร้างความเพ้อฝันถึงโลกหน้าอันเป็นแดนสุขาวดีของพระเป็นเจ้า โดยหลังจากตายแล้วตนจะได้ไปอยู่ร่วมด้วย...

- ฮิตเลอร์และพลพรรคนาซี อาศัยแนวคิดการเลือกโดยธรรมชาติ จึงได้มีทัศนะว่าเผ่าอารยันเยอรมันของตนเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดีเลิศที่สุดในโลก เผ่าพันธุ์อื่นๆที่อ่อนด้อยเป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าสมควรกำจัดทิ้ง ซึ่งปรากฏออกมาในรูปแบบของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนับล้านและปฏิบัติการก่อสงครามยึดครองโลก จนส่งผลให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2...

- จนมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคโลกาภิวัตน์ประชาธิปไตยทุนนิยม-อุตสาหกรรมบริโภคนิยม ศตวรรตที่21 ก็ไม่พ้นอิทธิพลของทฤษฎีของดาร์วินที่ส่งผลให้ชนส่วนใหญ่เห็นว่า ในเมื่อการกำเนิดของชีวิตเป็นเพียงแค่ปฏิกิริยาวัตถุสสารโดยบังเอิญ ดังนั้นการดิ้นรนอยู่รอดเพื่อความอิ่มเอมแห่งการเสพวัตถุจึงเป็นเป้าหมายสุขสุดของชีวิต, ระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก, การโจมตีทางการเงิน, การล่าอาณานิคมยุคใหม่โดยการเข้าฮุบกิจการ-การผูกขาด-การปล้นทรัพยากรของคนประเทศเดียวกันและต่างประเทศ(แม้จะด้วยโหดเหี้ยมไร้ความเมตตาปราณีเพียงใด)ก็นับว่าเป็นความชอบธรรมตามทฤษฎีการเลือกสรรโดยธรรมชาติอยู่แล้วที่ผู้แข็งแกร่งกว่าไม่ว่าจะพลังด้านเทคโนโลยี-กำลังทุน ฯลฯ ย่อมต้องกำจัดผู้ด้อยกว่าให้พินาศล้มหายตายจากไป!! ระบบเมตตาธรรม-มนุษยธรรมศีลธรรมจรรยาต่างๆ เป็นแค่กลไกทางสังคมที่สมมติขึ้นมาใช้ในบางกรณีเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ใจให้ความสำคัญจนเกินไปเพราะจะเป็นการถอยหลังเข้าคลองขัดขวางต่อความก้าวหน้าของการวิวัฒนาการ

. . . .

เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในบางด้านของทฤษฎี ชาลส์ ดาร์วิน เป็นความจริงแท้ที่ปรากฎให้เห็นกันอยู่ในธรรมชาติ โดยเฉพาะในธรรมชาติของพืช-สัตว์ทั้งปวง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า บางด้านของทฤษฎีดาร๋วิน ได้มีส่วนชี้นำและลดคุณค่าชีวิตมนุษย์ให้เป็นเพียงแค่สัตว์ชนิดหนึ่งด้วยกรอบความคิดในทำนองที่ว่า ถึงแม้มนุษย์จะมีปัญญา มีวิทยาการมีความเป็นอยู่ล้ำหน้ากว่าสัตว์ สามารถประดิษฐ์เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้ตนได้มากมายเพียงใด แต่ในที่สุดแล้วเทคโนโลยีและวิทยาการทั้งหมดทั้งสิ้น หากมองในกรอบของทฤษฎีดาร์วินแล้ว ก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือในการตอบสนองต่อการดิ้นรนต่อสู้-หากินเพื่อความอยู่รอด, เพื่อการแสวงหาความสุขความอิ่มทางวัตถุ และเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์ให้ดำรงอยู่ต่อไปแค่นั้นเอง...หรือ???

วันจันทร์, ธันวาคม 1, 2008

ประกาศอิสระภาพ

ช่วงนี้ ข่าวคราวสหรัฐอเมริกาประสบวิกฤติการเงิน-เศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง ยากที่จะเยียวยา ที่เรียกว่า..."วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์""ฤานี้จะถึงยุคที่มหาอำนาจเสื่อมถอยแล้ว" ที่แน่ๆเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับสหรัฐย่อมส่งกระทบต่อประเทศที่มีธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยอย่างแน่นอน คอยดูกันต่อไป...

ประเทศสหรัฐอเมริกา มหาอำนาจแห่งยุคปัจจุบัน, ศตวรรษที่ 21 ต้นแบบความศิวิไลซ์ของนานาประเทศ(ส่วนตัวแล้วชอบวิถีอเมริกันในแง่ที่ "พัฒนาไม่หยุดยั้ง" ไม่ซังกะตายสันหลังยาวไปวันๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนิยมหรือชื่นชมความเป็นอเมริกันไปเสียทุกๆด้าน เพราะใดๆในโลกก็ย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีปะปนกันไปต้องแยกแยะประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม ดั่งบทกลอนของท่านพุทธทาส "เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่...")
นี้เป็นแถลงการณ์ประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกา ปลดแอกแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษ จัดได้ว่าเป็นต้นธารของแนวความคิดเกี่ยวกับ สิทธิเสรีภาพของประชาชนกับอำนาจรัฐแบบอเมริกัน ที่หลายประเทศทั่วโลกได้นำไปอ้างอิงและประยุกต์ใช้กับประเทศของตนในเวลาต่อมา(ประกาศเมื่อสองร้อยกว่าปีมาแล้วแต่คิดว่า ยังคลาสสิค ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย)
. . . . .
- Declaration of Independence -
4 July 1776Tne Birthday of The Nation of USA
(ที่มาจากหนังสือ The Outline of Political History of the United States)

"It is our belief that... "เราเชื่อว่า...

These facts are so clearly true ย่อมเป็นความจริงอย่างกระจ่างแจ้งอยู่แล้ว

that discussion of them is unnecessary โดยไม่จำเป็นที่จะต้องนำมาถกเถียงกันอีก กล่าวคือ

No man has more political rights than another by birth; ไม่มีบุคคลใด มีสิทธิทางการเมืองมากกว่าบุคคลอื่นโดยกำเนิด

All men are given, by their Maker, certain rights คนทุกคนย่อมได้รับสิทธิบางประการจากพระเจ้า

which may not be taken away; ซึ่ง(สิทธิดังกล่าวนี้)จะถูกเพิกถอนเสียมิได้

Among these are the right to existence, ในบรรดาสิทธิเหล่านี้ ได้แก่สิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่

The right to be free สิทธิที่จะเป็นอยู่อย่างอิสระเสรี

and (the right) to do one's best to be happy; และสิทธิที่จะแสวงหาความสุขใส่ตน

Governments come into being for the purpose of keeping these rights safe, รัฐบาล(ต่างๆ)ได้ถือกำเนิดขึ้นก็เพื่อมุ่งหมายที่จะรักษาสิทธิเหล่านี้ให้อยู่รอดปลอดภัย

the powers of a government อำนาจต่างๆของรัฐบาล

being only those which have the approval of the persons living under that government; เป็นเพียงอำนาจที่ได้รับการอนุมัติจากคนทั้งหลายที่อยู่ภายใต้(การปกครอง)ของรัฐบาลนั้น

Whenever a goverment is working against this purpose, เมื่อใดก็ตาม ที่รัฐบาลกระทำการขัดกับความมุ่งหมายดังกล่าวนี้

it is the right of the persons under that government ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่อยู่ใต้รัฐบาลนั้น

to make changes in it ในอันที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใจรัฐบาลขึ้น

or to put an end to it, หรือไม่ก็ขับไล่รัฐบาลนั้นออกเสีย

forming a new government แล้วจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่

in agreement with such ideas เพื่อให้สอดคล้องกับข้อคิด

and with such powers และ(สอดคล้องกับ)อำนาจ

as seem to them ตามที่พวกเขา(ประชาชน)เห็นว่า

best designed to keep them safe and happy." น่าจะเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด ที่จะคุ้มครองพวกเขาให้ได้รับความปลอดภัยและมีความสุขได้"
. . . . .
คำแถลงการณ์นี้เป็นการสถาปนา "รัฐ" รูปแบบใหม่อันก้าวหน้า คือ "รัฐ" เป็นเพียงองค์กรกลางที่ทำหน้าที่บริการประชาชน บริหารจัดการในด้านงานสาธารณะประโยชน์ต่างๆของประเทศ เพื่อความสงบสุขของสังคม